เปิดกลยุทธ์ลงทุนไตรมาส 3/69 จัดพอร์ตเลือกรายตัว กระจายความเสี่ยง
นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head, Wealth Research & Advisory ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยถึงมุมมองกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยท้าทายใหม่ แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลงจนราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับก่อนเกิดความไม่สงบ แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ ความหนืดของเงินเฟ้อ ที่อาจลดลงช้ากว่าราคาน้ำมัน เนื่องจากต้นทุนที่เคยสูงขึ้นได้ถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการไปแล้ว
ในมุมมองของตลาดปัจจุบันแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวสูง และกลุ่มที่มองว่าเงินเฟ้อจะเริ่มลดลง โดยทาง CIMB Thai อยู่ในกลุ่มที่มองว่าเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม แม้เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ของสหรัฐฯ จะยังทรงตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่สมาชิกธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลายท่านเริ่มมีมุมมองที่เปลี่ยนไป โดยความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยแทบจะหายไป และเริ่มมีมุมมองเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยกลับเข้ามาแทน
ทั้งนี้ CIMB Thai ประเมินกรณีฐาน (Base Case) ว่า เฟดอาจจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมาก 1 ครั้งในปีนี้ เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบาย ไม่ให้คาดการณ์เงินเฟ้อของตลาดพุ่งสูงเกินไป โดยต้องติดตามผลการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ในช่วง 60 วันนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากการเจรจาล่าช้าอาจส่งผลต่อพรีเมียมราคาน้ำมันและกดดันเงินเฟ้อให้สูงนานกว่าที่คาด
นายจิรไพบูลย์ ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่ได้เข้าไปเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเช่นในกลุ่มไบโอเทคที่ปกติยามีอัตราความล้มเหลวสูงถึง 95-98% แต่การนำ AI มาใช้จำลองความเป็นไปได้ จะช่วยลดอัตราความล้มเหลวลงแม้เพียง 1-2% ก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลจากสิทธิบัตร
แม้จะมีความกังวลเรื่องการจ้างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มไอทีที่ตำแหน่งงานระดับจูเนียร์อาจถูกแทนที่ด้วย AI แต่ในภาพรวม ผลิตภาพที่สูงขึ้นนี้สะท้อนออกมาเป็นกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยไตรมาสแรกปีนี้กำไรบริษัทในสหรัฐฯ โตเฉลี่ยกว่า 20% สูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 13-14%
กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 3/2569 คำแนะนำการจัดพอร์ต ดังนี้
Asset Allocation: เน้นเพิ่มน้ำหนักใน สินทรัพย์เสี่ยง (Equity) และลดน้ำหนักการถือครองเงินสด
หุ้นต่างประเทศ: แนะนำกลุ่ม Global Tech ในลักษณะ Barbell Strategy คือลงทุนในหุ้นเทคที่มีกำไรโตแกร่ง ควบคู่ไปกับการกระจายความเสี่ยงในกลุ่มที่ราคายังตามตลาดไม่ทัน (Laggards) เช่น กลุ่มการเงินและอุตสาหกรรม
ตลาดหุ้นจีน: แนะนำ Overweight โดยเฉพาะดัชนี Hang Seng เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ถูกมากเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และเป็นตัวช่วยกระจายความเสี่ยงที่ดี (Key Diversifier)
หุ้นไทย: มีมุมมองเป็น Selective โดยให้ความสำคัญกับกลุ่ม ธนาคาร ที่มีปันผลสม่ำเสมอและคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น รวมถึงกลุ่ม ท่องเที่ยว โรงแรม และการแพทย์ ที่จะได้ประโยชน์จากต้นทุนการเดินทางที่ลดลงตามราคาน้ำมัน
สินทรัพย์ทางเลือก: ยังคงชื่นชอบทองคำ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน
"เรามองว่าความไม่แน่นอนในไตรมาส 3 ยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนรูปแบบจากความกังวลเรื่องสงคราม ไปสู่ความไม่แน่นอนเชิงนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการลงทุนยังเป็นบวก โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของ AI ได้"