โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

BJC เร่งเครื่องต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 30% ในปี 73 เผยรุกเวียดนามเต็มสูบดัน`Big C`กลับปี 70

efinanceThai

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

BJC เร่งเครื่องต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 30% ในปี 73 เผยรุกเวียดนามเต็มสูบดันBig Cกลับปี 70

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 มิ.ย. 69 9:12: น.

BJC ดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศแตะ 30% ในปี 73 รุกเวียดนามเต็มสูบ หลังเข้าซื้อ MMVN มูลค่า 2.25 หมื่นลบ. พร้อมเตรียมนำแบรนด์ Big C กลับสู่ตลาดเวียดนามในปี 70 ด้านแผนนำ Big C เข้าตลาดหุ้นยังรอจังหวะเหมาะสม ไม่ปิดทางจดทะเบียนแบบ Dual Listing ในต่างประเทศ

นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า ตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศ (International Contribution) ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 30% ในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 10% โดยประเทศเป้าหมายหลักในการขยายตัว ได้แก่ เวียดนาม, มาเลเซีย, กัมพูชา, สปป.ลาว และฮ่องกง

โดยเฉพาะในตลาดเวียดนาม ซึ่งล่าสุด BJC ได้เข้าซื้อกิจการ MMVN หรือ MM Mega Market Vietnam มูลค่า 22,500 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานของ MMVN ในไตรมาส 1/69 มียอดขายประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.506 ล้านล้านเวียดนามดอง เพิ่มขึ้น 20.5% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) 17.8% ด้านอัตรากำไรขั้นต้นที่ 15.3% และ EBIT อยู่ที่ 2.49 แสนล้านดอง เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อน หากประเมินทั้งปีคาดว่าธุรกิจ MMVN จะสร้างยอดขายราว 20,000 ล้านบาท และกำไรประมาณ 500 ล้านบาทให้กับกลุ่ม BJC

นอกจากนี้กลุ่ม BJC เตรียมนำแบรนด์ "บิ๊กซี" (Big C) กลับมาใช้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในเวียดนามอีกครั้งในช่วงปลายปี 2570 หลังจากที่ครบกำหนดสัญญาการใช้ชื่อเดิมของกลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัทฯ จะแยกเซกเมนต์ให้ชัดเจนระหว่าง MMVN ที่เน้นขายส่ง (Wholesale), บิ๊กซีจะเน้นขายปลีก (B2C)

รวมถึงการดำเนินธุรกิจโชห่วยท้องถิ่นในเวียดนาม หรือที่เรียกว่า ซ้าปต๊ด (Gia Tot) ซึ่งลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกับแบรนด์ "โดนใจ" ในไทย ที่มีความหมายว่าคุ้มค่า โดยโอกาสทางการตลาดในเวียดนามมีร้านโชว์ห่วยจำนวนมหาศาลถึง 1,250,000 ร้านค้า ซึ่งถือเป็นโอกาสในการเติบโตในเครือ MMVN

ด้านงบลงทุนขยายสาขา MMVN ในเวียดนาม บริษัทฯ คาดว่าในช่วงแผน 5 ปี (2569 - 2573) จะใช้ประมาณ 500 - 1,000 ล้านบาทต่อปี หรือเพิ่มเติมอีก 24 แห่ง ภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีอยู่ 30 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจหลักของเวียดนาม

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังตั้งเป้าให้ยอดขายจากสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) และยอดขายผ่านช่องทาง Omni-Channel (ออนไลน์) แตะระดับ 30% ในปี 2573 เช่นกัน นอกจากนี้ภาพรวมการดำเนินงานจะทำงานร่วมกัน (Synergy) กับธุรกิจในเครือและเติบโตผ่านพันธมิตร และกิจการร่วมค้า (JV) กับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น DHL ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์, บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE สำหรับการรุกทำตอนเทนต์ เป็นต้น

ชะลอแผน IPO Big C รอจังหวะตลาดเหมาะสม ไม่ปิดทาง Dual Listing ต่างประเทศ

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Big C ในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น บิ๊กซี หรือบริษัทฯ อื่นๆ ในเครือ มองว่า ยังคงรอจังหวะที่ตลาดมีความพร้อม เนื่องจากสภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และกระแสการลงทุนเน้นหนักไปที่กลุ่มเทคโนโลยี และ AI ทำให้มูลค่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ อาจยังไม่สะท้อนความเป็นจริง

ซึ่งในระหว่างนี้ BJC จะมุ่งเน้นการปรับปรุงระบบภายใน (Optimization) การรวมงบการเงินจากเวียดนามให้แข็งแกร่ง และการสร้างอัตราการเติบโตของรายได้ให้ชัดเจนก่อน โดยมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตการพิจารณาบริษัทฯ ลูกเข้าตลาดหุ้น อาจจะพิจารณาทั้งการเข้าตลาดในไทย หรือการจดทะเบียนในต่างประเทศแบบควบ (Dual Listing) เช่น ฮ่องกง เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC จาก efin.finance ดังนี้

ที่มา : บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย

ปัจจัยบวก

  • ยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น: SSSG ในช่วง 17 วันแรกของเดือนพ.ค. พลิกกลับมา "ทรงตัว" ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดือน เม.ย. และ Q1/2569 ที่ติดลบ 3.3% นอกจากนี้ คาดว่าจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ "ไทยช่วยไทยพลัส" ในช่วง Q2/2569 ถึง Q3/2569 (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย)

  • เสร็จสิ้นดีล MMVN หนุนกำไรทันที: การเข้าซื้อกิจการ Mega Market Vietnam (MMVN) เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยจะเริ่มรวมงบเข้ามาตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำไรให้ BJC ได้ราว 100 ล้านบาทต่อไตรมาส (หรือมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี) ซึ่งมากพอที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และยังสร้างมูลค่า Synergy ได้ราว 370 - 500 ล้านบาท ในช่วงปี 2569 - 2571 (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย)

  • บันทึกกำไรพิเศษจากการขายที่ดินใน Q2/2569: บริษัทได้ขายที่ดินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวน 19 แปลง มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท ทำให้ได้รับเงินสดราว 9 พันล้านบาท (นำไปชำระคืนหนี้ Bridging loan ที่ซื้อ MMVN) และจะส่งผลให้ BJC สามารถบันทึกกำไรพิเศษจากรายการนี้เข้ามาสูงถึง 3,000 ล้านบาท ในไตรมาส Q2/2569 (บล.ทิสโก้, บล.เอเซียพลัส)

  • เดินหน้ากลยุทธ์ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ: มีการลงทุนระบบ Automation, ติดตั้ง Solar Rooftop มากกว่า 500 แห่งเพื่อบรรเทาต้นทุนพลังงาน รวมถึงแผนปรับโครงสร้างปิดสาขาใหญ่ที่ไม่ทำกำไร 9 สาขาในปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนให้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ดีขึ้น 2% (บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย)

  • ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสินค้า Private Label เติบโตแข็งแกร่ง: ธุรกิจ Packaging ได้แรงหนุนจากการส่งออกและสัดส่วนรายได้โรงแก้วต่างประเทศ รวมถึงการผลักภาระต้นทุนผ่านราคาขายกระป๋องอลูมิเนียม ขณะที่ธุรกิจร้านค้าปลีก (MSC) มีสัดส่วนยอดขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Label) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 17.4% ใน Q1/2569 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย)

  • คาดการณ์กำไรปกติปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง: นักวิเคราะห์ประเมินกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ระดับ 4,400 ล้านบาท เติบโตประมาณ 4% YoY โดยคาดว่าผลประกอบการจะทยอยไต่ระดับขึ้นในรูปแบบ QoQ ตั้งแต่ไตรมาส Q2/2569 เป็นต้นไป และจะเข้าสู่ช่วงสูงสุด (High season) ในไตรมาส Q4/2569 (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ (ประเทศไทย))

ปัจจัยลบ

  • แรงกดดันด้านต้นทุนฉุดอัตรากำไรขั้นต้น (GPM): บริษัทปรับลดเป้าหมาย GPM ปี 2569 ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว +10 ถึง +20 bps มาเป็น "ทรงตัวถึงหดตัวเล็กน้อย" เนื่องจากเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าสาธารณูปโภค ต้นทุนขนส่งเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น และการรวมธุรกิจโรงแก้วต่างประเทศที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย), บล.พาย)

  • กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้าและเผชิญปัจจัยเสี่ยงภายนอก: การเติบโตแบบภายใน (Organic growth) ของธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (BigC) ยังคงอ่อนแอ ผลกระทบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ยังไม่เต็มที่ รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ (ประเทศไทย))

  • ผลประกอบการธุรกิจหลักใน Q1/2569 ชะลอตัว: ในไตรมาส Q1/2569 ธุรกิจ BigC มีกำไร EBIT ลดลงถึง 18% YoY อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท และมี EBIT margin ลดลงมาอยู่ที่ 5.0% (จาก 5.8% ใน Q1/2568) ผลกระทบหลักมาจาก SSSG ที่ติดลบ 3.3% ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา (บล.พาย)

  • ต้นทุนการก่อสร้างและการขยายสาขาต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง: แม้บริษัทจะคงเป้าขยายร้าน BigC Mini ใหม่ 300 สาขา แต่ด้วยแรงกดดันจากต้นทุนการก่อสร้างที่สูง ทำให้โบรกเกอร์คาดว่าบริษัทจะเปิดจริงอย่างระมัดระวังที่อย่างน้อย 200 สาขา โดยใช้เงินลงทุนสูงราว 8.5 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงบลงทุน (CAPEX) รวมในปี 2569 ที่สูงถึง 1.2 - 1.4 หมื่นล้านบาท (บล.ทิสโก้)

ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น BJC เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews

เรียบเรียง โดย ชุติมา อภิชัยสุขสกุล
อีเมล์. reporter@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...