โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

คู่ค้าดึงเครดิตเทอม 90 วัน กดส่งออกไทย สภาพคล่องตึงทั้งห่วงโซ่

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

การส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปีเริ่มมีสัญญาณบวกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อลดความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญจากปัญหาสภาพคล่อง การยืดระยะเวลาชำระเงินระหว่างคู่ค้า และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี

ฮอร์มุซเปิด หนุนต้นทุนส่งออกลด

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากช่องแคบฮอร์มุซสามารถกลับมาเปิดใช้ได้ตามปกติ ผลดีที่จะเกิดขึ้นกับภาคส่งออกไทยไม่ได้อยู่ที่ยอดขายจะเพิ่มขึ้นทันที แต่เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ

ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งไปใช้ท่าเรือในพื้นที่ทะเลแดงมากขึ้น เช่น ท่าเรือเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย และท่าเรือเจเบล อาลี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก บางกรณีจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางอากาศเพื่อรักษาคำสั่งซื้อ ทำให้มีต้นทุนที่สูง

ทั้งนี้ หากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ปุ๋ย และวัตถุดิบปิโตรเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย

“ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการเผชิญต้นทุนสูง แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้มากนัก เพราะกำลังซื้อทั่วโลกยังอ่อนแอ เมื่อต้นทุนลดลงก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยได้มากขึ้น” นายวิศิษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายเต็มรูปแบบ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางบางพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นอิสราเอลและเลบานอนที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เครดิตเทอมยาว ฉุดสภาพคล่องธุรกิจ

สำหรับปัญหาที่ผู้ประกอบการไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน นายวิศิษฐ์ระบุว่า เรื่องสภาพคล่องถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของภาคธุรกิจ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า ทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่ ผู้ผลิตจึงต้องลดกำลังการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมสต็อกสินค้า ส่งผลให้การหมุนเวียนของคำสั่งซื้อและเงินทุนในระบบชะลอตัวลง

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ส่งออก แต่ลามไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบและซัพพลายเออร์ที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งต้องเผชิญการรับชำระเงินล่าช้ามากขึ้น

“ตอนนี้สภาพคล่องตึงกันหมดทุกฝ่าย การหมุนเวียนสินค้าไม่ดี ส่งผลให้การชำระเงินระหว่างคู่ค้าช้าลงอย่างเห็นได้ชัด” นายวิศิษฐ์ กล่าว

สหรัฐฯ ขอ 90 วัน ยุโรปเน้น LC

จากภาวะสภาพคล่องตึงตัว ทำให้หลายบริษัทเพิ่มความระมัดระวังในการให้เครดิตเทอมคู่ค้าในต่างประเทศ โดยระยะเวลาชำระเงินที่เคยอยู่ที่ 30 วัน ถูกขยายเป็น 45 วัน และในหลายกรณียืดออกไปถึง 60-90 วัน แม้คู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจยาวนานยังคงได้รับเครดิตเทอมในระดับเดิมอยู่บ้าง ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มใช้แนวทางบริหารความเสี่ยงมากขึ้น

ปัจจุบัน หากเป็นคู่ค้าใหม่ ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากกำหนดเงื่อนไขให้เปิดหนังสือเครดิต (Letter of Credit : LC) หรือชำระเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการชำระเงิน

นายวิศิษฐ์ ระบุว่า ตลาดสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุด โดยสามารถขอเครดิตเทอมได้ยาวถึง 60-90 วัน ขณะที่ตลาดยุโรปส่วนใหญ่นิยมใช้ระบบ LC ส่วนตลาดตะวันออกกลางจำนวนมากยังคงใช้รูปแบบชำระเงินล่วงหน้า

ลุ้นส่งออกโต 8-10% จับตาภาษีสหรัฐฯ

สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยปีนี้ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินว่าจะขยายตัวได้ 8-10% นั้น นายวิศิษฐ์มองว่า มีความเป็นไปได้ หากปัจจัยสนับสนุนหลายด้านเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี

แรงขับเคลื่อนสำคัญยังมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการชิปและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นตามกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) การลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าจำนวนมาก

ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารมีแนวโน้มฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หากผู้บริโภคกลับมามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จะช่วยกระตุ้นการบริโภคสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคมากขึ้นในช่วงปลายปีอย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญในครึ่งปีหลังยังคงอยู่ที่นโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะแนวทางการใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 และ 232 และมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า

นายวิศิษฐ์เตือนว่า ไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากสหรัฐฯ เพิ่มการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและสัดส่วนการผลิตจากประเทศที่ถูกจับตา(โดยเฉพาะจีน)

“สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือการสร้างระบบตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบจากมาตรการทางการค้ารูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ ในอนาคต” นายวิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...