โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

FETCO มองตลาดทุนไทยรับมือภาษีสหรัฐฯ 36% ได้ดี ภาคส่งออก-เอสเอ็มอี น่าเป็นห่วง แนะรัฐเร่งหาทางออก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ก.ค. 2568 เวลา 14.31 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 07.31 น.

FETCO เผยตลาดทุนไทยไม่ผันผวนรุนแรงจากกรณีสหรัฐฯ เก็บภาษี 36% หลังนักลงทุนปรับตัวต่อเนื่องตั้งแต่ประกาศครั้งแรก แต่ภาคเศรษฐกิจโดยเฉพาะส่งออกและเอสเอ็มอีอาจได้รับผลกระทบหนัก ย้ำรัฐบาลต้องรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และความสงบทางการเมือง พร้อมแนะหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐฯ

8 กรกฎาคม 2568 ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย หรือ FETCO เปิดเผยในงานแถลงข่าว ประจำเดือนกรกฎาคม ว่า จากกรณีที่ทางสหรัฐฯ คิดอัตราภาษีทางการค้ากับไทยที่ 36% นั้น ผลกระทบต่อตลาดทุนไทยไม่ได้รุนแรงเหมือนในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวนี้มาต่อเนื่องตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศครั้งแรงเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2568 ซึ่งนักลงทุน รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องพยายามปรับตัวมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากผลกระทบต่อตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่รุนแรง ก็เชื่อว่าทรัมป์จะเดินหน้าทำเรื่องนี้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นประเทศไทยจะมีทางเลือกใน 3 ทาง คือ 1. ยอมรับภาษีที่ 36% 2. กลับไปเจรจาเพิ่มให้ได้ที่ระดับ 25% และ 3. ทำให้อยู่ในระดับเดียวกับเวียดนามที่ 20% ซึ่งไทยกำลังเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังต้องติดตามผลในท้ายที่สุดก่อน ดังนั้น จึงเชื่อว่ารอบนี้ตลาดหุ้นไทยจะไม่ผันผวนเท่ากับครั้งแรกที่สหรัฐประกาศ

ทั้งนี้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงจาก 36% จะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาคส่งออก รวมถึง SME ในประเทศ การลงทุนโดยตรงที่จะเข้ามาในไทย ซึ่งภาวะที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดกับภาคเศรษฐกิจจริงมากกว่าตลาดทุน แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และ ล่าสุดในต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติขายสุทธิไปประมาณ 80,000 ล้านบาทแล้วก็ตาม เชื่อว่าในระยะถัดไปน่าจะขายออกไม่รุนแรง แต่ยังคงเห็นภาพการขาย หรือทยอยขายออกไปบ้าง

"อัตราภาษีที่ไทยถูกคิด 25% ภาคธุกิจน่าจะพอรับได้ เพราะอัตรานี้สูงกว่าเวียดนาม 5% จากที่เวียดนามได้ 20% แต่ยังต้องดูว่าไทยจะต่ำกว่า จีน ยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย หรือไม่ คาดสหรัฐจะทยอยปิดดีลกับคู่ค้าที่เป็นประเทศรายใหญ่ในเร็วๆ นี้ ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลรักษาโมเมนตัมของการเติบโตทางเศรษฐกิจ รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุน และ รักษาความสงบทางการเมือง หรือ ความขัดแย้งทางการเมืองให้อยู่ในกรอบ" ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องมีการหาตลาดใหม่เพื่อมาทดแทนสหรัฐฯ เช่น จีน อินเดีย ยุโรป หรือตลาดอื่นๆ ที่อาจเติบโตได้ดีกว่า เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จากปัจจุบันไทยมีสัดส่วนส่งออกไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 18% นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยลดความเฉื่อยของผลกระทบที่จะเข้ามาได้ และช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าไปได้ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันมองจีดีพีปีนี้จะขยายตัวได้ 1.5 - 2% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้เมื่อต้นปีที่ 3%

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...