โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แรงขายต่างชาติถล่ม “หุ้นเอเชีย” เดือน มิ.ย.ทะลุ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หุ้นไทยสวนกระแส ยอดซื้อสุทธิ 55 ล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

แรงขายต่างชาติถล่ม "หุ้นเอเชีย" เดือน มิ.ย.ทะลุ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ จากความกังวลสงครามตะวันออกกลาง-การพักฐานของหุ้น AI แต่หุ้นไทย-เวียดนามสวนกระแส ยอดซื้อสุทธิ 55 ล้านดอลลาร์

วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 16.34 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ตลาดหุ้นเอเชียกำลังเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างหนักในเดือนมิถุนายน หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับแรงกดดันในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและ AI ภายหลังผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Broadcom ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้นักลงทุนลดความเสี่ยงและทยอยขายสินทรัพย์ในภูมิภาค

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นในตลาดเอเชียรวม 27,080 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งสูงกว่ายอดขายสุทธิทั้งเดือนพฤษภาคมที่อยู่ที่ 24,080 ล้านดอลลาร์ โดยครอบคลุมตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ไต้หวัน ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

แม้ดัชนี MSCI Asia Pacific Index จะเพิ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 284.05 จุดเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่บรรยากาศการลงทุนกลับพลิกผัน หลังผลประกอบการของ Broadcom ไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังที่สูงของนักลงทุนได้ ขณะที่แผนระดมทุนของ Meta ยังเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยี โดยดัชนี MSCI Asia Pacific ปรับตัวลดลงแล้วกว่า 4.3% ในเดือนนี้

ลินห์ ตรัน นักวิเคราะห์จาก XS.com กล่าวว่า การปรับฐานล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งแม้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด แต่ก็กลายเป็นแหล่งความเสี่ยงสำคัญ หากนักลงทุนเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคต

เกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งเป็นฐานการผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ AI สำคัญของโลก เผชิญแรงขายสูงสุดในภูมิภาค โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นเกาหลีใต้ 12,630 ล้านดอลลาร์ และไต้หวัน 8,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนนี้

ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียถูกขายสุทธิ 5,910 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3,450 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม หลังธนาคารกลางอินเดีย (RBI) คงอัตราดอกเบี้ย แต่ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีงบประมาณปัจจุบันเหลือ 6.6% จากเดิม 6.9% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานเป็น 4.7%

ส่วนตลาดหุ้นอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ถูกขายสุทธิ 571 ล้านดอลลาร์ และ 29 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงเข้าซื้อสุทธิในบางตลาด โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม ซึ่งมียอดซื้อสุทธิ 55 ล้านดอลลาร์ และ 5 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

ด้านมาร์ก เฮเฟเล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ UBS Global Wealth Management มองว่าแม้ตลาดจะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องดอกเบี้ย การระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดหุ้นยังไม่สิ้นสุด

เขาระบุว่า แม้หุ้นเทคโนโลยีจะถูกกดดันในระยะสั้นจากความกังวลว่าผลประกอบการอาจไม่ทันต่อความคาดหวังของตลาด แต่ปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจยังคงแข็งแกร่ง และมีโอกาสที่กระแสการลงทุนจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในระยะต่อไป

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...