โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เนวิน-อนุทิน ที่หนึ่งในใจของ สิริพงศ์ โจทย์ท้าทาย ลบมีม ‘รวยไม่ไหวแล้วโว้ย’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ, วิรวินทร์ ศรีโหมด

“โต้ง-สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมป้ายแดง ต้องมารับเผือกร้อนที่สุด จากกรณีรถไฟชนกับรถเมล์ที่แยกอโศก เพราะเขากำกับทั้งกรมราง และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

ในห้องทำงานชั้น 3 ที่กระทรวงคมนาคม “สิริพงศ์” ในวัย 50 ปี วางรูปถ่าย“พ่อและแม่” ที่มี Background เป็นทะเลสาบ รายรอบด้วยเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะไว้เป็นสิริมงตล เขาเกิดในครอบครัวธุรกิจโรงสี จังหวัดศรีสะเกษ มี “นายกหมง” ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ผู้เป็นพ่อเป็นครูการเมืองคนแรก

เขาลงเลือกตั้งสนามการเมืองระดับชาติมาแล้ว 5 ครั้ง ชนะได้เป็น สส. 3 ครั้ง และแพ้เลือกตั้ง 2 ครั้ง อยู่ในการเมืองมาแล้วเกือบ 2 ทศวรรษ กับ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ชาติไทย-ภูมิใจไทย ใกล้ชิดนักการเมืองระดับตำนาน ทั้งบรรหาร ศิลปอาชา จนกระทั่งนักการเมืองระดับเขี้ยวลากดิน เนวิน ชิดชอบ

ในวันนี้เขาอยู่ในแก๊งลูกเทพ ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่อยู่ในบ้านใหญ่มากบารมีในพรรคภูมิใจไทย นำโดย “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ลูกชายเนวิน

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาเรื่องชีวิต เส้นทางการเมือง “สิริพงศ์”ในห้องทำงานที่มีเสื้อกั๊กสีดำเขียนด้านหลัง “ราชรถ 2” วางพาดบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ถึงคำสอนของครูการเมือง ความพร้อมในฐานะรัฐมนตรีช่วย และการตั้งเป้าลบคำสบประมาท “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย”

ทำตัวให้พร้อม รอโอกาส

เริ่มต้นถามสิริพงศ์ด้วยคำถามถึงเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาถูกเลือกมาเป็นรัฐมนตรี หากเทียบกับตอนที่เขาเป็นผู้อำนวยการสร้างหนังสัปเหร่อ เขาให้โอกาส “ทีมสร้างหนัง” ที่มีความพร้อม จนทำให้ประสบความสำเร็จ รายได้ทะลุ 700 ล้าน แล้วอะไรคือความพร้อมของเขาที่ได้นั่งเก้าอี้ราชรถ 2

“สิ่งหนึ่งที่คิดมาโดยตลอดในการทำงานคือ ตั้งแต่เด็กเวลาทำงานจะมีคำถามว่า ถ้ามีให้เลือก 2 อย่าง ระหว่างโอกาสกับความพร้อม เราจะเลือกอะไร คนจำนวนมากเลือกที่โอกาส เพราะหวังว่าจะประสบความสำเร็จจากโอกาสนั้น แต่ถ้าโอกาสนั้นมาในเวลาที่เราไม่พร้อม ก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป”

“ผมคิดเสมอมาว่า เราต้องทำตัวเราให้พร้อม เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเรามีโอกาสจะทำมันให้ประสบความสำเร็จได้”

“ดังนั้น ตั้งแต่วันแรกที่ผมลงสนามการเมืองเมื่อปี 2550 คิดตั้งแต่นั้นเลยว่าต้องทำตัวให้พร้อมที่สุด เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะมีโอกาสได้เป็นฝ่ายบริหารหรือเปล่า แต่เราคิดว่าเราทำหน้าที่ของเราให้ดี หมั่นเรียนรู้ให้มาก และไม่หลงลืมหลักคิดของตัวเอง”

“ผมจึงทำหลายบทบาทหน้าที่ ผมจบปริญญาตรีวิศวกรรมด้านโยธา จบปริญญาโทด้าน Management Information System ไปเรียนปริญญาเอกด้านเกษตร ซึ่งดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่วันที่ผมเป็น สส.สมัยแรก ผมมีความอินอยากช่วยเกษตรกร จึงไปเรียนเกษตร ที่ ม.เกษตรฯ เพิ่ม”

“เคยเป็นประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ทำงานภาคประชาสังคม ทำงานภาคธุรกิจมาหลากหลายรูปแบบ มีมุมมองต่าง ๆ เราพยายามฝึกฝนตัวเราเองให้มากขึ้น”

“มาวันนี้เรามีโอกาส เราคิดว่าจากประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เรามีมา ได้บริหารองค์กรทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ การได้มีส่วนร่วมกับองค์กรภาครัฐ และเอกชน ภาคสังคม สามารถหล่อหลอมเป็นแนวคิดให้ทิศทางบริหารนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดของประชาชน”

ส่วนอะไรที่ทำให้เป็น รมช.คมนาคม “อาจเป็นเพราะลักษณะอย่างหนึ่งของผมคือผมอาสา และที่ผ่านมาสิ่งที่ผมทำหลาย ๆ อย่างอยู่ในเกณฑ์ที่สังคมยอมรับ เรามีหลักของเราในการยืนหยัดในความคิด ความเชื่อของเรา ที่จะพูดกี่ครั้งหลักของเราก็ยังเหมือนเดิม น่าจะเป็นเรื่องเหล่านี้ที่พรรคให้โอกาสได้ทำงาน”

นั่นอาจเป็นเหตุผลให้ในการโหวตนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง 2562 “สิริพงศ์” แหกโผพรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นกล่าวคำว่า“งดออกเสียง” ไม่โหวตให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี

เขาให้เหตุผลในปี 2562 ว่า ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว

สิริพงศ์ตอบไม่ตรงคำถามเสียทีเดียวว่า ความเป็น “แก๊งลูกเทพ” ไม่มีส่วนที่ทำให้เป็นรัฐมนตรีหรือไม่

“สิ่งที่เขาเรียกกัน อาจจะมีคนตั้งฉายา แต่คิดว่าทุกคนที่ได้รับโอกาสมีผลงานเชิงประจักษ์ทุกคน โดยเฉพาะที่เขาเป็น สส.มีผลงานในสภาทุกคน เป็น สส.ที่โดดเด่นในพื้นที่ทุกคน เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้”

เติ้ง-ตือ-เน-หนู ครูการเมือง

ในปี 2550 สิริพงศ์จุติทางการเมืองที่พรรคชาติไทย อยู่กับ “บรรหาร ศิลปอาชา” กระทั่งปี 2562 เขาย้ายมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ให้เขาเทียบระหว่าง บรรหาร เนวิน อนุทิน มีความเหมือนต่างกันอย่างไร

“โอ้.. ท่านบรรหารถือว่าเป็นครูการเมืองของผมคนหนึ่งเลยนะ แต่ก่อนตอนที่ผมเล่นการเมืองใหม่ ๆ ต้องยอมรับโดยตรง เราโตมาตอนที่ท่านบรรหารโดนถล่มทางการเมืองอย่างยับเยิน …อย่างยับเยิน”

“สมัยโน้นมีการอภิปรายท่านบรรหารต่าง ๆ นานา ว่ามีความสามารถพอเหรอที่จะมาเป็นนายกฯ แต่พอไปอยู่กับท่านบรรหาร เราได้เห็นว่าท่านบรรหารเป็นคนที่มีความสนใจทุกข์ร้อนของประชาชนอย่างมาก เป็นคนที่พูดคำไหนคำนั้น บางคนจะบอกว่าเรื่องเหล่านี้มีความหมายอะไร แต่สำหรับคนที่เป็นนักการเมือง คนที่รักษาคำพูด เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งเลยนะ สำหรับคนที่เป็นนักการเมือง”

“ไม่ใช่ก่อนเป็นอย่างหนึ่ง หลังเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะผมได้รับการสอนการเมืองจากท่านบรรหารเยอะพอสมควร รวมถึงท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ถ่ายทอดมาคล้าย ๆ กัน”

“พอมาอยู่พรรคภูมิใจไทย ได้เห็นหลายอย่างที่พรรคภูมิใจไทยได้แนวมาจากท่านบรรหาร เป็นลักษณะท้องถิ่นนิยม เราเริ่มต้นจากความฝันที่ว่าพัฒนาบ้านเราก่อน คือเราเริ่มต้นจากความฝันที่ว่า พัฒนาบ้านเราก่อน รวมคนแบบนี้มาอยู่ด้วยกัน คนที่คิดว่าบ้านเกิดเฟิรสต์ ท้องถิ่นเฟิรสต์ ไทยแลนด์เฟิรสต์ หล่อหลอมคน”

“ส่วนท่านนายกฯอนุทินเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นคนรุ่นใหม่ที่ฉลาด…ทัน และหลักแหลม การแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วยความที่ท่านอนุทินทำธุรกิจมาก่อน ดังนั้น ในมุมมองความคิด การต่อรองตอนที่เจอผู้นำต่างประเทศ ผมเห็นกับตา เวลาไปขายของ ต่อรองเรื่องผลประโยชน์ประเทศ นายกฯอนุทินไม่เคยเสียเปรียบประเทศไหน มีชั้นเชิงต่อรองที่เก่งมาก”

กับ “เนวิน” ที่เขาเรียกว่า“อาเน” เขามองว่า “ท่านเนวินผมมีโอกาสได้คุยหลายรอบ ท่านเป็นคนฉลาด เป็นคนรับฟัง และเป็นคนที่ความคิดสมัยใหม่มาก และคิดอะไรบนพื้นฐานความเป็นจริง”

“คุยแรก ๆ โอ้โห… อาเน นี่รู้ลึกขนาดนี้เลยเหรอ ฉลาดขนาดนี้เลยเหรอ และหลาย ๆ คนที่ได้สัมผัสจะรู้สึกเหมือนกันหมด”

“คุณบรรหารคือครู คุณเนวินคืออาเน ส่วนหัวหน้าอนุทินก็คือหัวหน้าไง”

เนวินที่หนึ่งในใจ

แต่สำหรับคนที่เป็นที่หนึ่งในใจ “สิริพงศ์” คิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “โอ้โห พูดยากนะ เดี๋ยวพูดไปมีคนน้อยใจ”

“แต่ผม (นิ่งคิด) อาเน อาเน (พูดย้ำ) และจริง ๆ คนที่เป็นครูการเมืองของผมอีกคนหนึ่งที่สอนผมแต่แรก ๆ เลยคือท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล พ่อของคุณภราดร (ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ) เวลาคุยกับท่านสมศักดิ์ เรื่องสุข เรื่องทุกข์ คุยได้หมด”

“แต่พอได้เริ่มทำงาน ก็ได้ใกล้ชิดกับอาเนมากขึ้น ได้ทำงานมากขึ้น หลายเรื่องคุยกับอาเนได้มาก แล้วบางครั้งที่เราเจอหนักจริง ๆ อาเนพูดกับผมคำหนึ่งว่าเป็นตัวของตัวเอง ทำเพื่อชาวบ้าน หน้าที่มึงทำเพื่อชาวบ้าน ไม่ได้ทำเพื่อใคร เราก็รู้สึกว่าปลดล็อกเรา”

ตำแหน่งสูง ต้องทำตัวให้ต่ำ

แต่ครูการเมืองคนแรกคือพ่อของเขา ที่เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลศรีสะเกษยาวนานถึง 4 ทศวรรษ ตั้งแต่อายุ 26 ปีซึ่งถือว่าน้อยที่สุดในประเทศ กระทั่งถึงวันนี้อายุหลัก 70

“พ่อก็อวยพรเสมอ ให้กำลังใจเสมอ จริง ๆ พ่อผมมีความฝันที่อยากเป็นนักการเมืองระดับชาติเหมือนกัน แต่ด้วยช่วงวัย เวลา และอะไรหลาย ๆ อย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับมาจากพ่อคือการดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน ทำชีวิตให้เขาดีขึ้น แม้เราทำได้ไม่ครบทุกคน แต่หวังว่าเราจะทำบ้านเราให้ดีขึ้น”

“พ่อก็บอกเสมอว่าต้องทำตัวให้ดี ทำตัวให้ต่ำ ไม่ใช่ว่าพอเป็นตำแหน่งสูงแล้วทำตัวสูงส่ง ยิ่งมีตำแหน่งสูง เรายิ่งต้องทำตัวให้สมกับที่ชาวบ้านเลือก สัมผัสได้ ท่านสอนทุกวัน บอกแต่ละเรื่องทุก ๆ วัน”

ลบปรามาส “รวยไม่ไหวแล้ว”

ในฐานะที่เขาคือหนึ่งใน“ขุนพลหลัก” ของพรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลอนุทิน 2 ถามว่าอะไรคือเป้าหมายของรัฐบาล “สิริพงศ์” ตอบว่า ทีมเศรษฐกิจตั้งเป้าเอาไว้ก่อนเกิดวิกฤต คือสิ่งหนึ่งที่รองนายกฯเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ได้หาเสียงไว้คือ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แล้วอะไรเป็นตัวชี้วัด ก่อนหน้านี้มีความพยายามตั้งงบประมาณขาดดุลลง ซึ่งเป็นความตั้งใจก่อนเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง

แต่หลังจากเกิดวิกฤต ตั้งใจให้ประเทศผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ ทำให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ประชาชนสัมผัสได้ ไม่ใช่ดีเฉพาะตัวเลข เป็นสิ่งที่รัฐบาลหวังไว้ คงไม่มีอะไรเกิดจากเรื่องปากท้องชาวบ้าน เป็นสิ่งที่รัฐบาลมุ่งหวัง

“วิกฤตไม่มีใครในโลกคาดคิดว่าจะเจอแบบนี้ ย้อนหลังไป 2-3 ปี ยังมีคนบอกว่าโลกนี้มีสงครามแล้ว ตอนนี้รัฐบาลบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แน่นอนบางนโยบายอาจจะถูกใจ บางนโยบายอาจไม่ถูกใจ แต่เวลาจะเป็นตัวพิสูจน์”

“ตอนนี้รัฐบาลเริ่มมาถูกทาง อาจจะเพราะสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องปรับตัว และเป็นวิธีคิดใหม่ ๆ ซึ่งในอดีตเวลารัฐบาลเจอวิกฤตก็จะใช้งบประมาณไปอุดหนุน อุดหนุนน้ำมันไม่พอ อุดหนุนค่าครองชีพ ค่าเดินทาง แต่รัฐบาลปัจจุบันคิดใหม่ว่า ถ้าจะไปอุดหนุนแบบนี้ บางครั้งใช้เงินมหาศาล คนไม่รู้สึกด้วยซ้ำว่ารัฐบาลอุดหนุนช่วย”

“คราวนี้รัฐบาลใช้วิธีใหม่ คือการช่วยเหลือที่ตรงประชาชน ประชาชนจะรู้ได้ว่ารัฐบาลช่วยเหลือ ส่วนกลไกของรัฐจะใช้วิธีว่าจะต้องกำหนดช่วงขึ้นได้ ลงได้ ในทุกวิกฤตจะนำมาซึ่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ความรู้ใหม่ ๆ แนวทางใหม่ ๆ ภูมิใจไทยกำลังทำสิ่งนั้นอยู่”

สามารถลบคำล้อเลียนรัฐบาล“รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” ได้ไหม “สิริพงศ์” ตอบว่า “คือผมเข้าใจว่าคำกล่าวแบบนี้เป็น “มีม” ทางการเมือง เวลาหาเสียงก็ถือว่าเป็น Challenge ไปพูดยังไงก็ลบสิ่งที่เป็นมีมไม่ได้ ต้องทำให้เขารู้สึกว่าดีขึ้นจริง เป็นโจทย์ท้าทายมาก”

ยังไม่ถึงตอนจบ อย่าเดาชื่อเรื่อง

รัฐบาลอนุทินมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาที่สุดนับแต่การเมืองถูกปลดล็อกหลังรัฐประหาร 2557 จะซ้ำรอยจุดจบยุค “ไทยรักไทย-รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ที่มีเสียง 377 เสียง หรือจุดจบแบบ “รัฐบาลบิ๊กจิ๋ว” ยุค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่แพ้วิกฤตต้มยำกุ้งหรือไม่

สิริพงศ์ตอบว่า “ไม่น่าจะเหมือนอาจจะต่าง ในยุคท่าน พล.อ.ชวลิตไปสู้เรื่องค่าเงินบาท จะเห็นได้ว่าแนวทางของรัฐบาลภูมิใจไทยไม่ได้เดินไปซ้ำรอย ดูตัวอย่างเรื่องราคาน้ำมัน เรารู้แล้วว่าไปสู้กับเหวที่ไม่มีก้นไม่ไหว รัฐบาลจึงปรับรูปแบบให้ลอยตัวไปช่วยชาวบ้านโดยตรง เราเป็นรัฐบาลที่ถอดบทเรียนจากรัฐบาลอื่น ๆ มาด้วย ดังนั้น ยังไม่ถึงตอนจบง่าย…อย่าเพิ่งเดา”

“จริง ๆ ตั้งชื่อเรื่องนี้ก็ได้นะ ยังไม่ถึงตอนจบง่าย อย่าเพิ่งเดา”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เนวิน-อนุทิน ที่หนึ่งในใจของ สิริพงศ์ โจทย์ท้าทาย ลบมีม ‘รวยไม่ไหวแล้วโว้ย’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...