โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลักการรื้อถอนโลกแฟชั่นที่ทำให้ Maison Margiela กลายเป็นแบรนด์ที่กระโดดนำหน้าเทรนด์อยู่เสมอ

Capital

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

“ผมอยากให้เสื้อผ้าของผมมีเสียงเป็นของตัวเอง”

มาร์แตง มาร์เจียลา (Martin Margiela) ขึ้นชื่อเรื่องหวงแหนความเป็นส่วนตัว เขาไม่เคยเดินขึ้นรันเวย์ไปโค้งจบโชว์ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวอย่างดีไซเนอร์คนอื่น และพยายามสุดความสามารถที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้สัมภาษณ์ ไม่เปิดเผยรูปถ่าย อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

จากบรรดาโควตของเขาที่มีอยู่น้อยนิดเหลือเกิน ประโยคนี้ได้กลายมาเป็นคำพูดหนึ่งที่หล่อหลอมตัวตนของแบรนด์ Maison Margiela เรื่อยมา

คุณอาจรู้จัก Maison Margiela ผ่านไวรัลโมเมนต์จากโชว์คอลเลกชั่นโอตกูตูร์ที่ได้แพต แมคกราท (Pat McGrath) มาเสกเมคอัพลุคตุ๊กตาพอร์ซเลนผิวกระจก หรือจากสินค้าตัวดังอย่างน้ำหอมไลน์ REPLICA ซึ่งว่ากันว่ามีระดับราคาอยู่ที่ปากทางเข้าโลกลักชูรีพอดิบพอดี

กระนั้น ไฮแฟชั่นหรูหรานำเทรนด์ไม่ใช่ดีเอ็นเอที่อยู่กับ Maison Margiela มาตั้งแต่ต้น กลับกันเลย สิ่งที่แบรนด์ต้องการคือรื้อสร้างสิ่งเหล่านี้ต่างหาก

เทรนด์มาจากไหน

แบบใดที่เรียกว่าหรูหรา

แล้วแฟชั่นคืออะไรกันแน่

ดีไซเนอร์ลึกลับจากแอนต์เวิร์ป

ปารีสอาจเป็นภูมิลำเนาของ Maison Margiela แต่ไม่ใช่กับบิดาของแบรนด์ มาร์แตง มาร์เจียลา เกิดและโตในเมืองอุตสาหกรรมเล็กๆ ของเบลเยียมที่มีชื่อว่าเคงก์ (Genk) ก่อนจะเข้าไปเรียนต่อที่ Royal Academy of Fine Arts เมืองแอนต์เวิร์ป เบลเยียมในช่วงทศวรรษ 1970

แอนต์เวิร์ปในขณะนั้นเป็นเพียงเมืองท่าค้าพลอยที่แม้จะมีสถาปัตยกรรมสวยงามน่าสนใจ แต่ไม่มีชื่อเสียงอะไรมากมาย เมื่อพูดถึงแฟชั่น หากไม่นึกถึงปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ก คนยุค 1970s มักนึกถึงมิลาน ถิ่นกำเนิดของแบรนด์ดาวรุ่งที่กำลังเริ่มฮิต อย่าง Armani หรือ VERSACE มากกว่า แต่นั่นเป็นเพราะกว่าแฟชั่นแนวอาวองการ์ดของแอนต์เวิร์ปจะเริ่มเบ่งบานจริงๆ ก็กลางทศวรรษ 1980 หลังการมาของดีไซเนอร์กลุ่ม Antwerp Six ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของมาร์เจียลาทั้งสิ้น

ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นกำลังตะกายดาวขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ มาร์แตงในวัยจบใหม่ทำงานฟรีแลนซ์อยู่ราว 5 ปี ก่อนจะย้ายเข้าปารีสเพื่อไปเป็นผู้ช่วยให้กับฌ็อง ปอล โกลตีเย (Jean Paul Gaultier) ดีไซเนอร์หัวขบถผู้ได้รับการขนานนามจากสื่อฝรั่งเศสว่า เด็กมีปัญหา (enfant terrible) แห่งโลกแฟชั่น

อย่างไรก็ดี นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาถูกคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปไกลเท่าไหร่นัก เพราะกระทั่งระดับตำนานอย่างโกลตีเยก็ยังมองเขาเป็นยอดฝีมือ ทั้งยังยืนยันกับนิตยสาร i-D ว่า ตราบจนถึงทุกวันนี้ มาร์แตงเป็นผู้ช่วยที่เก่งที่สุดที่เขาเคยมี

“เพื่อนที่ทำงานอยู่หนังสือพิมพ์ Libération เป็นคนแนะนำเขาให้ผม ได้ลองดูงานเขาปุ๊บ ผมก็บอกเพื่อนปั๊บว่า เด็กนี่เปิดไลน์ตัวเองเลยก็ยังได้ ไม่ต้องมามัวเป็นเด็กฝึกงานหรอก แต่เขายืนกรานจะมาเรียนงานกับผม สุดท้ายก็อยู่ทำงานด้วยกัน 3 ปี เป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด และกลายมาเป็นเพื่อน”

แม้จะคลุกคลีและเรียนรู้งานมาจากชายผู้รักเสียงปรบมือและแสงแฟลช มาร์แตงกลับเลือกที่จะทำแบรนด์ในห้องอพาร์ตเมนต์เล็กๆ โดยคิดมาตั้งแต่แรกว่าจะไม่ออกไปสู่สปอตไลต์ และแม้โลกแฟชั่นที่เขาเห็นมาจะวิลิศมาหราเพียงใด เขาเลือกใช้ความรักที่ตนมีต่อตลาดมือสองและสิ่งของที่เคยมีชีวิตในการวางรากฐานแบรนด์

Artisanal Line 0 ที่มาร์แตงใช้เปิดตัวแบรนด์เมื่อปี 1989 จึงเป็นเสื้อผ้าหน้าตาล้ำยุค เกรอะกรัง ทว่าโก้แปลกตา ทุกลุคเนรมิตจากของมือสอง วัสดุเหลือใช้ เครื่องแบบทหารที่กองทัพผลิตออกมาเกินความต้องการ (military surplus) และผ้าวินเทจสวยๆ ที่เขาตามล่าหามาเอง

มาร์แตง มาร์เจียลา อาจไม่ใช่ดีไซเนอร์คนแรกที่ทำให้คนหันมาสนใจแอนต์เวิร์ปก็จริง แต่เขาคือหนึ่งในข้อพิสูจน์ที่ทำให้คนยอมรับในภายหลังว่า นอกจากแอนต์เวิร์ปจะเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่นอาวองการ์ดแล้ว ระบบนิเวศสร้างสรรค์ของเมืองยังมีศักยภาพอย่างมากในการหล่อเลี้ยงคนทำงานแฟชั่นอีกด้วย

พลังสร้างสรรค์ของการรื้อทำลาย

คนใกล้ชิดเล่ากันว่า มาร์แตงมีรสนิยมแหวกค่านิยมความงามเดิมๆ มาแต่ไหนแต่ไร ผู้หญิงที่เขามองว่าสวยมักเป็นคนที่สังคมผลักหลุดออกจากมาตรฐาน เช่น มีจมูกที่ใหญ่และเด่น ตลอดเวลาที่ทำแบรนด์ เขาจึงยังคงออกแบบเสื้อผ้าและทำโชว์ด้วยทัศนคติเช่นนั้น เช่น เสาะหาและเปิดโอกาสให้นายแบบนางแบบที่มีรูปลักษณ์หลากหลายเข้ามาร่วมงาน

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ผลงานของ Maison Margiela จึงมักต้องปะทะกับมาตรฐานความงามสมัยนั้นอยู่เสมอ เนื่องจากตลาดแฟชั่นผู้ชายยุค 1980s ยังไม่โตนัก เกมแฟชั่นยุคนั้นจึงเป็นเกมแข่งกันขายเสน่ห์น่าดึงดูด (allure) ของเพศหญิงซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก นางแบบที่มาเดินต้องเป็นซูเปอร์โมเดล หุ่นต้องผอม หน้าต้องสวย ลุคเสื้อผ้าต้องโก้หรู ราคาแพง

Maison Margiela ปฏิเสธกรอบทั้งหมดนั้นด้วยการปิดหน้าปิดตานางแบบ ใช้วัสดุและสีที่ดูหลุดขนบ ตัดเย็บทรงโคร่ง (ถึงขั้นจัดโชว์ที่มีชื่อว่า Oversized Collection ในเวลาต่อมา) โดยเฉพาะ Line 1 ซึ่งเป็นเสื้อผ้า ready-to-wear สำหรับผู้หญิง หนังสือพิมพ์Independent เขียนถึงแฟชั่นโชว์เมื่อปี 1989 ของไลน์นี้ว่า

ภาพจาก Fashion Moves Forward

ภาพจาก Fashion Moves Forward

ภาพจาก Fashion Moves Forward

“เหมือนเอาผ้ากันเปื้อนหนังสัตว์ของคนขายเนื้อมาตัดเป็นชุดราตรีสวย”

แต่นั่นยังไม่ใช่โชว์ที่ช็อกโลกที่สุดของ Maison Margiela เพราะไม่ถึงปีหลังจากนั้น มาร์เจียลาเมินกฎล่องหนที่ว่าแฟชั่นโชว์ควรจัดที่โรงแรมห้าดาว วังเก่า หรือห้างหรู แล้วเอาแฟชั่นโชว์เข้าไปในชุมชน

คอลเลกชั่นฤดูใบไม้ผลิปี 1990 จัดขึ้นกลางสนามเด็กเล่นในย่านแรงงานแถบชานเมืองปารีส แถมยังเปิดให้เข้าจองที่นั่งในงานสดๆ แบบ first come, first served ผลลัพธ์คือนอกจากบรรณาธิการแฟชั่น เจ้าของห้องเสื้อ และนักศึกษาแฟชั่นแล้ว ครอบครัวที่อาศัยในละแวกนั้นจริงๆ และเด็กๆ ที่วิ่งเล่นแถวนั้นอยู่เป็นประจำก็ได้ร่วมชมแฟชั่นโชว์ด้วย

ภาพจาก Jean-Claude Coutausse

ภาพจาก Jean-Claude Coutausse

ด้วยความที่มาร์แตงออกจะหมั่นไส้วัฒนธรรมบัตรเชิญแบบเดิมๆ ที่ต้องดูประดิดประดอย ประณีตสวยหรู เขาจึงมอบหมายให้นักเรียนในชุมชนกลุ่มหนึ่งทำการ์ดวาดมือ โดยเปิดกว้าง ให้อิสระเด็กๆ เต็มที่ในการตีความแนวคิดของโชว์ บัตรเชิญของงานจำนวนกว่า 500 ใบจึงมีลวดลายแตกต่างกัน ไม่มีใบไหนเหมือนกันเลย

แท็กเสื้อที่แอนตี้โลโก้จนกลายเป็นโลโก้

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฝีเย็บสี่มุมบริเวณสะบักหลังเสื้อ กับแท็กเสื้อไร้โลโก้พิมพ์ลายเลข 1 ถึง 23 กลายมาเป็นเหมือนกับลายเซ็นของ Maison Margiela ที่เย็บติดไปกับสินค้า แน่ล่ะว่าคนวงในจะต้องรู้จักดี ต่างจากคนวงนอกที่เข้าใจผิดว่าเลขบนแท็กเป็นเลขไซส์หรือล็อตสินค้ามานักต่อนัก ความจริงแล้ว เลขที่ถูกวงบนแท็กใช้สื่อสารว่าสินค้าจัดอยู่ในหมวดหมู่ไหน

Line 1 คือเสื้อผ้าสตรี

Line 3 คือน้ำหอม

Line 10 คือเสื้อผ้าสุภาพบุรุษ

Line 12 คือเครื่องประดับ

Line 22 คือรองเท้า

ยังไม่นับรวมเลขที่ปล่อยว่าง ยังไม่มีคอลเลกชั่นหรือหมวดหมู่เป็นของตัวเองอย่างเลข 9

ส่วนเจ้าฝีเย็บสี่มุมก็มีเรื่องเล่าขำๆ ที่ได้ยินคอแฟชั่นเมาท์กันบ่อยๆ คือช่วงยุค 1990s ที่แบรนด์เปิดตัวใหม่ๆ ลูกค้าที่มาซื้อมักขอให้ร้านช่วยเลาะออก หรือเอาไปให้ช่างเย็บผ้าแก้ เพราะคิดว่าเป็นรอยเนาชั่วคราวที่แบรนด์ลืมเอาออก

แต่ไม่แน่ว่าลูกค้ายุคแรกเหล่านั้นอาจทำถูกต้องตามเจตจำนงของมาร์แตงมากกว่าเราๆ ที่จดจำมันในฐานะโลโก้ เนื่องจาก Maison Margiela มักพูดถึงเจ้า Four Stitches ในฐานะสิ่งที่ตรงข้ามกับป้ายแบรนด์ (the opposite of a label) โดยสิ้นเชิง เดิมทีคิดมาเพื่อใช้ยึดป้ายขาวด้านในตัวเสื้อเฉยๆ โดยตั้งใจให้ผู้สวมใส่สามารถตัดป้ายออกได้ทั้งหมด เหลือไว้เพียงเสื้อผ้าเปล่าๆ ไม่มีทั้งโลโก้และชื่อแบรนด์มาขีดเส้นความสวยงามของมันด้วยคำว่าไฮเอนด์

ต้นคิดคอนเซปต์แอนตี้โลโก้อันเฉียบคมนี้ คือหุ้นส่วนคนสำคัญที่อยู่กับมาร์แตงมาตั้งแต่ช่วงแรกตั้งแบรนด์ เจนนี่ มีเรนส์ (Jenny Mierens) นักธุรกิจเจ้าของร้านเสื้อผ้าไฮเอนด์สุดฮิตในกรุงบรัสเซลส์ ผู้กลายมาเป็นดั่งกระดูกสันหลังของ Maison Margiela คอยช่วยคิด ช่วยสร้างอัตลักษณ์ วิธีการสื่อสาร ตลอดจนกลยุทธ์การตลาด

นักประวัติศาสตร์แฟชั่นหลายคนมองว่า Maison Margiela อาจโตช้ากว่านี้ หรือกลายร่างเป็นแบรนด์ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิง หากความคิดสร้างสรรค์ของมาร์แตงขาดไปซึ่งมันสมองของเจนนี่

ภาพจาก Marina Faust

แล้วก็เป็นเธอนี่แหละที่บอกกับมาร์แตงว่า อย่าเปิดตัวแบรนด์ด้วยสินค้าที่แปะชื่อตัวเองหรา ราวกับจะป่าวประกาศความเป็นแบรนด์เนม “ถ้าคนเดินเข้าร้านมา แล้วเห็นเสื้อผ้าที่ดูคาแร็กเตอร์ชัด แต่กลับไม่มีชื่อแบรนด์ติดอยู่ พวกเขาจะยิ่งรู้สึกว่ามันน่าค้นหา”

ทีแรกมาร์แตงลังเล แต่สุดท้ายก็เอาด้วย แล้วคิดเรื่องฝีเย็บสี่มุมขึ้นมาใช้ยึดป้าย เงื่อนไขคือต้องมองเห็นได้จากด้านนอก เจนนี่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The New York Times ว่า

“ทนายของเราอึ้งไปเลย เพราะก็ใช่สิ พวกเขาจะใช้กฎหมายปกป้องลิขสิทธิ์ให้กับป้ายชื่อที่ว่างเปล่าได้ยังไงล่ะ พวกเราเลยโกหกเขาว่าจะพิมพ์ชื่อของมาร์แตงซ่อนไว้ด้านหลังป้ายเลขด้วย แต่จริงๆ ไม่เคยพิมพ์หรอกนะ”

มอบความรักให้ไอเทมที่คนเกลียด

ก่อนที่ Maison Margiela จะมอบชีวิตใหม่ในโลกไฮแฟชั่นให้กับทาบิ (Tabi) หากย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 15 ของญี่ปุ่น เรื่องราวของถุงเท้าและรองเท้ากีบอูฐนั้นพ่วงมากับประวัติศาสตร์อันยาวนาน

ชนิดที่เป็นรองเท้าหนังใส่เหยียบพื้นนอกบ้านได้โดยตรงจะเรียกว่า จิกะทาบิ (地下足袋) ช่วยปกป้องนิ้วโป้งเท้าได้ดีในกลุ่มผู้ใส่ที่ต้องเดินเยอะ จิกะทาบิจึงเป็นสัญลักษณ์ของชาวไร่ชาวนาหรือแรงงานก่อสร้าง ส่วนคำว่าทาบิ (足袋) ที่โลกตะวันตกยืมไปใช้ หากพูดในภาษาญี่ปุ่น คนจะนึกถึงถุงเท้าแยกนิ้วที่เอาไว้สวมคู่กับเกี๊ยะเสียมากกว่า

เรียกว่าเกลียดอาจฟังดูเกินไป แต่ ณ วันเปิดตัว ทาบิของ Maison Margiela นับเป็นดีไซน์ที่แสนจะประหลาดในสายตาผู้ไม่คุ้นเคย ใครชอบก็ชอบมาก ส่วนใครเกลียดก็เกลียดมากจริงๆ เนื่องจากจงใจออกแบบมาเพื่อท้าทาย silhouette เดิมๆ และทำลายกรอบความงามของรองเท้าในโลกตะวันตก

แม้เสียงตอบรับในวันนั้นจะดูแบ่งขั้วจนน่ากลัว แต่สุดท้ายทาบิก็ค่อยๆ กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ไอเทมของ Maison Margiela ที่ผู้คนจดจำได้ แล้วความรักที่แบรนด์มอบให้มันอย่างเชื่อมั่นก็ค่อยๆ ทำให้ดีไซน์และรูปแบบใหม่ๆ ของรองเท้ากีบอูฐค่อยๆ งอกเงยจากเดิมที่มีแค่บูต เราก็เริ่มได้เห็นรองเท้าแตะทาบิ ผ้าใบทาบิ คัตชูทาบิ ส้นสูงทาบิ และอีกมากมาย

รู้ตัวอีกที ทาบิก็ไม่ใช่สไตล์หลุดโลกสวมใส่ยากอีกต่อไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นไอเทมตัวช่วยของเหล่าเซเลบที่อยากยกระดับสไตล์ของตัวเองให้ดู niche และมีศิลปะขึ้น

การหายตัวไปของมาร์แตง มาร์เจียลา

CHANEL ไม่อาจตัดขาดจากโคโค่ ชาแนล (Coco Chanel) ได้ฉันใด Dior ก็ไม่อาจตัดขาดจากคริสเตียน ดิออร์ (Christian Dior) ได้ฉันนั้น ทว่าในปี 2009 มาร์แตง มาร์เจียลา กลับเกษียณตัวเองจาก Maison Margiela และวงการแฟชั่นไปเงียบๆ ไม่มีแถลงการณ์ลาออก ไม่มีงานเลี้ยงอำลาตำแหน่ง มีเพียงชีวิตประจำวันที่เดินหน้าต่อไป โดยที่คนในวงการเริ่มสังเกตเห็นว่ามาร์แตงไม่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์กับแบรนด์อีกแล้วก็เท่านั้น

สื่อแฟชั่นส่วนหนึ่งเดาว่า บทบาทของมาร์แตงอาจลดลงมาสักพักแล้ว หลังจากบริษัทถูกขายให้กับ OTB เครือแฟชั่นลักชูรี ภายใต้การนำของเรนโซ รอสโซ (Renzo Rosso) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ DIESEL ในปี 2002 เป็นไปได้ว่าสไตล์การทำงานที่ไม่อาจควบคุมรายละเอียดทุกอย่างของแบรนด์ได้เหมือนยุคแรก อาจขัดกับธรรมชาติของเขา

กว่า 10 ปีที่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าสาเหตุที่เขาปลีกตัวจากไปคืออะไร จนกระทั่งคณะกรรมการเปิดจดหมายรับรางวัล Belgian Fashion Awards ในปี 2018 ของเขา เนื้อความส่วนหนึ่งช่วยให้เราเดาเหตุผลได้กลายๆ

“ผมรู้สึกว่าแรงกดดันมากมายจากทั่วโลก และข้อเรียกร้องทางการค้าที่มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันเกินรับมือ น่าเสียดายจริงๆ ที่เราใช้โซเชียลมีเดียทำให้ข้อมูลทุกอย่างท่วมท้นอยู่ตลอดเวลา นั่นน่ะมันทำลายความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รอคอยอะไรสักอย่าง และเวทมนตร์ของความรู้สึกเซอร์ไพรส์ ผมเลยเหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญพื้นฐานในการทำงานไป”

บางทีที่มาร์แตงเลือกเดินจากไปเช่นนี้อาจเป็นบททดสอบที่ดีที่สุดของปรัชญาที่ Maison Margiela เชื่อมั่นมาตั้งแต่ต้น นั่นคืองานศิลป์ควรโดดเด่นและมีเสียงของตัวมันเอง มิใช่พึ่งพาแต่ชื่อเสียงของศิลปินไปเรื่อยๆ

ที่แน่ๆ คือ Maison Margiela ก็ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และดูท่าว่าจะมีแต่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเก่า เพราะไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การนำของใคร หลักการเดิมของแบรนด์ยังคงมีชีวิต

อ้างอิง

graduatestore.fr/blog/en/martin-margiela-the-invisible-man

thecut.com/2015/04/peek-behind-the-martin-margiela-mystique.html

i-d.co/article/20-things-you-need-to-know-about-martin-margiela

vogue.com/article/margiela-tabi-boots-history

vanityfair.it/fashion/news-fashion/2018/10/17/martin-margiela-intervista-perche-ha-lasciato-moda-marchio

dazeddigital.com/fashion/article/41804/1/maison-martin-margiela-belgian-fashion-awards-acceptance-letter

businessoffashion.com/articles/fashion-week/remembered-the-game-changing-martin-margiela-show-of-1989

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...