รวมพลังแผ่นดิน นัดไล่นายกฯ ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ
เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 68 เวลา 10:00 น. กลุ่มแกนนำ “รวมพลังแผ่นดิน” จำนวนมาก อาทิ นายวีระ สมความคิด, จตุพร พรหมพันธุ์, อาจารแก้วสรร อติโพธิ์, อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, พลตรี นายแพทย์ เหรียญทอง แน่นหนา,หรั่ง ร็อคเคสตร้า, ทนายนกเขา, ด็อกเตอร์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส พร้อมแกนนำอีกนับ 10 คน ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ที่ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน
นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา เป็นผู้อ่านแถลงการณ์เปิดการประชุม เรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นผู้ไร้ความสามารถได้กระทำการในลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศชาติ เข้าข่ายการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหมวด 3 ว่าด้วยความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหมวด 5 ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์ตามข่าวเป็นที่สาธารณะในเชิงสมคบคิดและในเชิงเจตนาในการใช้อำนาจหน้าที่ตอบสนองความต้องการของอริราชศัตตรู ทั้งแสดงตัวตนว่าเป็นฝ่ายเดียวกับอริราชศัตรูที่มีความมุ่งหมายรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศไทยรวมถึงทรัพยากรของชาติ ทรยศต่อความไว้วางใจของคนไทยและขัดต่อการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่มีการถอนตัวและสนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้มีการทำหน้าที่ต่อไป ถือได้ว่าเข้าร่วมกับนายกรัฐมนตรีมีพฤติการณ์เป็นปรปักษ์ต่อประเทศชาติเข้าข่ายการกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาและขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องให้มีการถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทันที และยังมีการเรียกร้องให้ประชาชนคนไทย ร่วมมือร่วมใจสามัคคีลดเงื่อนไข ลดความขัดแย้งแสดงตัวให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งและกดดันให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว พร้อมให้กำลังใจทหารที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กล่าวว่า แถลงการณ์ภาคประชาชนในการรวมพลังแผ่นดิน ที่มาทำกิจกรรมวันนี้ชัดเจนว่าที่ทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาตึอยู่รอดให้ได้ มีคำกล่าวว่า “ขณะนี้เราถูกยั่วยุให้แตกแยกกันเราต้องสามัคคีกับรัฐบาล” แต่สำหรับผมแล้วจะสามัคคีกับรัฐบาลที่ปกป้องประเทศชาติเท่านั้น ไม่ใช่รัฐบาลที่มีผู้นำขายชาติ และยืนยันว่าประชาชนที่มารวมตัวกันไม่ใช่ความแตกแยก แต่เป็นความสามัคคีในการร่วมกันปกป้องแผ่นดิน
ส่วนเรื่องการถูกฝั่งกัมพูชาบันทึกเสียงระหว่างคุยโทรศัพท์ ชัดเจนว่ารัฐบาลโดยนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นฝั่งตรงข้ามกับแม่ทัพภาคที่ 2 และใช้คำว่าเราระหว่างพูดคุยกับฮุนเซน หมายถึงนางสาวแพทองธารกับฮุนเซน แค่สองคนเท่านั้น จึงต้องการมาเป็นสักขีพยานในภาคประชาชน
นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ เพราะตอนนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับคนไทยและประเทศไทย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นฝั่งตรงกันข้าม จึงทำให้ไม่สามารถยอมรับได้ว่าจะให้บริหารประเทศ นอกจากนี้ยังพูดถึงพรรคการเมืองที่ได้ฟังคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีแล้วยังต้องการร่วมรัฐบาลกันต่อได้เลยคำว่า “พายเรือให้โจรนั่งไปแล้ว คุณกำลังร่วมกันพายเรือไปขายชาติ พายเรือไปทรยศชาติต่างหาก”
นายจตุพร บอกว่า ไม่เคยเจอนายกรัฐมนตรีของประเทศไหน ที่ตัดหัวแม่ทัพของตัวเอง ส่งบรรณาการให้ประเทศกัมพูชา เหมือนกับนายกรัฐมนตรีคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์ส่วนตัวพูดคุยเรื่องประเทศชาติ ไม่มีสิทธิ์ด้อยค่าแม่ทัพที่ไปรบแทนคนไทย ถ้าคลิปไม่หลุดพูดได้หรอ ถ้าคลิปไม่หลุดจะไม่เป็นภัยความมั่นคงใช่ไหม รัฐบาลนอกจากหน่อมแน้มแล้วยังโง่อีกต่างหาก พร้อมบอกว่า อย่าติดกับว่า กัมพูชาเสี้ยมให้คนไทยแตกแยก แต่คนไทยต้องสามัคคี เพื่อจัดการคนไทยที่ทรยศและขายชาติก่อนแล้วจึงมาสามัคคีกัน
นอกจากนี้ยังพูดถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ต้องถึง 36 เสียง 18 เสียง ฝั่งของนายพีรพันธุ์ ถอนตัวออกมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ไปต่อไม่ได้อยู่แล้ว โดยเรียกร้องให้ประชาชนจับตาดูว่าใครบ้างพายเรือเอาชาติไปขายให้ประชาชนช่วยกันจมเรือลำนั้นทิ้งซะ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประกาศนัดหมายวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน เวลา 16.00 – 21.00 น. นัดหมายทำกิจกรรมที่อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ให้อับอายกัมพูชา
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ตนเองกับนายทักษิณ ชินวัตร เป็นพี่น้องโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกัน แต่ที่วันนี้ต้องไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน เพราะการดำเนินการทางการเมืองที่ผ่านมา นายทักษิณมีความต้องการนำระบบของฮุนเซนมาใช้ โดยจะสังเกตว่าพรรคการเมืองต่างๆได้เกิดความแตกแยก ซึ่งล้วนเป็นการถูกตัดตอนทางการเมืองทั้งสิ้น โดยเป็นสิ่งที่นายทักษิณพยายามดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อไปสู่เป้าหมาย จึงจำเป็นต้องออกมาร่วมแสดงพลังหยุดระบอบทักษิณให้ได้
นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม กล่าวว่า ความชั่วได้ถ่ายทอดทางสายเลือดและ DNA ตั้งแต่รุ่นพ่อที่โก่งชาติ มารุ่นป้าก็มาใช้อำนาจมิชอบออกกฎหมายนิรโทษกรรม พอมาสู่รุ่นลูก DNA แรงขึ้นนำไปสู่การขายชาติ ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่มีแผ่นดินจะอยู่ หากทำแบบนี้จะยิ่งกว่าไม่มีแผ่นดินจะอยู่
สำหรับบรรยากาศการแถลงข่าวร่วมทำกิจกรรม รวมพลังแผ่นดิน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาร่วมรับฟังการแถลงข่าวเนื่องแน่นเต็มห้องประชุม ไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ ก่อนแกนนำบางส่วนที่แถลงข่าวแล้วจะทยอยเดินทางกลับ สำหรับเหตุผลที่นัดทำกิจกรรมบริเวณอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในวันที่ 28 มิ.ย. 68 เพราะเป็นสัญลักษณ์ในอดีตเคยต่อสู้เรื่องพรมแดนอินโดจีนจนได้รับชัยชนะมาแล้ว โดยกลุ่มการนำได้เรียกร้องให้ประชาชนออกมาแสดงพลังให้มากกว่ากัมพูชาที่มีการรวมตัวไปก่อนหน้านี้.