การบินไทย สยายปีกบินอัมสเตอร์ดัมในรอบ 28 ปี ปั๊มยอดผู้โดยสารอาเซียน-ยุโรป
เปิดแผนน่านฟ้าใหม่ “การบินไทย” เดินหน้ายุทธศาสตร์ Network Airline เชื่อมทราฟฟิก 3 ระดับ พร้อมใช้ศูนย์กลางกรุงเทพฯ ดึงผู้โดยสารอินโดนีเซียต่อเครื่องสู่เนเธอร์แลนด์ ตั้ง “War Room” มอนิเตอร์ราคาน้ำมันและตลาดทุกเช้า ดันยอดจองตั๋วล่วงหน้าเฉลี่ยพุ่งแตะ 70% ควบคู่รีแบรนด์ ROH ฉลอง 55 ปี อัปเกรด ROP สู่ Lifestyle Ecosystem เต็มสูบ พร้อมคลอดมาสคอตเจาะกลุ่มนิวเจน ปั๊มรายได้เสริมที่ไม่ใช่ตั๋วโดยสาร
6 มิถุนายน 2569 นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เดินหน้ารุกธุรกิจในฐานะ Network Airline อย่างเต็มรูปแบบผ่านยุทธศาสตร์หลักที่เรียกว่า "Silk Hub Strategy" ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรน่านฟ้าและเชื่อมต่อเครือข่ายการบินทั่วโลกออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและมองไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง หลังจากองค์กรผ่านการปรับโครงสร้างและวางรากฐานพื้นฐานใหม่ทั้งหมด
กางโมเดล "Silk Hub Strategy" 3 ระดับ: อาเซียนปั๊มดีมานด์ จีน-อินเดียเสาหลัก ยุโรปสร้างมูลค่า
สำหรับโครงสร้างยุทธศาสตร์ "Silk Hub Strategy" ประกอบด้วย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่
- ส่วนที่ 1 พื้นที่อาเซียน (ASEAN) ทำหน้าที่เป็นตัวนำปริมาณผู้โดยสารหรือทราฟฟิก (Traffic) เข้าสู่ระบบการบิน
- ส่วนที่ 2 ตลาดประเทศจีนและอินเดีย ถูกกำหนดให้เป็นเสาหลักในฐานะ "Volume Engine" หรือเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนปริมาณผู้โดยสารจำนวนมาก
- ส่วนที่ 3 เส้นทางระยะไกล หรือ Long Haul (ภูมิภาคยุโรปและออสเตรเลีย) ซึ่งเป็นส่วนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจหรือ "Value Creator" โดยการบินไทยได้เลือกเปิดเส้นทางบินตรง "กรุงเทพฯ - อัมสเตอร์ดัม" (ประเทศเนเธอร์แลนด์) อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการกลับมาบินในรอบ 28 ปี เพื่อทำหน้าที่เป็น "ท่อ" เติมมูลค่าเพิ่มและเป็นประตูสำคัญในการสยายปีกเข้าสู่ยุโรป
"อัมสเตอร์ดัมเป็นการขยายปีกใหม่ของเรา เป็นการเพิ่มเน็ตเวิร์ก ยุทธศาสตร์เราคือ "Silk Hub" Strategy เราเติมท่ออัมสเตอร์ดัมก็เหมือนเติม Value Creator เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งท่อเป็นอาวุธใหม่ของการบินไทย"
ปักหมุด "อัมสเตอร์ดัม" ประตูสู่ยุโรป ดึงทราฟฟิกอินโดนีเซียเสริมแกร่ง Long-Haul
ทั้งนี้ การบินไทยมองเห็นศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อผู้โดยสารจากประเทศอินโดนีเซียให้เดินทางผ่านศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ เพื่อเดินทางต่อไปยังอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งภายใต้ยุทธศาสตร์ "Silk Hub Strategy"นั้น พื้นที่อาเซียนถูกวางเป้าหมายให้ทำหน้าที่เป็น "ตัวนำปริมาณผู้โดยสารหรือทราฟฟิก เข้าสู่ระบบการบิน" และอินโดนีเซียก็คือหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคนี้
การเลือกปักหมุดเปิดเส้นทางบินตรงสู่อัมสเตอร์ดัมในครั้งนี้ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นประตูหลักในการสยายปีกเข้าสู่ยุโรปแล้ว ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการเดินทางที่มีพื้นฐานมาจากความสัมพันธ์และปัจจัยสนับสนุนทางประวัติศาสตร์ในอดีต เนื่องจากอินโดนีเซียเคยเป็นพื้นที่ที่ชาวดัตช์เข้าไปมีอิทธิพลอย่างสูง (ในสมัยที่เรียกว่าเมืองปัตตาเวีย หรือกรุงจาการ์ตาในปัจจุบัน) ความผูกพันที่หยั่งรากลึกยาวนานนี้ ส่งผลให้เกิดความต้องการเดินทางหมุนเวียนระหว่างประชากรทั้งสองพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ การท่องเที่ยว หรือการศึกษา
ด้วยเหตุนี้ การบินไทยจึงวางตำแหน่งให้อินโดนีเซียเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ" ในฝั่งอาเซียน ที่จะช่วยทำหน้าที่ส่งต่อผู้โดยสารเข้าสู่เส้นทางระยะไกล หรือ Long Haul (ภูมิภาคยุโรปและออสเตรเลีย) ซึ่งเป็นส่วนที่ถูกกำหนดให้เป็น "Value Creator" หรือกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเน็ตเวิร์กและบริษัทตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ การดึงทราฟฟิกเชื่อมโยงน่านฟ้าในลักษณะนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในฐานะ Network Airline อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการสร้างกระแสรายได้ใหม่ๆ ให้กับการบินไทยได้อย่างยั่งยืน
ชูตารางบิน Daily Service ลบ Pain Point ไฟลต์เช้ามืดด้วยแคมเปญ "Smart Journey"
ทั้งนี้เส้นทาง กรุงเทพฯ - อัมสเตอร์ดัม จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้บริการบินตรงทุกวันสัปดาห์ละ 7 วัน ด้วยเครื่องบิน Airbus A350-900 เทีัยวบิน TG 936 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 05:30 น. และถึงอัมสเตอร์ดัมเวลาประมาณ 12:00 น. (เที่ยงวัน) ซึ่งข้อดีเชิงธุรกิจของเวลาบินนี้คือ ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางถึงจุดหมายในเวลาที่สามารถเช็คอินเข้าโรงแรมที่พักได้ทันที แตกต่างจากเที่ยวบินไปยุโรปทั่วไปที่มักถึงในช่วงเช้ามืด ซึ่งผู้โดยสารยังไม่สามารถเช็คอินได้
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดของเที่ยวบินเช้ามืดเวลา 05:30 น. ที่ผู้โดยสารต้องตื่นนอนตั้งแต่เวลา 01:30 น. การบินไทยจึงได้เปิดตัวแคมเปญ "Smart Journey" เข้ามาสนับสนุน โดยแบ่งเป็น 3 แพ็กเกจ คือ Smart Journey Light (รวมบริการรับส่งสนามบินและ Grab Voucher), Smart Journey Comfort (เพิ่มที่พักโรงแรมใกล้สนามบิน) และ Smart Journey Premium (เพิ่มที่พักระดับสูงขึ้นและสิทธิ์เข้าใช้เลาจน์) เพื่อรองรับทั้งคนไทยและผู้โดยสารที่เดินทางมาต่อเครื่องจากจีนและอินเดียที่ต้องรอเครื่องเป็นเวลานาน ซึ่งถือเป็นการสร้างรายได้เสริมที่ไม่ใช่ค่าตั๋วโดยสาร ทางธุรกิจรูปแบบใหม่
ปรับโมเดลลอยัลตี้โปรแกรม ลดค่าฟีน้ำมัน 30%-รีแบรนด์ ROH รุกทัวร์เอ็กซ์คลูซีฟ
นอกจากนี้ การบินไทยยังได้เพิ่มแรงจูงใจทางการตลาดผ่านโปรแกรมสะสมไมล์ รอยัล ออร์คิด พลัส (Royal Orchid Plus หรือ ROP) โดยในโอกาสครบรอบ 33 ปี ซึ่งปัจจุบันมีฐานสมาชิกทั่วโลกราว 5.5 ล้านคน และมีอัตราเติบโตของสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40,000 - 43,000 คนต่อเดือน บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ ROP ให้เป็น "Lifestyle Ecosystem" ที่เชื่อมโยงบริการโรงแรม ร้านอาหาร ล่องเรือ และสปา พร้อมทั้งปรับลดค่าธรรมเนียมน้ำมันสำหรับการแลกตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดลงสูงสุด 30% และมอบสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัวเส้นทางอัมสเตอร์ดัม ให้สมาชิกสามารถใช้ไมล์สะสมเพียง 50% หรือครึ่งเดียวในการแลกตั๋วรางวัล
รวมถึงการจัดแคมเปญ "Rise to Gold" เพื่อยกระดับสมาชิกบัตรเงิน (Silver) ที่มีอยู่ประมาณ 230,000 คน ให้ก้าวสู่บัตรทอง (Gold) ทันทีภายใน 7 วัน เพียงโอนคะแนนจากบัตรเครดิตของ 9 ธนาคารพันธมิตรจำนวน 25,000 ไมล์ ร่วมกับการซื้อ Cash Credit มูลค่า 330,000 บาท สำหรับใช้สำรองบัตรโดยสารเครื่องบินได้ทุกชั้นเดินทาง โดยเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 พฤศจิกายน 2569 และ Cash Credit จะมีอายุใช้งานนาน 1 ปีครึ่ง
ขณะเดียวกัน ในส่วนของหน่วยธุรกิจ รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ (Royal Orchid Holidays หรือ ROH) ได้ฉลองครบรอบ 55 ปี ด้วยการรีแบรนด์โลโก้ใหม่และวางตำแหน่งเป็น "The Curated Experience Provider" ผ่าน 5 แกนหลัก คือ Culinary Wonder (ประสบการณ์อาหาร), Mindful Wonder (การดูแลจิตใจและ Sound Healing), Cinematic Wonder (ท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์), Heritage Wonder (ประวัติศาสตร์เชิงลึก) และ Living Wonder (การใช้ชีวิต เช่น ทัวร์อาบป่า)
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการหันมาให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้โดยสารรุ่นเยาว์ (อายุ 2-12 ปี) ซึ่งปัจจุบันการบินไทยขนส่งผู้โดยสารเด็กกลุ่มนี้สูงถึงกว่า 300,000 คนต่อปี จากปริมาณผู้โดยสารรวมเกือบ 20 ล้านคน และมีเด็กที่เป็นสมาชิก ROP อยู่ถึง 33,000 คน จึงได้เปิดตัวมาสคอต "Junior Sky Explorers" รวม 5 ตัว อาทิ น้องทุย (ควายน้ำพัทลุง) และ นกริก้า (นกสาริกา) เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเด็ก และต่อยอดสร้างรายได้เสริมจากการจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกในลักษณะธุรกิจค้าปลีก
ตั้ง "War Room" มอนิเตอร์ราคาตั๋วและน้ำมัน ดันยอด Booking แตะ 70%
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานและการบริหารจัดการภายใน องค์กรระบุว่า ปัจจุบันมียอดการจองบัตรโดยสารล่วงหน้า (Booking) เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จของการบริหารจัดการต้นทุนและการตลาดเชิงรุก ผ่านการจัดตั้งทีมห้องปฏิบัติการฉุกเฉิน หรือ "War Room" ร่วมกับผู้บริหารระดับสูง เพื่อควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิดวันต่อวัน
"เรามีการจัดตั้ง War Room มอนิเตอร์สถานการณ์ทุกวันโดยท่านดีดี ผู้บริหารระดับสูงเนี่ยประชุมกันทุกเช้า มอนิเตอร์สถานการณ์น้ำมัน สถานการณ์ตลาด ดังน้ันเนี่ยเราไม่ตกเทรนด์ เราทำความสะอาด ทำงานใกล้ชิด ควบคุมสถานการณ์ครับ พอสถานการณ์ด้านน้ำมันดีขึ้น จะเห็นได้ว่าเราก็มีราคาบัตรโดยสารที่จับต้องได้มากขึ้นทันที ยอด Booking เฉลี่ยก็ประมาณ 70% ครับ แข็งแรงมาก คาร์โก้แข็งแรงมาก"
การตั้ง War Room มอนิเตอร์อย่างเข้มงวดทุกเช้า ทำให้การบินไทยไม่ตกกระแสและสามารถตอบสนองต่อความผันผวนของต้นทุนพลังงานได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวดีขึ้น สายการบินจะทำการปรับโครงสร้างราคาตั๋วโดยสารให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคสามารถ "จับต้องได้ง่ายขึ้นทันที" ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยดึงดูดใจผู้โดยสาร ส่งผลให้อัตราขนส่งผู้โดยสาร (Cabin Factor) ทรงตัวในระดับที่แข็งแกร่ง และขับเคลื่อนเสถียรภาพทางการเงินร่วมกับธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือ คาร์โก้ (Cargo) ที่ยังคงมีความแข็งแกร่งมากในปัจจุบัน เพื่อผลักดันให้องค์กรเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคงในระยะยาว