โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

4 ผลไม้ ต้องระวัง! อย่ากินเพลิน "ทำลายตับ" ไม่ต่างจากแอลกอฮอล์

sanook.com

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
4 ผลไม้ยอดฮิต กินมากไปอาจเพิ่มภาระตับ ไม่ต่างจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4 ผลไม้ยอดฮิต กินมากไปอาจเพิ่มภาระตับ แม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมที่ทำร้ายตับ หลายคนมักนึกถึงการดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง สุขภาพตับอาจได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวันเช่นกัน โดยเฉพาะการบริโภคอาหารหรือผลไม้บางชนิดในปริมาณมากเกินไป แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ก็ตาม

ข้อมูลจาก ดร.หลิว โบเจิน นักโภชนาการจากไต้หวัน ระบุว่า ผลไม้หลายชนิดมีคุณค่าทางโภชนาการและดีต่อสุขภาพ แต่การรับประทานมากเกินความเหมาะสม โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง อาจทำให้ตับทำงานหนักขึ้น เสี่ยงต่อภาวะไขมันสะสมในตับ หรือเพิ่มภาระในการเผาผลาญของร่างกายได้

ต่อไปนี้คือ 4 ผลไม้ที่ได้รับการเตือนว่าไม่ควรกินมากเกินไป หากต้องการดูแลสุขภาพตับในระยะยาว

1. ทุเรียน ผลไม้ยอดโปรดที่น้ำตาลและไขมันสูง

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่หลายคนชื่นชอบ เพราะรสชาติหวานมัน เนื้อนุ่ม และให้พลังงานสูง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ทุเรียนก็มีปริมาณน้ำตาลและไขมันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะฟรุกโตส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ตับต้องทำหน้าที่เผาผลาญ

เมื่อร่างกายได้รับฟรุกโตสมากเกินไป ตับอาจเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินให้กลายเป็นไขมันสะสม ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงของภาวะไขมันพอกตับที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพตับอยู่เดิม ข้อมูลต้นทางแนะนำให้กินในปริมาณพอเหมาะ ประมาณ 2-3 ชิ้นเล็กต่อสัปดาห์ และหลีกเลี่ยงการกินต่อเนื่องหลายวัน

2. ฮอว์ธอร์น ผลไม้รสเปรี้ยวที่อาจเพิ่มภาระระบบย่อยอาหาร

ฮอว์ธอร์นเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานสด หรือนำไปแปรรูปเป็นแยมและน้ำเชื่อม ด้วยรสหวานอมเปรี้ยวและคุณสมบัติช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้หลายคนมองว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม ฮอว์ธอร์นมีกรดอินทรีย์ในปริมาณสูง หากรับประทานมากเกินไป อาจกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร และอาจเพิ่มภาระให้ร่างกายต้องจัดการกับกรดส่วนเกินมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้กินในปริมาณเหมาะสม ไม่มากจนเกินไปหรือกินทุกวันต่อเนื่อง

3. ลูกพลับ หวานอร่อยแต่ไม่ควรกินมาก

ลูกพลับเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน กินง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของหลายคน แต่ในผลไม้ชนิดนี้มีสารแทนนิน ซึ่งอาจจับตัวกับกรดในกระเพาะอาหารจนเกิดการย่อยอาหารผิดปกติในบางราย โดยเฉพาะหากกินในปริมาณมากหรือขณะท้องว่าง

นอกจากนี้ ลูกพลับยังมีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง หากรับประทานเป็นประจำในปริมาณมาก อาจเพิ่มโอกาสสะสมพลังงานส่วนเกินในร่างกาย ข้อมูลต้นทางจึงแนะนำให้กินแต่พอดี และหลีกเลี่ยงการกินติดต่อกันเป็นเวลานาน

4. อะโวคาโด ไขมันดีแต่กินมากก็ไม่ใช่เรื่องดี

อะโวคาโดมักถูกยกให้เป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” เพราะอุดมด้วยไขมันดีที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด แต่ถึงจะเป็นไขมันชนิดดี ร่างกายก็ยังต้องอาศัยตับในการเผาผลาญ

หากรับประทานมากเกินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมนูสมูทตี้หรือของว่างที่มีน้ำตาลสูงร่วมด้วย อาจเพิ่มภาระต่อระบบเผาผลาญของตับได้ ต้นทางจึงแนะนำให้บริโภคในปริมาณพอเหมาะ ประมาณครึ่งลูกต่อวัน และไม่จำเป็นต้องกินทุกวัน

7 สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพตับ

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว ร่างกายยังอาจส่งสัญญาณเตือนเมื่อการทำงานของตับเริ่มผิดปกติ ซึ่งไม่ควรมองข้าม โดยอาการที่มักถูกกล่าวถึง ได้แก่

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • เบื่ออาหาร ท้องอืด คลื่นไส้ หรือย่อยอาหารผิดปกติ
  • มีกลิ่นปากผิดปกติแม้ดูแลช่องปากแล้ว
  • ผิวคัน หรือมีผื่นขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปัสสาวะมีสีเข้มผิดปกติ
  • มีเส้นเลือดฝอยลักษณะคล้ายใยแมงมุมบริเวณผิวหนัง
  • ฟกช้ำง่าย หรือมีเลือดออกง่ายกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคตับเสมอไป หากมีอาการต่อเนื่องหรือผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

กินผลไม้อย่างไร ไม่เพิ่มภาระตับ

แม้ผลไม้จะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ แต่หัวใจสำคัญคือ “ปริมาณที่เหมาะสม” และการรับประทานอย่างสมดุล การกินผลไม้หลากหลายชนิด ไม่หวานจัดเกินไป และไม่บริโภคซ้ำ ๆ ในปริมาณมาก อาจช่วยลดภาระการทำงานของร่างกายและสนับสนุนสุขภาพตับได้ดีกว่า

ท้ายที่สุด การดูแลตับไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเลือกกินอาหารและผลไม้ให้พอดี เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...