“ปราสาทพระวิหาร” จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
ศาลโลกชี้ขาด “ปราสาทพระวิหาร” อยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา จุดเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
วันที่ 15 มิ.ย. 2568 ปราสาทพระวิหาร อนุสรณ์สถานศิลปะเขมรโบราณอายุหลายร้อยปี ตั้งอยู่บนสันเขาพนมดงรักบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งระหว่างสองประเทศตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2500 จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) มีคำพิพากษาว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา
🔴ต้นตอข้อพิพาท: เอกราชของกัมพูชา จุดเริ่มต้นของการทวงคืน
หลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2496 สมเด็จนโรดม สีหนุ ทรงสละราชสมบัติและเข้าสู่สนามการเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มเดินหน้าทวงคืนปราสาทพระวิหารจากประเทศไทย โดยอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศสในช่วงที่กัมพูชาเป็นอาณานิคม
ทางการไทยไม่ยอมรับแผนที่ดังกล่าว โดยยืนยันว่าสถานที่ตั้งของปราสาทอยู่ในเขตดินแดนไทย ตามแนวสันปันน้ำของเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งถือเป็นหลักการสากลในการปักปันเขตแดน จนในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2501 กัมพูชาตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยอย่างเป็นทางการ และในปีถัดมา (6 ตุลาคม 2502) สมเด็จนโรดม สีหนุ ได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลโลก
🔴แผนที่คนละฉบับ จุดเริ่มต้นของพื้นที่ทับซ้อน
ปัญหาหลักของกรณีพิพาทนี้เกิดจากการตีความเขตแดนที่ต่างกันของทั้งสองประเทศ โดยแผนที่ที่กัมพูชาใช้อ้างอิงแสดงให้เห็นว่าปราสาทพระวิหารอยู่ในฝั่งของตน ขณะที่ไทยถือว่าแผนที่ดังกล่าวไม่มีผลผูกพัน เนื่องจากขัดต่อหลักการสันปันน้ำซึ่งไทยและฝรั่งเศสเคยตกลงกันไว้ และไทยไม่เคยให้การรับรองแผนที่ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
🔴ทีมกฎหมายไทย-กัมพูชาเผชิญหน้ากันในศาลโลก
รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แต่งตั้ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยต่อสู้คดี พร้อมคณะรวม 13 คน ส่วนฝ่ายกัมพูชาแต่งตั้ง ดีน แอชีสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา และเนติบัณฑิตแห่งศาลสูงสุด เป็นหัวหน้าทีมกฎหมาย พร้อมคณะรวม 9 คน
หลังการพิจารณาคดี ศาลโลกมีมติ 9 ต่อ 3 ว่าตัวปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และมีมติ 7 ต่อ 5 ให้ไทยส่งคืนวัตถุโบราณในพื้นที่ ได้แก่ ประติมากรรม แผ่นศิลา เครื่องปั้นดินเผาโบราณ และซากส่วนปรักหักพังอื่น ๆ กลับคืนแก่กัมพูชา
🔴ไทยประท้วงคำตัดสิน พร้อมสงวนสิทธิ์เรียกร้องในอนาคต
แม้จะเคารพคำพิพากษา รัฐบาลไทยในขณะนั้น โดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ยื่นหนังสือถึงอู ถั่น เลขาธิการสหประชาชาติในขณะนั้น เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน และประกาศสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต
🔴ความขัดแย้งปะทุอีกครั้ง: คำร้องใหม่ในศตวรรษที่ 21
หลายสิบปีผ่านไป คดีปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554 กัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลโลกอีกครั้ง เพื่อขอให้ตีความคำพิพากษาเดิมในปี 2505 โดยอ้างว่าประเทศไทยยังคงมีการปักธงชาติ ทหาร และการบริหารจัดการในพื้นที่รอบปราสาท ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา
ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ศาลโลกมีคำพิพากษาเพิ่มเติมว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศเคารพขอบเขตดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ตัดสินในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนขนาด 4.6 ตารางกิโลเมตร และไม่ได้รับรองว่าแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชามีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ ศาลแนะนำให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันพัฒนาและบริหารจัดการปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลกของยูเนสโก
🔴มรดกโลกท่ามกลางข้อพิพาททางประวัติศาสตร์
แม้จะมีคำพิพากษาอย่างเป็นทางการแล้วหลายครั้ง แต่ปราสาทพระวิหารยังคงเป็นจุดอ่อนไหวในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และเป็นตัวอย่างสำคัญของข้อพิพาทเขตแดนที่เกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และการตีความทางกฎหมายระหว่างประเทศ