"จุลพันธ์" แจงงบแรงงานเพิ่ม 5% ลุยเคลียร์หนี้ประกันสังคม 4.2 หมื่นล้าน ผุดโปรเจกต์นำร่อง "เรียนได้งบ จบได้งาน"
">
ได้งบปี 70 เพิ่มขึ้น 5% มุ่งชำระหนี้สะสมประกันสังคม 4.2 หมื่นล้าน พร้อมเปิดตัวโครงการนำร่อง "เรียนได้งบ จบได้งาน" และเตรียมดึงระบบ Traffy Fondue เข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องเรียนเพื่อพี่น้องแรงงานไทยทั่วประเทศ
วันที่ 1 ก.ค.2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 3 ต่อมา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงถึงแนวทางการบริหารและจัดสรรงบประมาณของกระทรวง โดยยืนยันพร้อมเปิดรับทุกข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ว่า ในปีนี้กระทรวงแรงงานได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นที่ส่วนใหญ่ถูกปรับลดงบประมาณลง เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ โดยไม่ได้มีการขยายกรอบการขาดดุลเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้มาจากเงินสมทบของผู้ประกันตนในส่วนของสำนักงานประกันสังคมเป็นหลัก
สำหรับประเด็นเงินคงค้างของภาครัฐกับสำนักงานประกันสังคมนั้น นายจุลพันธ์ ชี้แจงว่าภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ จะมีกรอบหนี้คงค้างสะสมอยู่ที่ประมาณ 42,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่เคยสูงถึง 100,000 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากกลไกของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่เข้ามาช่วยกำกับดูแล โดยในปีงบประมาณ 2570 กระทรวงได้ตั้งงบชำระหนี้ส่วนนี้ไว้ที่ 7,000 กว่าล้านบาท และได้วางกรอบร่วมกับสำนักงบประมาณที่จะเคลียร์หนี้สินคงค้างทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในปี 2574
รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า แม้วว่างบประมาณด้านการพัฒนาทักษะ (Upskill & Reskill) จะถูกปรับลดลงตามข้อจำกัดภาพรวม แต่กระทรวงแรงงานยังคงเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรงบประมาณราว 200 ล้านบาท สำหรับทำเฟสนำร่องโครงการ "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อช่วยเหลือและจุนเจือแรงงานที่ต้องหยุดงานหรือลามาฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพและดูแลครอบครัว โดยกระทรวงได้ร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการออกแบบคอร์สเรียนให้ตรงความต้องการของภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้นทันทีหลังจบการศึกษา
นอกจากงบประมาณประจำปีแล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยสามารถขับเคลื่อนโครงการผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและแรงงาน เพื่อขยายและกระจายความเสี่ยงไปสู่การเปิดตลาดแรงงานใหม่ ๆ ในต่างประเทศ
ในด้านการดูแลสวัสดิการและการร้องเรียนของกลุ่มแรงงาน นายจุลพันธ์ ระบุว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการพัฒนาและขยายขอบเขตระบบ "ทราฟฟี่ฟองดูว์" (Traffy Fondue) มาใช้ในกระทรวงแรงงาน ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดระบบให้พี่น้องแรงงานทั่วประเทศใช้งานเพื่อร้องเรียนและติดตามความช่วยเหลือได้สะดวกยิ่งขึ้นภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้
"ฝากสมาชิกโปรดติดตามการทำงานของพวกเรา เรายินดีในการตรวจสอบและพร้อมที่จะอธิบายในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกทุกท่าน โดยเฉพาะในชั้นของกรรมาธิการ ส่วนใดที่เป็นประโยชน์เราก็พร้อมเดินหน้า ส่วนใดที่ท่านสมาชิกมีข้อท้วงติงหากมีเหตุและผล การปรับเปลี่ยนเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกทุกท่านอยู่แล้ว ทางกระทรวงแรงงานยินดีให้ความร่วมมือกับการทำงานของสมาชิกทุกท่าน" นายจุลพันธ์ กล่าวในตอนท้าย