ได้ Visa Cascade แล้วต้องเลิกไปเมืองใหญ่สักที! ปักหมุด เมืองเล็กน่าเที่ยวในฝรั่งเศส ที่ควรไปสักครั้ง
หยุดไปปารีส หยุดเช็กอินนีซ แล้วลองขยับหมุดหมายออกจากเมืองใหญ่กันบ้าง เพราะเชื่อว่านักอ่าน HELLO! หลายท่านคงกำลังยิ้มกับข่าวดีของการขอวีซ่าเชงเก้นสำหรับพาสปอร์ตไทย ที่ได้รับการปรับเข้าสู่ระบบ Visa Cascade ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เดินทางที่มีประวัติการใช้วีซ่าอย่างถูกต้อง สามารถได้รับวีซ่าแบบ Multiple-Entry ที่มีอายุยาวขึ้นตามเงื่อนไขที่กำหนด และเมื่อการไปยุโรปไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการทำวีซ่าซ้ำไปซ้ำมาทุกครั้งอีกต่อไป นี่จึงอาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการลองเปลี่ยนจุดหมายจากเมืองใหญ่ยอดนิยม มาสู่เมืองที่อาจไม่ใช่ชื่อแรกในลิสต์ แต่สวยแบบ stunning, full of culture และมีเสน่ห์เฉพาะตัวจนควรค่าแก่การไปเยือนสักครั้ง และขอมาลิสต์ เมืองเล็กน่าเที่ยวในฝรั่งเศส ให้ทุกท่านกัน
และไม่ค่ะ ครั้งนี้ HELLO! Travel จะไม่พาไป Cannes หรือ Nice เพราะเราขอเก็บลิสต์เมืองดังไว้ก่อน แล้วชวนทุกท่านออกเดินทางไปยัง เมืองเล็กน่าเที่ยวในฝรั่งเศส ที่มีทั้งสถาปัตยกรรมงดงาม ธรรมชาติที่ชวนหยุดมอง การันตีความสวยเพราะเราไปลองมาให้หมดแล้ว แอบบอกว่าเวอร์ชั่นนี้มีความ Art History Geek หน่อยๆ นะคะ!
Visa Cascade คืออะไร
ก่อนอื่นสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ เราขอมาสรุปให้ฟังก่อนว่า Visa Cascade คือมาตรการใหม่ที่สหภาพยุโรปอนุมัติสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทยที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และยื่นขอวีซ่าเชงเกนประเภทพำนักระยะสั้น โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งใจความสำคัญคือ หากผู้เดินทางเคยได้รับวีซ่าเชงเกนและใช้วีซ่าอย่างถูกต้อง มีประวัติการเดินทางที่ดี ก็อาจมีสิทธิได้รับวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง หรือ Multiple-Entry Visa ที่มีอายุยาวขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ 1 ปี, 2 ปี ไปจนถึง 5 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- ผู้ที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกน 1 ครั้ง และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องภายในช่วง 2 ปีก่อนหน้า อาจมีสิทธิได้รับวีซ่าแบบ Multiple-Entry อายุ 1 ปี
- ผู้ที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนแบบ Multiple-Entry อายุ 1 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องภายในช่วง 3 ปีก่อนหน้า อาจมีสิทธิได้รับวีซ่าอายุ 2 ปี
- ผู้ที่เคยได้รับวีซ่าเชงเกนแบบ Multiple-Entry อายุ 2 ปี และใช้วีซ่านั้นอย่างถูกต้องภายในช่วง 4 ปีก่อนหน้า อาจมีสิทธิได้รับวีซ่าอายุ 5 ปี
- ทั้งนี้ Visa Cascade ไม่ได้หมายความว่าคนไทยได้รับการยกเว้นวีซ่าเชงเกน ผู้เดินทางยังต้องยื่นขอวีซ่าตามกระบวนการปกติ
เมืองเล็กน่าเที่ยวในฝรั่งเศส ที่ควรต้องไปสักครั้ง
Saint-Rémy-de-Provence
ถ้าพูดถึงฝรั่งเศสตอนใต้ หลายคนอาจนึกถึงเมืองริมทะเลหรือรีสอร์ตใน French Riviera เป็นอันดับแรก แต่ Saint-Rémy-de-Provence คืออีกมุมที่เราอยากให้ลองทำความรู้จัก เมืองเล็กในโพรวองซ์แห่งนี้มีเสน่ห์จากแสงแดด สีของกำแพงหิน ต้นมะกอก ตลาดเช้า และกลิ่นอายของชีวิตท้องถิ่นที่ไม่ได้พยายามทำให้ตัวเองดูสมบูรณ์แบบจนเกินไป ความน่าสนใจของ Saint-Rémy ยังอยู่ที่การเป็นเมืองที่ผูกพันกับโลกศิลปะ โดยเฉพาะ Vincent van Gogh ที่เคยใช้เวลาอยู่ที่นี่ และทำให้ภูมิทัศน์ธรรมดาของโพรวองซ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำทางศิลปะอย่างงดงาม ขอแอบเรคอมเมนด์สำหรับแฟนๆ ของแวนโก๊ะ ว่าให้ท่านลองใช้เวลาที่นี่ ตั้งแต่ช่วงบ่าย จนถึงเวลาโพล้เพล้ เพราะเมื่อยามค่ำคืนคลืบคลานมาถึง และดาวเริ่มขึ้นประดับท้องฟ้า คุณจะได้ยลทิวทัศน์ Starry Night ผ่านตาของคุณเอง ราวกับได้มองผ่านสายตาของแวนโก๊ะ ที่เห็นกระจ่างถึงรายละเอียดของธรรมชาติ ตั้งแต่ต้นไม้ที่เอนตามลม เมืองที่อยู่ปลายตา รวมไปถึงสายลมที่เคลื่อนไหวดั่งภาพวาดของเขา
Arles
มาต่อกันที่ เมืองเล็กน่าเที่ยวในฝรั่งเศส ในโซนโพรวองซ์อย่าง Arles เมืองที่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากให้ทริปฝรั่งเศสตอนใต้มีทั้งมิติของศิลปะ ประวัติศาสตร์ และบรรยากาศแบบ Provence ที่เข้มข้นขึ้นอีกนิด เมืองนี้มีทั้งโรมันอารีน่า โรงละครโบราณ ถนนหิน และย่านเมืองเก่าที่ทำให้รู้สึกเหมือนประวัติศาสตร์ยังอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด แต่ในอีกด้าน Arles ยังเป็นเมืองที่ผูกพันกับโลกศิลปะอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ Vincent van Gogh ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ และหยิบแสง สี รวมถึงบรรยากาศของเมืองมาเป็นแรงบันดาลใจให้ผลงานสำคัญอย่าง Café Terrace at Night และ Starry Night Over the Rhône
Èze
แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อน หลายคนคงอยากไปดื่มด่ำบรรยากาศของ French Riviera เป็นธรรมดา แต่ถ้าจะให้วนอยู่แค่ Nice หรือ Saint-Tropez ก็อาจน่าเบื่อไปสักหน่อย แล้วอยากหาหมุดหมายที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกกว่าเมืองริมทะเลทั่วไป Èze คืออีกหนึ่งเมืองที่ควรแวะให้ได้ หมู่บ้านเล็กบนเนินเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่าง Nice และ Monaco โดดเด่นด้วยตรอกหินแคบๆ บ้านเก่า กำแพงสีอุ่น และวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่มองลงไปได้แบบพาโนรามา ความสวยของ Èze คือการที่เราได้ดื่มด่ำกับการการเดินขึ้นเนินไปเรื่อยๆ ผ่านร้านเล็กๆ แกลเลอรี และสวนบนยอดเขา ก่อนจะเจอกับวิวทะเลสีฟ้าที่ทำให้เข้าใจทันทีว่าทำไมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ถึงเป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีเสน่ห์ที่สุดของ Côte d’Azur
Menton
Menton เมืองเล็กริมทะเลที่อยู่เกือบติดชายแดนอิตาลี และมีเสน่ห์ที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน เมืองนี้มีทั้งบ้านสีพาสเทลที่ไล่ระดับอยู่บนเนินเขา ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าใส กลิ่นอายของฝรั่งเศสตอนใต้ที่ผสมความเป็นอิตาเลียนอย่างน่ารัก รวมถึงสวนเลมอนและบรรยากาศซัมเมอร์ที่สดใสกว่าเมืองริเวียร่าหลายแห่ง Menton จึงเหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ทริปทะเลฝรั่งเศสที่ยังสวย ยังมีชีวิตชีวา แต่ไม่ต้องแข่งกับความวุ่นวายของเมืองดังตลอดเวลา
Château Hopping in Loire Valley
แต่ถ้าใครบินไปลงที่กรุงปารีส แล้วอยากหาโซนนอกเมืองเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศแบบ French Countryside หรืออยากลองเปลี่ยนจากการพักในโรงแรมกลางเมืองมาเป็นการนอนใน Château สักคืน Loire Valley คือเส้นทางที่น่าปักหมุดมาก เพราะที่นี่ไม่ได้มีเสน่ห์เพียงแค่ปราสาทชื่อดังอย่าง Château de Chambord หรือ Château de Chenonceau เท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆ ไร่องุ่น สวนฝรั่งเศส และวิวชนบทที่ทำให้เราได้เห็นฝรั่งเศสในอีกแบบ เหมือนค่อยๆ เปิดอ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสผ่านสถาปัตยกรรม ห้องโถง สวน และเรื่องราวของผู้คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เหล่านั้น
Orléans
Orléans คืออีกหนึ่งเมืองที่น่าสนใจมาก เพราะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Loire และใช้เวลาเดินทางจากปารีสไม่นาน เมืองนี้มีเสน่ห์จากย่านเมืองเก่า อาคารสีอ่อน ถนนคนเดิน คาเฟ่ท้องถิ่น และเรื่องราวของ Joan of Arc ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำสำคัญของเมือง เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นสำรวจ Loire Valley แบบไม่ต้องขับรถไกลตั้งแต่วันแรก หรืออยากมี base สบายๆ ก่อนออกไปไล่ชมปราสาทและชนบทฝรั่งเศสในวันถัดไป Orléans อาจไม่ได้หวือหวาเท่าเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง แต่มีความนิ่ง ความคลาสสิก และความเป็นเมืองฝรั่งเศสที่ใช้เวลาอยู่ด้วยแล้วค่อยๆ น่ารักขึ้นเรื่อยๆ
Étretat
ถ้าอยากเห็นฝรั่งเศสในมุมที่ดรามาติกกว่าเมืองชนบททั่วไป Étretat คือเมืองริมทะเลในแคว้น Normandy ที่ควรปักหมุดไว้ เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องหน้าผาหินปูนสีขาวและซุ้มโค้งธรรมชาติริมทะเลที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของชายฝั่งฝรั่งเศส อีกทั้งยังเป็นแลนด์สเคปที่เคยสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปิน Impressionist คนสำคัญอย่าง Claude Monet ถ่ายทอดไว้ในผลงานภาพวาดชุด หน้าผาแห่ง Étretat ความน่าสนใจของเมืองนี้จึงไม่ได้อยู่แค่วิวที่สวยแบบ stunning เท่านั้น แต่ยังอยู่ในแสง เงา ลมทะเล และบรรยากาศที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมสถานที่แห่งนี้ถึงเคยถูกมองผ่านสายตาของศิลปินระดับตำนาน
Annecy
Annecy คือเมืองที่เราว่าน่าปักหมุดมาก เมืองริมทะเลสาบที่มีฉากหลังเป็นเทือกเขาแอลป์แห่งนี้ไม่ได้สวยเพียงเพราะคลองสายเล็ก บ้านเมืองสีอ่อน หรือถนนหินในย่านเมืองเก่าเท่านั้น แต่เป็นเมืองที่ทำให้เราอยากใช้เวลาอยู่กับรายละเอียดเล็กๆ ระหว่างวันมากขึ้น ตั้งแต่การเดินเลียบ Lake Annecy ในช่วงแดดอ่อนๆ การนั่งมองเรือค่อยๆ เคลื่อนผ่านผิวน้ำ ไปจนถึงการปล่อยให้ตัวเองไม่มีแพลนสักครึ่งวัน หรือถ้าใครไปที่เมืองนี้ สามารถเดินทางไปเที่ยวเมืองข้างๆ อย่าง Chamonix ที่ชาวปารีสเซียงนิยมเดินทางไปเล่นสกี และยังแวะไปเดินเล่นที่ Italy หรือ Switzerland ก็ได้ เพราะห่างกันเพียงเอื้อมมือ(1 Hour by Car)!
Chamonix
ในเมื่อพูดถึงแล้ว ก็ต้องไปกันต่อกับอีกเมืองใกล้ๆ Annecy สำหรับใครที่อยากเห็นฝรั่งเศสในมุมของภูเขา หิมะ และวิวแอลป์ที่สวยแบบแทบหยุดหายใจ Chamonix คือเมืองที่ควรอยู่ในลิสต์ โดยเฉพาะถ้าคุณอยากเปลี่ยนจากภาพจำของฝรั่งเศสแบบคาเฟ่ในปารีส หรือหมู่บ้านชนบทในโพรวองซ์ มาเป็นบรรยากาศบ้านเมืองแนว Swiss ที่มี Mont Blanc เป็นฉากหลัง เมืองนี้ไม่ได้เหมาะแค่กับคนที่อยากเล่นสกีเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับคนที่อยากขึ้นกระเช้าไปชมวิว Aiguille du Midi เดินเล่นในเมืองเล็กๆ ที่รายล้อมด้วยยอดเขา หรือใช้เวลาช่วงหน้าหนาวกับการจิบช็อกโกแลตร้อนหลังมื้อเย็นแบบที่ทำให้เข้าใจว่าทำไม French Alps ถึงมีเสน่ห์ไม่แพ้เมืองใหญ่เลย
Colmar
สำหรับใครที่กำลังแพลนทริปฝรั่งเศสในช่วงคริสต์มาสต์ และอยากลองขยับออกจากปารีสไปสัมผัสบรรยากาศ Festive Season ในอีกมุมหนึ่ง Colmar คือเมืองที่ควรปักหมุดไว้ในลิสต์ เมืองเล็กในแคว้น Alsace แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองคริสต์มาสที่สวยที่สุดในยุโรป ด้วยภาพของบ้านไม้หลากสีริมคลอง ย่าน Little Venice และตลาดคริสต์มาสหลายโซนที่ถูกออกแบบให้มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน ตั้งแต่งานคราฟต์ฝีมือท้องถิ่น ของตกแต่งทำมือ ไปจนถึงซุ้มเล็กๆ ที่ประดับแสงไฟอย่างประณีต แต่ถึงแม้ Colmar จะโดดเด่นที่สุดในช่วงปลายปี เมืองนี้ก็ยังมีเสน่ห์ในทุกฤดูกาล ทั้งจากกลิ่นอายของฝรั่งเศสที่ผสมกับวัฒนธรรมเยอรมัน
Riquewihr
หากคุณใฝ่หาฉากหลังแบบเทพนิยายแท้ๆ Riquewihr คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด เมืองนี้มีเสน่ห์จากบ้านไม้หลากสีที่เรียงรายเป็นแนวเหนือหุบเขาไร่องุ่น ซึ่งไม่แปลกถ้าคุณจะคุ้นตา เพราะที่นี่คือต้นแบบของเมืองในการ์ตูนเรื่อง Beauty and the Beast (Disney) นั่นเอง และในช่วงคริสต์มาส ทุกหลังคาจะถูกประดับด้วยไฟระยิบระยับและตุ๊กตาหมีน่ารักที่เป็นเอกลักษณ์ ยิ่งเดินลึกเข้าไปในเขตเมืองเก่า ความรู้สึกราวกับกำลังก้าวสู่ฉากในหนังสือเด็ก ตลาดคริสต์มาสของเมืองแม้ไม่ใหญ่ แต่เต็มไปด้วยงานฝีมือพื้นบ้าน ของตกแต่งแฮนด์เมด และผลิตภัณฑ์จากองุ่นท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะไวน์หวานอย่าง Gewürztraminer อีกทั้ง Macarons De Riquewihr (มาการองมะพร้าวประจำเมือง) รสละมุน ที่เหมาะเป็นของฝากสำหรับค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองอย่างยิ่ง