โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จีนงัดไพ่เด็ด กุมอำนาจ "แร่หายาก" จี้จุดอ่อนการค้าโลก

PostToday

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 16.14 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 23.10 น.

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นโยบายการค้าสุดโต่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เน้นขึ้นภาษีและจำกัดการค้ากับจีนแบบจัดหนัก มีเป้าหมายเดียวคือบีบให้ สี จิ้นผิง ยอมเจรจา เพื่อลดปัญหาขาดดุลการค้าและบูมภาคการผลิตในอเมริกา

แต่เมื่อภาษีนำเข้าสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 145% แถมรัฐบาลทรัมป์ยังคุยโวว่ากุมความได้เปรียบ จีนก็พลิกเกมงัดไม้ตาย ด้วยการตัดส่งออกสินค้าที่โลกยุคใหม่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ แร่หายาก

ตามข้อมูลจาก Bloomberg ทันทีที่สินค้าที่มีแร่หายากอย่าง ดิสโพรเซียม และ เทอร์เบียม เริ่มส่งช้าลง จนกระทบไปถึงอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ตั้งแต่รถยนต์ยันการทหาร

สหรัฐฯ และชาติอื่นก็ถึงจุดที่ทนไม่ไหว Ford และ Suzuki ต้องลดกำลังผลิต Elon Musk ก็โอดว่าธุรกิจหุ่นยนต์ของเขาได้รับผลกระทบหนัก

รัฐบาลทั่วโลกต่างเร่งหาซัพพลายเออร์ที่เหลือน้อยนิดนอกแผ่นดินใหญ่ หวังทดแทนแร่หายากได้บ้าง จากสงครามการค้าเล็กๆ เลยกลายเป็นวิกฤตการค้าโลก

ด้วยแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา ประกอบกับภาษีที่แพงหูฉี่ ทำให้สหรัฐฯ และจีนยอมพักรบกันที่กรุงเจนีวาเมื่อเดือนที่แล้ว

แม้จะมีการลดภาษีลง และสหรัฐฯ ก็คิดว่าจะได้แม่เหล็กแร่หายากมาใช้ แต่ปักกิ่งยังคงยืนกรานว่าบริษัทต่างๆ ต้องมีใบอนุญาตในการซื้อวัตถุดิบสำคัญเหล่านี้

ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้า และจุดชนวนความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง

สหรัฐฯ จึงกลับมาบุกหนักอีก ด้วยการเพิ่มข้อจำกัดเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ออกแบบชิป ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ไอพ่น และถึงขั้นขู่ยกเลิกวีซ่านักเรียนด้วยซ้ำ

ในที่สุด ทรัมป์ก็ได้ในสิ่งที่เขารอคอย นั่นคือ การได้คุยโทรศัพท์กับ สี จิ้นผิง เพื่อฟื้นความสัมพันธ์ให้กลับมาเข้าที่เข้าทาง

และเมื่อคืนวันอังคาร คณะเจรจาการค้าของสหรัฐฯ และจีนก็ประกาศข่าวดีหลังจากการหารือวันที่สองในกรุงลอนดอน แม้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่ก็แทบไม่มีข้อสงสัยเลยว่าอะไรคือหัวใจของการเจรจา

“เราคาดหวังอย่างยิ่งว่าประเด็นแร่หายากจะได้รับการแก้ไขภายใต้กรอบข้อตกลงนี้” Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าว พร้อมเสริมว่ามาตรการตอบโต้ของสหรัฐฯ จะผ่อนคลายลงเมื่อจีนอนุมัติใบอนุญาตส่งออก

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก Lutnick แถลง บริษัทผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ของจีนอย่าง JL Mag Rare-Earth Co. ก็ประกาศว่าได้รับใบอนุญาตส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐฯ แล้ว

หุ้นของบริษัทในตลาดฮ่องกงพุ่งขึ้นถึง 12% ซึ่งสะท้อนถึงภาพรวมตลาดที่สดใส ดัชนีหุ้นจีนในฮ่องกงปรับตัวขึ้น 1.1% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ในทางกลับกัน ดัชนี S&P 500 futures กลับร่วงลงถึง 0.4%

แม้สหรัฐฯ จะดูเหมือนแข็งกร้าวแค่ไหน แต่บรรดาผู้บริหารและนักวิเคราะห์ต่างชี้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าจีนสามารถใช้ความได้เปรียบในธุรกิจแร่หายากได้อย่างรวดเร็ว

เพื่อเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนจากประเทศต่างๆ ได้ทุกเมื่อที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้น ซึ่งแทบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต

“แม้สหรัฐฯ ดูเหมือนจะเป็นฝ่ายริเริ่มฟื้นการเจรจาการค้า แต่จีนอาจกุมความได้เปรียบอย่างเงียบๆ” Hebe Chen นักวิเคราะห์จาก Vantage Markets กล่าว

“จีนใช้อิทธิพลเหนือกว่าในแร่หายากเป็นอาวุธ เพื่อพลิกสถานการณ์การเจรจา” เธอกล่าวเสริม

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากระบบการออกใบอนุญาตใหม่ที่จีนกำหนดขึ้นสำหรับการส่งออกแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ นั้นละเอียดซับซ้อนมาก จนทางการจีนสามารถรู้ได้อย่างละเอียดว่าแร่ทุกกิโลกรัมที่ผลิตขึ้นนั้นไปจบลงที่ไหนและเพื่ออะไร

ตามคำบอกเล่าของแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลกับ Bloomberg สถานการณ์ความตึงเครียดครั้งล่าสุด เกิดจากการที่จีนชะลอการอนุมัติผลิตภัณฑ์แร่หายาก

โดยเฉพาะแม่เหล็ก ที่มีส่วนผสมของแร่หายาก 7 ชนิด แม้จะมีปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม ซึ่งนอกเหนือไปจากการจำกัดการขายแร่ธาตุบริสุทธิ์อยู่แล้ว

ก่อนที่จะมีการบรรลุข้อตกลงเมื่อวันอังคาร สำนักข่าวซินหัวของจีนได้รายงานว่า การควบคุมการส่งออกแร่หายากไม่ใช่มาตรการตอบโต้ทางการค้าและไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

ทำไมจีนกุมความได้เปรียบระยะยาว?

กระบวนการอนุญาตส่งออกแร่หายากแบบใหม่ของจีนอาจทำให้เกิดความล่าช้าบ้าง แต่ผลกระทบที่ชัดเจนคือจีนยังคงมีอำนาจต่อรองในตลาดโลกอย่างเหนียวแน่น

แม้ชื่อจะบอกว่า "แร่หายาก" แต่จริง ๆ แล้วแร่เหล่านี้มีอยู่ไม่น้อย เพียงแต่การจะขุดขึ้นมาให้คุ้มทุนนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมักพบในปริมาณไม่มากพอ

นอกจากนี้ กระบวนการสกัดและแปรรูปแร่หายากยังซับซ้อน ใช้พลังงานสูง และสร้างมลพิษ ที่สำคัญคือประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ยังขาดทั้งเทคโนโลยีและแรงงานที่มีฝีมือในการดำเนินการส่วนนี้

ด้วยเหตุนี้ จีนซึ่งมีระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลขับเคลื่อน จึงได้เปรียบอย่างมหาศาลและยาวนานในการเป็นผู้จัดหาโลหะสำคัญของโลก

แร่หายากไม่ได้ใช้แค่ในหลอดไฟ LED หรือเลเซอร์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของ "แม่เหล็กถาวร" ขนาดเล็กแต่ทรงพลังที่จำเป็นในเครื่องบินรบ F-35 กังหันลม และแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้า

ทั้งนี้ จากบรรดาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากของจีน แม่เหล็กถาวร (Permanent Magnetic) ซึ่งเป็นแม่เหล็กที่มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กตลอดไป สร้างมูลค่าให้กับประเทศมหาศาลที่สุด

โดยในปี 2567 จีนส่งออกแม่เหล็กถาวรคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่า 90% ของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากทั้งหมด และมีมูลค่ามากกว่าแร่หายากในรูปวัตถุดิบถึงห้าเท่า

คนงานเหมืองแร่หายากในหนานเฉิง

อนาคตแร่หายากยังไม่แน่นอน

อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาแร่หายากไม่ได้จะได้รับผลกระทบเท่ากันทั้งหมด อย่าง Siemens Healthineers AG เองก็เคยใช้วัสดุเหล่านี้ในอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่พวกเขาก็หาทางเลิกพึ่งพาแร่หายากในเครื่องสแกน MRI ได้สำเร็จตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว

ปัจจุบัน Siemens Healthineers หันมาใช้แม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดที่ทำจากทองแดง ไทเทเนียม และไนโอเบียม แทน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวัสดุที่หาได้ง่ายกว่ามาก

ส่วนผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคบางชนิดที่จำเป็นต้องใช้แม่เหล็ก ก็ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

เพราะ Michael Deng นักวิเคราะห์เทคโนโลยีเศรษฐกิจภูมิรัฐศาสตร์จาก Bloomberg Economics ให้ข้อมูลว่าสินค้าเหล่านี้มักจะถูกผลิตและส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากประเทศจีนเลย

แม้สถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะผ่อนคลายลงบ้างหลังการหารือที่ลอนดอนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

แต่ก็ต้องยอมรับว่ามาตรการทางการค้าหลายอย่างที่สหรัฐฯ กำหนดกับจีน ซึ่งบางส่วนมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลไบเดน ก็ยังคงอยู่ไม่ได้ถูกยกเลิกไปทั้งหมด

โดยรวมแล้วดูเหมือนว่าความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศได้กลับสู่จุดที่เคยเป็นเมื่อช่วงต้นปีนี้ ก่อนที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนจะเริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษีและตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือด

ซึ่งสถานการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์และที่ปรึกษาของเขายืนกรานมาหลายเดือนว่าจีนจะไม่สามารถทนทานต่อแรงกดดันจากวอชิงตันได้

อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงมักจะซับซ้อนกว่าที่เราเห็นเสมอ แม้สหรัฐฯ จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออกชิปไฮเทคไปยังจีนมาหลายปี แต่แผ่นดินใหญ่ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง

กลับกัน จีนมุ่งมั่นผลักดันเรื่องการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และหาหนทางรับมือกับข้อจำกัดต่างๆ ได้อยู่เสมอ

ภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง จีนได้เดินหน้าพัฒนาและวางตำแหน่งประเทศให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรน, เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึง รถยนต์ไฟฟ้า

มาตรการสกัดกั้นจากวอชิงตันจึงดูเหมือนเป็นเพียง “อุปสรรคเล็กๆ” ที่ทำให้จีนต้องปรับตัว ไม่ใช่ “กำแพง” ที่จะหยุดยั้งการเติบโตทางเทคโนโลยีของจีนได้จริง

แม้ว่าในระยะใกล้จีนยังคงเป็นผู้ครอบงำตลาดแร่หายาก แต่ความได้เปรียบนี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป

วิกฤตการณ์ล่าสุดจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการลงทุนที่จำเป็น เพื่อพัฒนา ห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก แม้ว่ากระบวนการนี้อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษหรือนานกว่านั้นก็ตาม

ดังนั้น ความตึงเครียดและความเจ็บปวดที่แต่ละอุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่ ทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกหลายเดือนข้างหน้า จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ ในโครงการแร่หายาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...