โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ในสลัดก็มีนะ! 10 ผัก ที่ไม่ควรกินดิบเด็ดขาด เสี่ยงพิษธรรมชาติ ต้องทำให้สุกก่อนกิน

News In Thailand

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • oum
ในสลัดก็มีนะ! 10 ผัก ที่ไม่ควรกินดิบเด็ดขาด เสี่ยงพิษธรรมชาติ ต้องทำให้สุกก่อนกิน

โดยทั่วไปแล้ว การรับประทานผักมักถูกเชื่อมโยงกับการมีสุขภาพที่ดี เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย อย่างไรก็ตาม หลักการนี้ไม่ได้ครอบคลุมถึงผักทุกชนิดและทุกรูปแบบการบริโภค เพราะผักบางประเภทอาจมีสารตามธรรมชาติที่เมื่อบริโภคในปริมาณมากเกินไปในรูปแบบดิบ อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความเสี่ยงจากเชื้อโรคและสารตกค้าง หากการล้างและปรุงไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่เหมาะสม ทั้งนี้ คำแนะนำที่ว่า “ไม่ควรกินดิบ” ไม่ได้หมายความว่าผักทุกชนิดในกลุ่มนี้เป็นอันตรายร้ายแรงต่อทุกคนเสมอไป ผักบางชนิดอาจสามารถบริโภคดิบได้ในปริมาณเล็กน้อยสำหรับคนทั่วไป แต่การนำไปปรุงให้สุกก่อนรับประทานมักจะช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงช่วยให้ผักย่อยง่ายขึ้น และในบางกรณี ยังช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

1. หน่อไม้สด

หน่อไม้สดก็เป็นอีกชนิดที่ไม่ควรกินดิบ เพราะมีสารไซยาโนเจนิก ไกลโคไซด์เช่นกัน สารกลุ่มนี้สามารถปล่อยไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายได้ หากเตรียมหรือปรุงไม่ถูกวิธี วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือหั่นหน่อไม้ให้เป็นชิ้นพอเหมาะ แล้วต้มให้สุกและเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงอาหาร การต้มหรือผ่านความร้อนช่วยลดสารที่เป็นปัญหาได้มาก จึงไม่ควรกินหน่อไม้สดแบบดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

2. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีเป็นผักที่หลายคนกินดิบในสลัดหรือเครื่องเคียง แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่ท้องอืดง่าย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ควรกินในปริมาณพอดีและอาจเลือกแบบปรุงสุกมากกว่า ผักตระกูลกะหล่ำมีสารกลุ่มที่อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของต่อมไทรอยด์ หากกินในปริมาณสูงมากต่อเนื่อง โดยเฉพาะในคนที่ได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทั่วไป การกินกะหล่ำปลีในปริมาณปกติไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่ากังวล เพียงแต่การลวก ผัด หรือต้ม อาจช่วยให้ย่อยง่ายขึ้นและลดอาการแน่นท้องได้

3. มันสำปะหลัง

มันสำปะหลังดิบเป็นหนึ่งในพืชที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะส่วนหัวและส่วนที่ยังไม่ได้ผ่านการเตรียมอย่างถูกวิธี เพราะมันสำปะหลังมีสารกลุ่มไซยาโนเจนิก ไกลโคไซด์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไฮโดรเจนไซยาไนด์ได้ หากได้รับในปริมาณมากอาจเกิดพิษรุนแรงได้ อาการที่อาจพบจากการได้รับพิษ ได้แก่ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย และในกรณีรุนแรงอาจกระทบต่อระบบหายใจหรือระบบไหลเวียนเลือดได้ ดังนั้น มันสำปะหลังควรปอกเปลือก แช่น้ำ และปรุงให้สุกอย่างเหมาะสมก่อนรับประทานเสมอ

4. บรอกโคลี

บรอกโคลีดิบไม่ใช่อาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน แต่บางคนอาจกินแล้วท้องอืด แน่นท้อง หรือมีแก๊สในกระเพาะ เพราะมีใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตบางชนิดที่ย่อยยากในบางคน นอกจากนี้ บรอกโคลีเป็นผักตระกูลกะหล่ำที่มีสารตามธรรมชาติซึ่งอาจกระทบต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์หากกินดิบในปริมาณมากมาก ๆ ต่อเนื่อง การนึ่งหรือลวกสั้น ๆ จึงเป็นทางเลือกที่ดี เพราะช่วยให้กินง่ายขึ้น โดยยังคงคุณค่าทางอาหารไว้ได้ดี

5. ถั่วงอก ถั่วงอกสดเป็นผักที่ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะสภาพแวดล้อมในการเพาะถั่วงอกมีความชื้นและอุณหภูมิที่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น ซัลโมเนลลา อีโคไล และลิสทีเรีย หากมีการปนเปื้อนตั้งแต่เมล็ดหรือขั้นตอนการเพาะ เชื้ออาจเพิ่มจำนวนได้โดยที่รูปลักษณ์ของถั่วงอกยังดูปกติ หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารแนะนำว่า เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ ควรหลีกเลี่ยงถั่วงอกดิบหรือถั่วงอกที่ปรุงไม่สุก และควรปรุงให้สุกทั่วถึงก่อนกินเพื่อลดความเสี่ยงอาหารเป็นพิษ

6. เห็ด

เห็ดหลายชนิดควรปรุงให้สุกก่อนกิน เพราะความร้อนช่วยให้เห็ดนิ่ม ย่อยง่ายขึ้น และลดสารบางชนิดที่ไม่พึงประสงค์ได้ โดยเฉพาะเห็ดกลุ่มที่นิยมบริโภคอย่างเห็ดกระดุม เห็ดพอร์โทเบลโล หรือเห็ดแชมปิญอง ซึ่งมีสารอะการิทีนตามธรรมชาติในปริมาณที่แตกต่างกัน งานวิจัยพบว่าการผ่านความร้อนสามารถลดปริมาณอะการิทีนในเห็ดได้ และยังช่วยให้เห็ดปลอดภัยขึ้นในแง่การบริโภคทั่วไป ดังนั้น หากไม่แน่ใจชนิดของเห็ด หรือเป็นเห็ดที่ซื้อมาเพื่อปรุงอาหาร ควรทำให้สุกก่อนกินเสมอ และไม่ควรเก็บเห็ดป่ามากินเองหากไม่มีความรู้เพียงพอ

7. ถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาวเป็นผักคู่ครัวไทยที่มักกินสดกับส้มตำ น้ำพริก หรืออาหารรสจัด แต่การกินดิบควรระวังเรื่องความสะอาดและสารตกค้างจากการเพาะปลูก เพราะถั่วฝักยาวมีลักษณะเป็นฝักยาว ผิวสัมผัสมาก และอาจมีสิ่งสกปรกหรือสารตกค้างติดอยู่ได้หากล้างไม่ดีพอ นอกจากนี้ บางคนอาจมีอาการท้องอืดหรือแน่นท้องเมื่อกินถั่วฝักยาวดิบในปริมาณมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ระบบย่อยอาหารไว ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือเลือกแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้างให้สะอาด หรือปรุงให้สุกก่อนกิน

8. ผักโขมและผักใบเขียวออกซาเลตสูง

ผักโขม ปวยเล้ง และผักใบเขียวบางชนิดมีกรดออกซาลิกหรือออกซาเลตค่อนข้างสูง สารนี้สามารถจับกับแคลเซียมและแร่ธาตุบางชนิด ทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้นได้น้อยลงในบางกรณี สำหรับคนทั่วไป การกินผักใบเขียวหลากหลายชนิดยังเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพ แต่ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตชนิดแคลเซียมออกซาเลต หรือได้รับคำแนะนำให้ควบคุมอาหารออกซาเลตสูง ควรระวังมากขึ้น วิธีที่ช่วยลดออกซาเลตได้คือการลวกหรือต้มแล้วเทน้ำทิ้ง เพราะการต้มสามารถลดออกซาเลตที่ละลายน้ำได้มากกว่าการนึ่งหรืออบในหลายกรณี

9. แครอท

แครอทเป็นผักที่กินดิบได้ และไม่ได้จัดเป็นผักอันตราย แต่หากมองในแง่การดูดซึมสารอาหาร การทำให้สุกอาจช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากเบต้าแคโรทีนได้มากขึ้น เพราะความร้อนช่วยทำให้ผนังเซลล์ของผักอ่อนตัวลง งานวิจัยพบว่าเบต้าแคโรทีนจากแครอทที่ผ่านการปรุง เช่น ต้ม บด หรือผัดร่วมกับไขมันเล็กน้อย อาจดูดซึมได้ดีกว่าแครอทดิบ ดังนั้น หากต้องการได้ประโยชน์จากสารกลุ่มแคโรทีนอยด์มากขึ้น อาจเลือกนึ่ง ลวก หรือผัดเบา ๆ แทนการกินดิบทุกครั้ง

10. มันเทศ

มันเทศเป็นพืชหัวที่มีใยอาหารและให้พลังงาน แต่ไม่ควรกินแบบดิบเป็นประจำ เพราะอาจย่อยยาก ทำให้แน่นท้อง และมีสารต้านโภชนาการบางชนิด เช่น สารยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีน ออกซาเลต หรือแทนนิน ซึ่งอาจรบกวนการใช้ประโยชน์จากสารอาหารในบางกรณี การต้ม นึ่ง หรืออบจนสุกไม่เพียงทำให้มันเทศนิ่ม หวาน และย่อยง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดสารบางชนิดที่ไม่ต้องการได้ด้วย จึงควรกินมันเทศแบบปรุงสุก และควรล้างเปลือกให้สะอาดก่อนนำไปประกอบอาหาร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...