โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง เขย่าพลังงานไทย ปรับแผนสั้น วางแผนยาวรับมือ เส้นทางไหนคือทางรอด?

The Better

อัพเดต 15 พ.ค. เวลา 10.24 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. เวลา 10.12 น. • THE BETTER
วิกฤตการณ์ตะวันออกกลางสะท้อนจุดอ่อนโครงสร้างพลังงานไทย เร่งปรับแผนรับมือเลิกพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า มอง SMR เป็นพลังงานทางเลือกตอบโจทย์โลกยุคใหม่ที่อาจพลิกเกมความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว

ปมความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้แค่เป็นประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตพลังงานทั่วโลกขึ้นมาทันที เมื่ออิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของสินค้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG คิดเป็นสัดส่วน 20 % หรือมากกว่า 1 ใน 5 ของการบริโภคพลังงานโลกที่ไม่สามารถใช้งานได้

แน่นอนสำหรับประเทศไทย ที่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ยังไม่รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG ) เชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้าก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทั้งเรื่องของระดับราคาที่สูงขึ้น และปริมาณการจัดหาก๊าซฯ ที่ยากกว่าเดิม ต้องระดมเครื่องมือทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

วิกฤตครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่หน่วยงานด้านพลังงานต้องนำกลับมาพิจารณาวางแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้รัดกุม ทั้งแผนระยะสั้นและแผนระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 60 % โดยนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศมีปริมาณลดลง ทำให้ต้องนำเข้า LNG จากต่างประเทศเพิ่ม ทั้งนี้ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น การจัดหา LNG ก็ทำได้ยากขึ้น แน่นอนว่าถ้าภายในประเทศมีการใช้ LNG มากขึ้น ผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าเชื้อเพลิงจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ต้องใช้ศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงานให้ครอบคลุม ทั้งในมิติของความมั่นคงและราคา

ทั้งนี้การจัดหา LNG จากหลายแหล่ง เป็นการกระจายความเสี่ยง หากมีความจำเป็นต้องใช้ในปริมาณที่มากขึ้น อาจจะต้องซื้อเข้ามาเพิ่มเติมแบบตลาดจร (Spot LNG) คือจัดซื้อเป็นครั้ง ๆ ตามความต้องการเร่งด่วน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งานโดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกันยังจำเป็นต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าแบบเต็มกำลัง เพื่อให้สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อลดการนำเข้า LNG ที่มีราคาสูงกว่า เป็นการช่วยพยุงราคาเชื้อเพลิงในสถานการณ์ที่ LNG มีราคาแพง และไม่ให้กระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้เป็นเพียง “การประคองสถานการณ์” หรือ “การบริหารวิกฤต” ในระยะสั้นมากกว่าจะเป็นคำตอบของความยั่งยืนในระยะยาว วิกฤตครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนว่า ประเทศไทยยังขาด “แหล่งพลังงานที่ควบคุมได้เอง” ในสัดส่วนที่เพียงพอ และยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้ ทั้งนี้แนวคิดเรื่องการสร้างความมั่นคงพลังงานจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีพลังงานใช้เพียงพอ แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการควบคุมต้นทุน และลดการพึ่งพิงจากภายนอก หนึ่งในทางเลือกที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น คือ SMR หรือ Small Modular Reactor เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งกำลังถูกจับตามองในฐานะพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและความยั่งยืน

จุดเด่นของ SMR อยู่ที่ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องในระดับฐาน (baseload) ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเหมือนพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างการผลิตไฟฟ้า สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น ขณะที่ขนาดของโรงไฟฟ้าที่เล็กลงและสามารถติดตั้งแบบโมดูลาร์ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการพัฒนาและสามารถกระจายการผลิตไฟฟ้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ SMR ยังมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า จำเป็นต้องอาศัยแหล่งพลังงานที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น สามารถปรับรูปแบบการผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง SMR สามารถทำงานควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยเสริมพลังงานหมุนเวียนให้มีเสถียรภาพ สามารถเป็นโรงไฟฟ้าฐานได้เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าฟอสซิล SMR จึงเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้ระบบพลังงานมีทั้งความมั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จีน รัสเซีย เกาหลีใต้ อียิปต์ จอร์แดน โปแลนด์ ซาอุดีอาระเบีย ต่างศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

สำหรับประเทศไทย ได้บรรจุโรงไฟฟ้า SMR จำนวน 2 แห่ง กำลังผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ ไว้ในช่วงปลายของร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) โดย กฟผ. ในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงพลังงานของประเทศ ได้สะสมองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปีรวมทั้งมีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมเดินหน้าศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ค้นหาพื้นที่ที่มีศักยภาพ สรรหาเทคโนโลยี ศึกษาระเบียบและข้อกฎหมายต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ให้เกิดขึ้นจริง แต่ภายใต้สถานการณ์พลังงานโลกที่ผันผวนและเกิดวิกฤตซ้ำซ้อน คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ประเทศไทยควรเร่งพิจารณาและขยับบทบาทของ SMR ให้เร็วขึ้นหรือไม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต

ท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า โครงสร้างพลังงานแบบเดิมอาจไม่สามารถรองรับโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนได้อีกต่อไป ขณะที่ประเทศไทย การก้าวไปสู่ความยั่งยืนทางพลังงานจึงไม่ใช่แค่การ “เอาตัวรอด” ในแต่ละวิกฤต แต่คือการ “ออกแบบระบบพลังงานใหม่” ที่สมดุลทั้งในมิติของความมั่นคง ราคา และสิ่งแวดล้อม และในสมการใหม่นี้ SMR อาจกลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างความต้องการใช้พลังงานกับความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...