ยุโรปร้อนทะลุ 35 องศาเซลเซียส คนตาย 7 คลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ
ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตคลื่นความร้อนครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ โดยอุณหภูมิได้ทำลายสถิติสูงสุดในหลายประเทศพร้อมกัน ท่ามกลางปรากฏการณ์ ‘โดมความร้อน’ หรือ Heat Dome ที่กักเก็บอากาศร้อนไว้เหนือทวีป ส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 10-15 องศาเซลเซียส นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนผลกระทบรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเร่งตัวขึ้น
เมื่อวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม อุณหภูมิที่สวน Kew Gardens กรุงลอนดอน ทะลุ 34.8 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่ 32.8 องศา ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1922 และในวันต่อมาอุณหภูมิยังพุ่งสูงแตะ 35 องศา ทำลายสถิติซ้ำอีกครั้งภายใน 24 ชั่วโมง ล่าสุดต้องบันทึกสถิติว่าอุณหภูมิสูงสุดในเดือนพฤษภาคมตลอดกาล
ด้านฝรั่งเศสปีนี้ ก็ต้องบันทึกวันที่ร้อนที่สุดในเดือนพฤษภาคมตลอดประวัติศาสตร์เช่นกัน โดยอุณหภูมิเฉลี่ยระดับประเทศสูงถึง 24.4-24.8 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติตั้งแต่ปี ค.ศ.1944 กรมอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสระบุว่า คลื่นความร้อนในช่วงเวลานี้ของปีไม่เคยรุนแรงขนาดนี้มาก่อน
ขณะที่ประเทศสเปนคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 38 องศาเซลเซียส ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรปกลางและยุโรปตะวันตกต่างเผชิญอุณหภูมิสูงเกินกว่าค่าปกติในช่วงเวลาเดียวกันของหลายสิบปีที่ผ่านมา
คลื่นความร้อนครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 7 ราย โดยรัฐบาลฝรั่งเศสยืนยันว่าทุกรายมีความเชื่อมโยงกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ได้แก่ วัยรุ่นอย่างน้อย 4 ราย ที่จมน้ำเสียชีวิตในทะเลสาบและอ่างเก็บน้ำในสหราชอาณาจักร ชายวัย 60 ปี เสียชีวิตในทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ รวมถึงนักวิ่งวัย 53 ปี เสียชีวิตระหว่างการแข่งขันในกรุงปารีส และผู้หญิงอีกรายเสียชีวิตที่งานแข่งขัน Hyrox ในเมืองลียง
สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพของสหราชอาณาจักร ประกาศคำเตือนสุขภาพระดับส้ม ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ เตือนถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ปัญหาสำคัญคืออังกฤษและอีกหลายประเทศในยุโรปไม่ได้ออกแบบบ้านเรือน โรงเรียน และอาคารสำนักงานให้รองรับความร้อนสูงเช่นนี้ เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
ส่วนฝรั่งเศสประกาศระดับเตือนภัยคลื่นความร้อนสีส้มใน 8 จังหวัดทางตะวันตก นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ระบบเตือนภัยนี้ถูกเปิดใช้งานในเดือนพฤษภาคม นับตั้งแต่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2004 พร้อมพิจารณาปิดโรงเรียนชั่วคราวและยกเลิกกิจกรรมกีฬากลางแจ้ง
อิตาลีเองก็ออกมาตรการห้ามทำงานกลางแดดเป็นเวลานานในแคว้นลาซิโอรอบกรุงโรม โดยห้ามทำงานกลางแจ้งระหว่างเวลา 12:30-16:00 น. ตลอดช่วงฤดูร้อนไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน เพื่อปกป้องแรงงานจากความเสี่ยงต่อโรคลมแดด
นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศระบุตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์คือปัจจัยหลักที่ขยายความรุนแรงของเหตุการณ์นี้ ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลก และสิ่งที่เคยถือว่าเป็น ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 1 ใน 100 ปี’ ปัจจุบันกลายเป็น ‘1 ใน 33 ปี’ ไปแล้ว
คลื่นความร้อนในเดือนพฤษภาคม 2026 ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์สภาพอากาศธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า โลกกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของสภาพภูมิอากาศที่ปลอดภัย คลื่นความร้อนที่ปรากฏในฤดูใบไม้ผลิแทนที่จะเป็นกลางฤดูร้อนบ่งชี้ว่าฤดูกาลกำลังเปลี่ยนแปลง และยุโรปจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศรุนแรงมากขึ้น ตั้งแต่ระบบปรับอากาศสาธารณะ พื้นที่สีเขียวในเมือง ไปจนถึงระบบเตือนภัยที่ครอบคลุมกว่าเดิม
และคำถามสำคัญที่ท้าทายทุกประเทศทั่วโลกในขณะนี้คือ เราพร้อมรับมือกับ ‘ฤดูร้อนในอนาคต’ ที่นับวันจะรุนแรงยิ่งกว่านี้แล้วหรือยัง
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://edition.cnn.com/2026/05/26/climate/europe-heat-climate-intl
https://www.npr.org/2026/05/26/g-s1-124360/europe-heat-wave-deaths
https://www.nytimes.com/2026/05/26/world/europe/europe-heatwave-uk-spain-france.html