โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุมเข้มชายแดน ‘กัมพูชา’ ฉุดการค้า ส.อ.ท.แนะเร่งเจรจากู้วิกฤติเศรษฐกิจ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 05.56 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 22.58 น.

จากสถิติมูลค่าการค้าชายแดน “ไทย-กัมพูชากระทรวงพาณิชย์ ปี 2567 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 174,530 - 175,530 ล้านบาท โดยด่านอรัญประเทศ (สระแก้ว) มีมูลค่าการค้าสูงสุดที่ 110,718 ล้านบาท หรือคิดเป็น 63.4% ของทั้งหมด

โดย 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย. 68) มีมูลค่าการค้าชายแดนรวมอยู่ที่ 344,032 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% ซึ่งเฉพาะเดือน เม.ย. 2568 เดือนเดียว มีมูลค่าการค้ารวม 15,800 ล้านบาท

ในขณะที่ดุลการค้าที่ไทยได้รับ (เกินดุล) ปี 2567 อยู่ที่ 109,163 ล้านบาท ส่วนปี 2568 จากข้อมูลบางส่วน (เดือน เม.ย.2568) ไทยได้ดุลการค้า 8,490 ล้านบาท 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-เม.ย.2568) ไทยเกินดุล 89,300 ล้านบาท

แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลาย แต่เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา “กองทัพบก” ยังคงดำเนินมาตรการปรับเวลาเปิด-ปิด

รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการเข้า-ออกจุดผ่านแดนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยการเลื่อนเวลาเปิดปิดด่านชายแดน “เปิดช้า-ปิดเร็ว” คุมเข้มคนเข้าออก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกลุ่มคนไปบ่อน-ทำเรื่องผิดกฎหมาย ให้มีผลทันที

สำหรับมาตรการเหล่านี้ได้รับการกำกับดูแลโดยกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ซึ่งได้มอบอำนาจให้ผู้บังคับหมวดทหารในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ซึ่งเน้นความยืดหยุ่นและเป็นไปตามสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ดังนี้

1.จำกัดการผ่านแดน เฉพาะผู้ที่มีเหตุจำเป็น เช่น การค้าขาย การขนส่งสินค้า และแรงงาน พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง

2.ปรับลดช่วงเวลา ในการเปิด-ปิดจุดผ่านแดน เพื่อควบคุมความเคลื่อนไหว

3.ปิดจุดผ่านแดนบางจุด ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อมูลด้านความมั่นคง

4.ปิดจุดผ่านแดนตลอดแนวชายแดน ในกรณีที่เกิดสถานการณ์วิกฤติหรือการรุกรานอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ รัฐบาลไทย โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ประชุมวันที่ 14 มิ.ย. 2568 นี้ ขณะที่ทางกัมพูชายังคงยืนยันจะแก้ปัญหาเขตแดนด้วยกลไกของศาลโลก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์การปิด-เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตามเวลาที่กำหนดโดยกองทัพบกนั้น กำลังส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อการขนส่งสินค้าและการค้าชายแดนโดยรวม โดยสมาชิกของ ส.อ.ท. เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว แม้จะยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้อย่างชัดเจนในขณะนี้ได้

อย่างไรก็ตาม เอกชนอยู่ระหว่างรอสรุปตัวเลขที่แน่นอน แต่หากพิจารณาจากมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะด่านอรัญประเทศ ที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดถึง 1.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 64% ของมูลค่าการค้าชายแดนกัมพูชาทั้งหมด ดังนั้น การหยุดชะงักของการค้าจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

"เวลานี้ยังประเมินไม่ได้ว่ากระทบเท่าไหร่ แต่หากคำนวณด้วยวิธีการหารจากยอดส่งออกทั้งหมดต่อวันก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตาม ยอดการค้ามูลค่า 500 ล้านบาทต่อวันดังกล่าวนั้นก็อาจไม่ได้ถูกกระทบไปทั้งหมด แต่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า แม้ว่ามาตรฐานการเปิด-ปิดด่านเป็นเวลาจะเกิดผลกระทบต่อการค้าชายแดน แต่ ส.อ.ท. ยังคงหวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ยืดเยื้อ เพราะยิ่งนานเท่าไหร่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น การที่มีมาตรการไม่ปกติ ย่อมทำให้เกิดผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็เข้าใจได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อนำไปสู่การเจรจาหาข้อสรุปอย่างสันติวิธี

ทั้งนี้ เป็นที่แน่นอนว่า เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างกัน ก็จะทำให้ทั้งไทยและกัมพูชาได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบด้านดุลการค้าจากการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค น้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์ และเครื่องจักร ซึ่งล้วนแต่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังเชื่อว่า ไม่มีฝ่ายใดที่ต้องการให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วการปิดด่านชั่วคราวก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการเจรจาบนโต๊ะเพื่อความเป็นธรรมของทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับการเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบนั้น นายเกรียงไกร กล่าวว่า เอกชนยังไม่มีมาตรการับมือในขณะนี้ เพราะเท่าที่ทราบดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นมาเรื่อยๆ ต้องก็รอผลการเจรจาก่อน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามองว่าการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดี และถือว่าโชคดีที่ไม่เกิดการสู้รบ หรือเกิดสงคราม

อย่างไรก็ตาม จากการผ่อนคลายของการถอยไปยังจุดเดิม ทำให้เอกชนก็โล่งใจลงไปบ้าง ที่สถานการณ์ไม่บานปลายไปสู่ความรุนแรง โดยมองว่าเป็นการ ”ถอดสลัก“ หรือ ”ถอดชนวน“ ได้ทันเวลาของทั้งสองฝ่ายก่อนที่จะเกิดการปะทะ เพราะการเกิดสงครามย่อมสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อทั้งสองประเทศ ไม่เพียงแต่กระทบต่อการดำรงชีวิต แต่ยังรวมถึงการค้าขาย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย

ทั้งนี้ ส.อ.ท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเจรจาจะนำมาซึ่งความเข้าใจซึ่งกันและกัน และทำให้ด่านชายแดนต่าง ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนทั้งสองฝั่งไม่ได้รับผลกระทบ และการค้าขายสามารถสร้างมูลค้าให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...