โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

BloombergNEF คาดยอดขายรถ EV นั่งส่วนบุคคลปีนี้ทะลุ 21 ล้านคัน ล่าสุด adoption rate ของไทยแซงหน้าสหรัฐฯ

THE STANDARD

อัพเดต 04 ก.ค. 2568 เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 09.02 น. • thestandard.co
BloombergNEF คาดยอดขายรถ EV นั่งส่วนบุคคลปีนี้ทะลุ 21 ล้านคัน ล่าสุด adoption rate ของไทยแซงหน้าสหรัฐฯ

BloombergNEF คาดยอดขายรถไฟฟ้านั่งส่วนบุคคล (passenger EV) ทั่วโลกปีนี้ 21.9 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 25% จากปี 2024 และมีแนวโน้มจะเพิ่มเป็นกว่า 39 ล้านคัน ในปี 2030 ขณะที่อัตราการยอมรับ (Adoption Rates) ในไทยล่าสุด เพิ่มขึ้นแซงหน้าสหรัฐฯ

จากรายงาน Electric Vehicle Outlook 2024 ของ BloombergNEF ระบุว่า จากคาดการณ์ยอดขายรถ EV นั่งส่วนบุคคลใหม่ปีนี้ จะเกิดขึ้นในจีนราว 2 ใน 3 ตามมาด้วยยุโรป 17% และสหรัฐฯ 7% โดยยอดขายในยุโรปคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20% แต่ทรงตัวในสหรัฐฯ

สำหรับประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผู้คนให้การยอมรับ EV มากขึ้นเรื่อยๆ และเติบโตเร็ว ล่าสุด BloombergNEF ระบุว่า อัตราการยอมรับในไทยเพิ่มขึ้นแซงหน้าสหรัฐฯ ไปแล้ว อย่างไรก็ตามรายงานของ BloombergNEF ไม่ได้ระบุตัวเลขดังกล่าว

แต่จากการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่น อาทิ เว็บไซต์ Utilitydive ระบุว่า สัดส่วนยอดขาย EV ในสหรัฐฯ ปี 2024 คิดเป็นประมาณ 6.8% ลดลงจาก 7.5% ในปี 2023 ขณะที่ในไทยมีการประเมินว่าสัดส่วนยอดขาย EV ใหม่น่าจะเพิ่มเป็น 15-20% ของยอดขายรถใหม่

หนึ่งในปัจจัยผลักดันการใช้งาน EV ที่เพิ่มขึ้นมาจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น รวมทั้งประสบการณ์การชาร์จดีขึ้น เครือข่ายการชาร์จเร็วระดับประเทศหลายแห่งมีขนาดเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มมี EV ที่สามารถชาร์จไฟได้เร็วเทียบเท่ากับการเติมน้ำมันออกมาวางจำหน่ายแล้ว

อย่างไรก็ตาม รายงานในปีนี้เป็นปีแรกที่ BloombergNEF ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการใช้งาน EV ในระยะใกล้และระยะยาวลง ปัจจัยหลักคือ การเปลี่ยนแปลงนโยบายในสหรัฐฯ รวมถึงการผ่อนปรนเป้าหมายการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง การยกเลิกหรือการคุกคามองค์ประกอบที่สนับสนุนของ Inflation Reduction Act และความเป็นไปได้ในการยกเลิกอำนาจของรัฐแคลิฟอร์เนียในการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศของตนเอง ยุโรปก็เลื่อนเป้าหมายการลด CO2 ของยานพาหนะในระยะใกล้เช่นกัน

แต่ขณะเดียวกันยอดขายรถยนต์สันดาปภายในได้ถึงจุดสูงสุดแล้วในปี 2017 และภายในปี 2030 ยอดขายรถยนต์สันดาปภายในคาดว่าจะลดลง 34% จากจุดสูงสุดในปี 2017

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมในด้านอื่นๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่ยังคงประสบปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลงและเพิ่มการแข่งขัน อัตราการใช้งานเฉลี่ยของโรงงานแบตเตอรี่ในจีนขณะนี้ต่ำกว่า 50%

ขณะที่ต้นทุนการชาร์จเร็วสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2022 ในหลายตลาดในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรสูงกว่าน้ำมันเบนซิน ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคบางรายไม่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ EV

ส่วนเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับเริ่มมีบทบาทสำคัญในการขนส่ง โดยหุ่นยนต์แท็กซี่กำลังถูกนำไปใช้งานในสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีขอบเขตกั้นอย่างเข้มงวด ภายในปี 2035 ฝูงรถโรโบแท็กซี่ทั่วโลกจะสูงถึงเกือบ 6 ล้านคัน

นอกจากนี้ EV กำลังกลายเป็นแหล่งความต้องการไฟฟ้าที่มีนัยสำคัญ ความต้องการจาก EV คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.4 เท่าระหว่างปี 2025 ถึง 2030 และ 8 เท่าจากปี 2025 ถึง 2040 EV จะคิดเป็น 11% ของความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกภายในปี 2050 สิ่งที่ตามมาคือโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ EV จะต้องมีการลงทุนเกือบ 9 แสนล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 30 ล้านล้านบาท ภายในปี 2040

ขณะที่การใช้งาน EV เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีนและยุโรป ภายในสิ้นปี 2026 น้ำมันจะถูกใช้น้อยลงอีก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันทั่วโลก เมื่อเทียบกับปี 2024

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...