เมื่อการพบกันครั้งนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้าย? ในเมื่อไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกไหม เราจึงต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วปัจจุบันที่ดีที่สุด มันต้องทำอย่างไร?
เพราะการพบกันครั้งเดียวในชีวิตและมันอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่พบกันอีก แต่การพบกันแต่ละครั้ง จะกลายเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ที่มันไม่มีทางเหมือนเดิมในทุกครั้งที่พบกัน
ประโยคนี้หมายความว่า ต่อให้เราจะกลับมาพบคนเดิม ในสถานที่เดิม แต่ในความจริง ทั้งตัวเราและเขาอาจไม่ใช่คนเดิมกับเมื่อวานอีกต่อไป เพราะมนุษย์เราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งความคิด อารมณ์ และสะสมประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ดังนั้น ทุกครั้งที่กลับมาเจอกัน เราจึงต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุดราวกับเป็นวันสุดท้าย เพราะความรู้สึกและบรรยากาศที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวนั้น สุดท้ายก็จะผ่านไป และกลายเป็นเรื่องราวใหม่ๆ ในวันพรุ่งนี้แทน
หนึ่งในปรัชญาญี่ปุ่นโบราณอย่าง 一期一会 หรือ Ichigo-Ichie ที่แปลว่า หนึ่งพานพบ หนึ่งชั่วชีวิต นั้น ไม่ได้สอนเพียงแค่เรื่องการจากลา แต่สอนให้เราใช้ชีวิตในทุกๆ วันราวกับว่าเป็นวันสุดท้าย โดยเฉพาะการพบกันครั้งเดียวที่เราไม่อาจรู้เลยว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ เราจึงควรให้ความสำคัญกับมันให้มากที่สุด เพราะความรู้สึกดีๆ ในการพบกันครั้งนี้ อาจจะตราตรึงอยู่ในความทรงจำตลอดไป ดังนั้น ความทรงจำนั้นจะดีหรือร้าย ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพบกันในครั้งนั้น
ในเมื่อเราไม่มีทางรู้ว่าการพบกันครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่? Thairath Plus ชวนมาสำรวจและถอดบทเรียนผ่านภาพยนตร์อมตะที่แฝงแง่คิด พร้อมเรียนรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตอาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น เราจึงต้องทำปัจจุบันตรงหน้าให้ดีที่สุด
เพราะทุกการพบเจอ เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต
หนังมิวสิคัลช้ำรักอย่าง La La Land (2016) ที่สอนให้เรายอมรับความจริง แม้ความรักและความฝันของทั้งคู่จะเดินสวนทางกัน แต่ระหว่างทางนั้นทั้งคู่ต่างก็สนับสนุนความฝันของกันและกันจนสุดทาง
ความรักของทั้งคู่เบ่งบานและเติมเต็มความฝันของกันและกันในช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาเลือกที่จะรักและสนับสนุนกันในช่วงเวลานั้นอย่างเต็มที่ ทว่าเมื่อถึงทางแยก แม้จะรักกันมากแค่ไหน ทั้งสองกลับยอมรับการจากลาด้วยความเข้าใจ ไม่ยึดติดกับอดีต แต่ก้าวต่อไปข้างหน้า ในตอนท้ายของเรื่อง จะเห็นว่าพวกเขาตระหนักได้ว่าช่วงเวลาที่เคยเดินเคียงข้างกัน คือความทรงจำที่สวยงามที่สุดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต
La La Land สอนให้เราเข้าใจว่า ใครบางคนผ่านเข้ามาในชีวิตเพื่อให้เราได้เรียนรู้และเติบโตขึ้น ช่วงเวลาที่เคยอยู่ด้วยกันนั้นมันสมบูรณ์แบบที่สุดแล้วในตอนนั้น และเมื่อถึงคราวต้องจากลา สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเก็บความทรงจำสุดท้ายไว้ให้งดงามที่สุด เพราะเรื่องราวบทใหม่หลังจากนี้ จะไม่มีวันเหมือนเดิมได้อีกต่อไป
เพราะเวลาของเรามีไม่เท่ากัน จงใช้ทุกนาทีที่ผ่านไปบนโลกให้คุ้มค่าที่สุด
หนังไซไฟขึ้นหิ้งอย่าง Interstellar (2014) ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวของห้วงเวลาและจักรวาลผ่านทฤษฎี Time Dilation ซึ่ง คูเปอร์ ต้องเดินทางไปทำภารกิจบนดาวมิลเลอร์ที่อยู่ใกล้หลุมดำยักษ์ โดยเวลาเพียง 1 ชั่วโมงบนดาวดวงนั้น กลับยาวนานเท่ากับ 7 ปีบนโลก นั่นหมายความว่า ทุกนาทีที่คูเปอร์ใช้ไป จะทำให้เวลาบนโลกหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างนั้น คูเปอร์ต้องนั่งดูคลิปวิดีโอของลูกสาวที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยที่เขาไม่มีโอกาสได้อยู่เคียงข้าง แม้ในตอนท้ายของภาพยนตร์ ทั้งคู่จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทว่าเวลาที่จะได้ใช้ร่วมกันหลังจากนั้นอาจไม่มีเหลืออีกต่อไปแล้ว
Interstellar กำลังบอกเราว่า แม้ระยะทางและเวลาจะทำให้พวกเขาห่างไกลกัน แต่ความผูกพันนี้กลับกลายเป็นแรงผลักดันเดียวที่ช่วยให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง การออกเดินทางท่องอวกาศทำให้คูเปอร์ต้องสูญเสียเวลาไปนานหลายสิบปี และมันทำให้เราตระหนักว่า ทุกเสี้ยววินาทีที่ได้พบเจอกับคนที่เรารักนั้น มีค่าควรแก่การรักษาไว้ในความทรงจำให้มากที่สุด
เพราะเวลาจะไม่มีวันหวนคืนมาอีก
และเรื่องสุดท้ายอย่างหนังรักโรแมนติกฟีลกู๊ด About Time (2013) ที่ ทิม มีความสามารถพิเศษในการย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตกี่ครั้งก็ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อพ่อของเขาป่วย และทิมกำลังจะมีลูกคนใหม่ กฎของเวลาทำให้เขาไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้อีก ทิมจึงต้องยอมรับและเผชิญหน้ากับความจริงที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อเวลาที่หมุนผ่านไปไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีก ทิมจึงเลือกที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเต็มที่ที่สุด About Time สอนให้เรารักษาความสัมพันธ์ และเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับคนที่เรารักให้มากที่สุด ราวกับว่าการพบกันครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย เพราะการจมอยู่กับความเสียดายในอดีตหรือกังวลกับอนาคต อาจทำให้เรามองไม่เห็นความงดงามของสิ่งรอบตัว เราจึงควรมองเห็นคุณค่าและใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด
และในเมื่อไม่รู้ว่าเราจะได้พบกันอีกไหม เราจึงต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วปัจจุบันที่ดีที่สุด มันต้องทำอย่างไร?
1. โฟกัสแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
วางมือถือ วางความกังวล เลิกคิดเรื่องอดีตหรืออนาคต แล้วเลือกโฟกัสคนตรงหน้า เพราะสิ่งที่สะท้อนคุณค่าความสัมพันธ์ได้ดีที่สุด คือการให้เวลาและความใส่ใจทั้งหมดที่มีให้เขา ณ วินาทีนั้น
2. อยากพูดอะไรพูดได้เลย ไม่ต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้
ถ้าเรามีความรู้สึกดีๆ มีคำขอบคุณ คำขอโทษ หรือคำชื่นชม ให้พูดออกมาทันทีโดยไม่ต้องรอ ‘โอกาสหน้า’ เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ว่าโอกาสหน้าจะมีจริงไหม อย่าปล่อยให้คำพูดที่ดีที่สุด พูดออกมาในวันที่สายเกินไป
3. ลดอัตตาและอคติ
ในเมื่อการพบกันครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย เราไม่มีเวลาเหลือพอให้เสียไปกับการประชดประชัน การเอาชนะ มีทิฐิต่อกัน หรือพูดจาว่าร้ายต่อกัน การทำปัจจุบันให้ดีที่สุดคือเลือกที่จะ ‘ใจดี’ ต่อกัน แม้อาจจะดูโลกสวยเกินไปหน่อย แต่ความใจดีนี้เองที่จะช่วยเปลี่ยนให้มันกลายเป็นวันที่ดีของอีกฝ่ายได้
4. รับฟังอย่างตั้งใจ
การฟังที่ดีคือการฟังเพื่อเข้าใจความรู้สึก และเจตนาของอีกฝ่ายจริงๆ การได้รับความตั้งใจฟังจากใครสักคน คือหนึ่งสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะมอบให้กันได้
5. สร้างความทรงจำที่สวยงาม
ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ จนมั่นใจได้ว่า หากนี่ต้องเป็นการจากลาตลอดกาลจริงๆ สิ่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในใจของทั้งสองฝ่าย จะมีเพียงความอบอุ่น ความทรงจำดีๆ และไม่มีสิ่งใดให้ต้องนึกเสียดายในภายหลัง
เพราะในชีวิตจริงเราไม่มีโอกาสแก้ตัว และไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการใช้เวลาที่มีร่วมกันให้ดีที่สุด ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น วันหนึ่งหากต้องจากกันไปจริงๆ หรือต่อให้ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในช่วงเวลาที่เปลี่ยนไป อย่างน้อยที่สุด เราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายและเสียใจภายหลังเมื่อเวลาผ่านไป จนต้องพูดประโยคคลาสสิกออกมาว่า…
รู้อย่างนี้ จะไม่ทำแบบที่ทำในวันนั้นดีกว่า
อ้างอิง
บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อการพบกันครั้งนี้ อาจเป็นครั้งสุดท้าย? ในเมื่อไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกไหม เราจึงต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วปัจจุบันที่ดีที่สุด มันต้องทำอย่างไร?
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath