โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ชอบอ่านพงศาวดารท้องถิ่น–เส้นทางสี จิ้นผิง(179)

China Media Group

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 03.39 น.
เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1989 นายสี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตหนิงเต๋อ เดินสำรวจพื้นที่ในตำบลเซี่ยตั่ง อำเภอโซ่วหนิง เขตหนิงเต๋อ มณฑลฝูเจี้ยน (ภาพจากแฟ้มข้อมูล)

ชอบอ่านพงศาวดารท้องถิ่น--เส้นทางสี จิ้นผิง(179)

ปี ค.ศ.1988 นายสี จิ้นผิง ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 35 ปี เดินทางมายังเขตหนิงเต๋อเพื่อรับตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิวสต์จีนประจำเขต ไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่ง เขาก็เริ่มลงพื้นที่เพื่อสำรวจข้อมูลประกอบการวิจัยโดยมีนายเฉิน เจิงกวง ผู้ว่าการเขตหนิงเต๋อ ร่วมเดินทางไปด้วย ได้เยี่ยมเยือนทีละอำเภอ ไม่นานก็ได้ไปจนครบทั้ง 9 อำเภอที่อยู่ภายในเขตปกครองของหนิงเต๋อ

ในความทรงจำของนายเฉิน เจิงกวง ระหว่างการสำรวจท้องถิ่นนั้น นอกจากการพูดคุยกับประชาชนแล้ว สิ่งหนึ่งที่นายสี จิ้นผิงชอบมากคือการอ่าน “พงศาวดารอำเภอ” ในท้องถิ่น การอ่านพงศาวดารอำเภอช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น นายสี จิ้นผิงแสดงความสนใจอย่างมากต่อวัฒนธรรมท้องที่ต่างๆใน “หมิ่นตง” หรือภูมิภาคตะวันออกของมณฑลฝูเจี้ยน

เมื่อครั้งเดินทางไปอำเภอโจวหนิง นายสี จิ้นผิงทราบว่าที่นั่นมีลำธารชื่อ “หลี่อี๋ว์ซี” (ลำธารปลาหลีฮื้อ) ซึ่งมีระบบนิเวศทางธรรมชาติที่ดีมาก ลำธารนี้มีตำนานเล่าขานว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อน มีสองหมู่บ้านริมลำธารที่บาดหมางกันและมักเกิดเหตุทะเลาะวิวาทบ่อยครั้ง ทั้งสองฝ่ายกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะวางยาพิษในน้ำ จึงคิดหาวิธีเลี้ยงปลาหลีฮื้อไว้ในลำธาร หากปลาเกิดตาย ก็จะรู้ว่าน้ำมีพิษและไม่ควรดื่มอีกต่อไป เมื่อเวลาผ่านไป ความขัดแย้งก็มลาย ทั้งสองหมู่บ้านกลับมาเป็นมิตรกันอีกครั้ง ส่วนในลำธารมีปลาหลีฮื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจนกลายเป็น “หลี่อี๋ว์ซี”

หลังได้ยินตำนานนี้ นายสี จิ้นผิงกล่าวว่า “หลี่อี๋ว์ซี’มีทั้งวัฒนธรรมและประเพณี สามารถพัฒนาอุตสากรรมการท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ได้”

เมื่อครั้งไปสำรวจข้อมูลประกอบการวิจัยที่อำเภอโซ่วหนิง นายสี จิ้นผิงได้กล่าวถึงบุคคลสำคัญ 2 คน คนแรกคือ นายเฝิง เมิ่งหลง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอโซ่วหนิง และได้เขียนหนังสือชื่อ “โซ่วหนิงไต้จื้อ” นายสี จิ้นผิงชื่นชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ

เขากล่าวว่า “นายเฝิง เมิ่งหลงเป็นคนที่มีคุณูปการ ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า ‘โซ่วหนิงไต้จื้อ’ ซึ่งหมายความว่า ‘พงศาวดารที่รอการบันทึกเพิ่มเติ่ม’ แสดงว่า เขาไม่ได้คิดว่าเขาเขียนจบสมบูรณ์ แต่ตั้งใจเว้นที่ว่างไว้ให้คนรุ่นหลังได้เติมเต็ม ซึ่งถือเป็นแนวคิดของนักปราชญ์ที่มีวิสัยทัศน์และระดับจิตใจที่สูงส่ง”

บุคคลที่สองคือ นายเจียว อี้ว์ลู่ นายสี จิ้นผิงกล่าวว่า “โซ่วหนิงมีสภาพแวดล้อมพื้นฐานที่ค่อนข้างอ่อนแอ ประชาชนยังยากลำบาก ต้องการเจ้าหน้าที่ที่มีจิตวิญญาณแบบเจียว อี้ว์ลู่ มาทำงานอย่างทุ่มเท เพื่อรับใช้ประชาชนอย่างสุดหัวใจ”

นายเฉิน เจิงกวงจำได้ว่า ตลอดเวลากว่าสองปีที่นายสี จิ้นผิงทำงานในหมิ่นตง เขาพูดถึงบุคคลทั้งสองนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นถึงความชื่นชมในคุณธรรมของข้าราชการผู้มีจิตใจเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เมื่อเดินทางมาถึงอำเภอเสียผู่ นายเฉิน เจิงกวงได้นำ “พงศาวดารอำเภอเสียผู่” มามอบให้นายสีจิ้นผิงอ่าน ไม่คิดว่าในคืนนั้นเอง นายสี จิ้นผิงกลับมาหาเขาอีกครั้งและพูดว่า “คุณช่วยหาพงศาวดารของเมืองฝูหนิง (เมืองฝูหนิงเป็นชื่อเรียกเขตปกครองในสมัยราชวงศ์ชิง) ให้ผมสักเล่มได้ไหม?”

นายเฉิน เจิงกวงถึงกับตกตะลึง เพราะพงศาวดารเมืองแบบนี้หาได้ยากมาก ไม่มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป เขาจึงให้คนไปค้นที่ศูนย์วัฒนธรรม และก็พบเล่มหนึ่งจริงๆ

เขาถามนายสี จิ้นผิงด้วยความสงสัยว่า “ท่านเลขาธิการสี เราเหน็ดเหนื่อยมากจากการเดินทางทั้งวันเช่นนี้ ท่านยังจะอดนอนอ่านหนังสืออีก ท่านจะไหวเหรอครับ?”

นายสี จิ้นผิงตอบว่า “สหายเจิงกวง เราสำรวจสถานการณ์และฟังรายงานยังไม่พอ เรายังต้องอ่านประวัติศาสตร์ด้วย ประวัติศาสตร์ของแต่ละอำเภอสะท้อนผ่านพงศาวดารชัดเจนที่สุด ส่วนพงศาวดารของเมืองก็ยิ่งครอบคลุมกว้างขึ้น ทั้งบันทึกบุคคลดีและบุคคลไม่ดี เราอ่านแล้วก็จะรู้ว่าในพื้นที่นี้เคยเกิดอะไรขึ้น และสามารถเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นได้”

หลังได้อ่านพงศาวดารเมืองฝูหนิง นายสี จิ้นผิงก็พูดคุยถึงเนื้อหาในหนังสือกับนายเฉิน เจิงกวง เขากล่าวว่า ในอำเภอเสียผู่มีพื้นที่หนึ่งชื่อ “กวนจิ่งหยาง” ซึ่ง “ได้ชื่อมาจากน้ำพุน้ำจืดที่ผุดขึ้นในทะเล” ประชาชนยังเล่าขานว่า “กวนจิ่งหยาง อาหารครึ่งปี” เพราะพื้นที่นี้อุดมสมบูรณ์ด้วยปลาโครเกอร์สีเหลืองขนาดใหญ่ (Large yellow croaker) ซึ่งทำให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารทะเลสำคัญ การเลี้ยงปลาของชาวบ้านที่นี่ดำเนินไปได้ด้วยดีสามารถช่วยให้มีรายได้เท่ากับราคาข้าวที่ใช้กินได้ถึงครึ่งปี

นายสี จิ้นผิงกล่าวว่า “นี่คือ ทรัพยากรที่สำคัญมากของหมิ่นตง เราต้องปกป้องมันให้ดี พร้อมกับพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลโดยใช้การเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นตัวนำ เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

แปลเรียบเรียงโดย ภาคภาษาไทย ศูนย์เอเชียแอฟริกา สถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน(CMG)

ติดตามตอนก่อนหน้าได้ที่

https://www.jeenthainews.com/cmg/145457_20250611

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...