โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เจ้าสัวธนินท์” เตือน “สหรัฐ” เสี่ยงเสียบทบาทผู้นำโลก หากนานาชาติหันหลังให้พันธบัตรสหรัฐ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 พ.ค. 2568 เวลา 13.17 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 06.17 น.

"เจ้าสัวธนินท์" เตือนสหรัฐเสี่ยงเสียบทบาทผู้นำโลก หากนานาชาติหันหลังให้พันธบัตรสหรัฐ เหตุนโยบายภาษีศุลกากร แนะญี่ปุ่นควรเร่งขยายบทบาทเศรษฐกิจในอาเซียน

วันที่ 12 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.12 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสของกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เตือนว่าสหรัฐกำลังเสี่ยงสูญเสียบทบาทผู้นำทางเศรษฐกิจโลก หากประเทศต่าง ๆ หันหลังให้กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เนื่องจากมาตรการภาษีในวงกว้างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในนโยบาย “America First”

ในการให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ที่กรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 นายธนินท์ ระบุว่า สงครามการค้ามีผลกระทบต่อธุรกิจของเครือซีพีน้อยมาก เนื่องจากบริษัทมีนโยบายผลิตและขายในแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจ โดยเครื่องจักรผลิตกว่า 80% ยังนำเข้าจากญี่ปุ่น

พร้อมวิพากษ์นโยบายของทรัมป์ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่รอบคอบและตัดสินใจเร็วโดยไม่ไตร่ตรองในการใช้ภาษีตอบโต้ ซึ่งทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐเคยเป็นผู้นำด้านการค้าเสรี

นายธนินท์ กล่าวเป็นภาษาจีนกลางว่า “ทรัมป์มีท่าทีที่ประมาทและใช้อำนาจภาษีอย่างหุนหันพลันแล่น …แต่มันเป็นชัยชนะระยะสั้น สำหรับทรัมป์เอง ในระยะยาวสหรัฐจะเป็นฝ่ายเสียหาย”

แม้สหรัฐจะมีหนี้สาธารณะสูงเกิน 30 ล้านล้านดอลลาร์ นายธนินท์ยังย้ำว่า สหรัฐควรยังคงเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐยังเป็นเครื่องมือการลงทุนที่น่าเชื่อถือที่สุด

“ถ้าทรัมป์ทำลายระบบเศรษฐกิจของโลก แล้วสหรัฐจะอยู่ได้อย่างไร? ใครจะยังลงทุนในพันธบัตรสหรัฐ?” นายธนินท์ตั้งคำถาม พร้อมเตือนว่า หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป ประเทศต่าง ๆ อาจรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจเพื่อตอบโต้และปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

คำกล่าวนี้มีขึ้นในช่วงที่ประเทศต่าง ๆ อย่างจีนและญี่ปุ่น กำลังพยายามเจรจาลดความตึงเครียดทางการค้า โดยญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุด อาจใช้สถานะนี้เป็นไม้ตายในการต่อรองกับสหรัฐ

“ญี่ปุ่นสามารถบอกกับสหรัฐได้ว่า หากเศรษฐกิจของตนได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ก็อาจจำเป็นต้องลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ”

แม้จะมีการคาดการณ์ของตลาด แต่รัฐมนตรีคลังของญี่ปุ่นเพิ่งยืนยันว่าประเทศยังไม่มีแผนใช้พันธบัตรสหรัฐเป็นเครื่องมือต่อรองในการเจรจาการค้า

สำหรับประเทศไทย ภายใต้นโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ไทยถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 36% แต่ธุรกิจของกลุ่ม CP ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะบริษัทหลักอย่าง Charoen Pokphand Foods (CPF) ที่มีรายได้กว่า 63% จากการขายในต่างประเทศ โดยมีเวียดนามและจีนเป็นตลาดสำคัญ โดยเจ้าสัวธนินท์ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของเราคืออาหาร …เราขายในประเทศที่เราผลิต”

เครือ CP เริ่มต้นจากการค้าขายเมล็ดพันธุ์ผักโดยบิดาของนายธนินท์ ซึ่งเป็นผู้อพยพจากจีนตอนใต้ ตั้งแต่ยุคปี 1920 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมานายธนินท์และพี่น้องได้ขยายธุรกิจกลายเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีมูลค่าตลาดกว่า 6 พันล้านดอลลาร์ มีโรงงานใน 17 ประเทศ และจำหน่ายสินค้ากว่า 50 ประเทศทั่วโลก แม้สงครามการค้าของทรัมป์จะสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก แต่นายธนินท์มองว่ากลับเป็นโอกาสของญี่ปุ่นในการกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาค

“ญี่ปุ่นควรมองอาเซียนทั้ง 10 ประเทศเป็นตลาดสำคัญ โดยการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในภูมิภาคนี้ผ่านเครือข่ายบริษัทการค้าของตน” แม้ญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีขั้นสูง ธนินท์มองว่าญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่อนุรักษนิยม ลังเลที่จะขยายตัวสู่เวทีโลก “ญี่ปุ่นตัดสินใจช้า ไม่ชอบความเสี่ยง และลังเลที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง… แต่ทุกความเสี่ยงก็เป็นส่วนหนึ่งของการริเริ่มสิ่งใหม่”

อย่างไรก็ตามนายธนินท์สนับสนุนสตาร์ทอัพด้านเกษตรกรรมในญี่ปุ่น และกำลังมองหาความร่วมมือเพิ่มเติม โดยอาศัยจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของประเทศ พร้อมเสริมว่าเครือ CP กำลังเร่งนำนวัตกรรมเข้าสู่ทุกภาคธุรกิจ

นายธนินท์ กล่าวอีกว่า “นี่คือยุคของนวัตกรรมและการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เราไม่สามารถหยุดนิ่งได้”

CP Group ยังมีความร่วมมือใกล้ชิดกับบริษัทการค้าญี่ปุ่นอย่าง Itochu ตั้งแต่ปี 2557 ผ่านการถือหุ้นไขว้กัน แต่ล่าสุด Itochu ประกาศในเดือนเมษายนว่าจะขายหุ้น CP ทั้งหมดภายในสิ้นปีงบประมาณ 2569 ขณะที่ CP ก็มีแผนจะขายหุ้นใน Itochu เช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าจะยังคงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ต่อไป

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...