โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'อภิสิทธิ์' ชี้ การเมืองไทยยังไม่ถึงทางตัน แต่ไม่ไปไหน

PostToday

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 06.35 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 13.13 น.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมแบ่งปันแนวคิดเกี่ยวกับการเมืองประเทศไทยที่ในปัจจุบันถูกมองว่าถึงทางตัน ผ่านรายการ “Exclusive Talk : ผ่าทางตันประเทศไทย” Chapter Three กับ 3 บก.เครือเนชั่น ประกอบด้วย นายสมชาย มีเสน นายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร และ นายบากบั่น บุญเลิศ เนื่องในโอกาศครบรอบ 55 ปี เนชั่น กรุ๊ป

นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยว่า หากจะบอกว่าถึงทางตันจะต้องเป็นในกรณีที่ระบบไม่มีทางออก เพราะฉะนั้นขณะนี้แม้ว่าจะมีกรณีของศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องของนายก หรือว่าอาจจะมีพรรคการเมืองอีกบางพรรคหรือหลายพรรคที่มีข้อกล่าวหา มีคดีอะไรอยู่ก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ

เรื่องของนายกรัฐมนตรีชัดเจนที่สุด เพราะว่าเราคิดว่าคงจะสามารถตัดสินได้ในอีกเวลาไม่นาน ถ้าตัดสินว่าไม่ผิดมันก็เดินต่อ เพียงแต่ว่าไม่แน่ใจว่าปฏิกิริยาจากมวลชนจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง

"แต่ว่าถ้าสมมุติว่าตัดสินว่าผิดมันก็ไม่ได้ถึงทางตัน ตัดสินก็หาคนใหม่ สภาก็เลือกนายกใหม่"

โดยที่โครงสร้างของรัฐบาลในปัจจุบันผมก็ยังไม่เห็นอาการของพรรคร่วมพรรคไหนที่อยากจะไม่เป็นรัฐบาล เขาก็อยู่กันไป แล้วก็สามารถที่จะเลือกบุคคลในบัญชี และมีบุคคลในบัญชีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดในรัฐบาล ก็คือกรณีของคุณชัยเกษม

ดังนั้นสำหรับผม ผมก็ไม่เรียกว่ามันเป็นทางตัน ถามว่าไปต่อได้ไหม ไปได้ แต่ไปได้ไกลไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาตอนนี้ก็คือบอกว่าปัญหาอื่นๆ มันรุมเร้าจริงๆ

เรื่องหลักที่เราต้องคุยกันคือประเทศถูกรุมเร้าโดยปัจจัยหลายอย่างเฉพาะหน้า ทั้งปัญหาชายแดน ทั้งทรัมป์ แต่ลึกกว่านั้นมันมีปัจจัยเรื่องเทคโนโลยี เรื่องโลกร้อน เรื่องอะไรสารพัด ปัญหาก็คือว่าการเมืองที่จะมาแก้ปัญหาเหล่านี้มันต้องเป็นการเมืองที่เข้มแข็ง ซึ่งปัจจุบันมันไม่มี

ที่บอกว่าผ่าตรงนี้ไปอีกขั้นนึงจะเจอความเชื่อมั่น และโดยโครงสร้างของรัฐบาลในปัจจุบันเนี่ย ก็อยู่ในฐานะที่ลำบากมากที่จะแก้ไขเรื่องใหญ่ๆ ในเชิงโครงสร้างได้ เพียงแต่ว่าในขณะนี้ผมก็หวังว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศจะยอมรับว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือประเทศไม่ควรจะหันไปหารูปแบบการเปลี่ยนแปลงนอกระบบ

พูดง่ายๆ ก็คือว่าถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ก็เหลือสภาชุดนี้อีกประมาณปีกว่าๆ ก็สมมุติว่าเขาไม่ยอมยุบสภาเพราะว่าก็ไม่ค่อยเห็นเหตุผลที่จะยุบสภาเท่าไหร่ เขาก็ต้องประคองไป เราก็เพียงแค่บอกว่า หวังว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนก็ดี พรรคการเมืองก็ดี จะมาตื่นตัวกับเรื่องที่เป็นบัญญัติปัญหาใหญ่ของประเทศ แข่งขันกันในเรื่องแบบนี้

ถ้าเราโชคดีก็จะมีพรรคการเมืองที่สามารถที่จะหาคำตอบ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แล้วก็เข้ามา เพียงแต่ว่าทุกคนก็ยังกังวลอยู่ว่าด้วยกติกาของรัฐธรรมนูญปี 2560 มันก็ยังไม่ง่ายอยู่ดีที่จะไปถึงจุดนั้น แต่อย่างน้อยที่สุดเนี่ยก็ประคับประคองไป แล้วก็ยังไม่ได้ถึงจุดที่บอกว่าจะถึงทางตัน

พิธีกร ถามต่อว่า ดูสัญญาณแล้วมีโอกาสที่จะตันได้มั้ย?

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สมมุติว่า มันก็มีหลายทางที่ตัน แน่ๆ ก็คือว่าเกิดเลือกไปแล้วมีปัญหาอีกหลุดอีก เลือกไปแล้วหลุดอีก หลุดอีกจนไม่เหลือใครให้เลือก หรือไม่สามารถที่จะรวบรวมเสียงข้างมากให้เลือกใครได้ กรณีนั้นด้วยเวลาที่เหลือกับคนที่เหลือก็ต้องหลุดกันถี่พอสมควร

และประเด็นก็คือพรรคประชาชนเนี่ย เขาก็พยายามเสนอทางออกอยู่แล้วว่าในกรณีที่มันมีคนที่ไม่ได้เสียงข้างมากเป็นรัฐบาลทั้งทีก็พร้อมยกมือให้ แต่ให้เป็นรัฐบาลชั่วคราว เพราะฉะนั้นยังไงผมดูแล้วการเดินตามระบบเนี่ยมันเดินได้

พิธีกร ถามต่อว่า ทางนี้ดีไหม ข้อเสนอของประชาชนเห็นด้วยมั้ย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผมไม่ค่อยเข้าใจจังหวะที่นำเสนอ เพราะมันยังไม่เกิดกรณีนี้ และการนำเสนอในขณะนี้ ต้องบอกว่าเราก็เห็นปฏิกิริยาทันทีว่ามันไม่ได้เข้าใจกัน ไม่ได้เข้าใจตรงกัน อย่างพรรคเพื่อไทยก็ปฏิกิริยารุนแรงเลย เพราะนึกว่ากำลังบอกว่าจะไปเลือกคุณอนุทินอะไรทำนองนี้

แต่จริงๆแล้ว พรรคคุณอนุทินกับพรรคประชาชนรวมกันแล้วเนี่ย ก็ไม่พออยู่ดี มันก็ยังไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้น ก็ยังทำให้มีการตอบโต้กันไป กันมาเป็นเรื่องเหมือนกับเล่นเกมการเมืองมากกว่าที่จะมองในเชิงระบบ

"ผมก็พูดกับหลายคนตั้งแต่แรกว่า มาเสนอวันนี้ไม่ใช่จังหวะเวลาที่จะนำเสนอ จริงๆ จังหวะเวลาพอนำเสนอแบบนี้กลับทำให้พรรคเพื่อไทยสบายขึ้น ดูดีขึ้น"

เพราะหากพรรคร่วมคิดที่จะตีตัวออกห่าง พรรคเพื่อไทยมี option ใหม่คือการให้ประชาชนมา เผลอๆ นำไปสู่การจับมือกันระหว่าง 2 พรรคนี้ พรรคเบอร์ 1 กับพรรคเบอร์ 2 แต่ไม่ใช่ความมั่นคงในแง่ที่พรรคประชาชนจะเข้าไปร่วมรัฐบาล และเขาก็ยังมีเงื่อนไขว่า “เลือกตั้งเร็ว”

พิธีกรถามต่อว่า คือพูดง่ายๆ คือดับทางเปรี้ยวของพรรคร่วม? กรณีของการเมืองที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่ายังไม่ถึงทางตันภายใต้กรอบของกติกาของพรรคการเมือง แต่คุณอภิสิทธิ์นำรวมในเรื่องของ ส.ว. ในเรื่องขององค์กรอิสระ นำเรื่องของปัญหาชายแดนที่ขณะนี้กำลังระคายความรู้สึกของประชาชนเข้าไปเป็นองค์ประกอบแล้วหรือยัง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คือเรื่องอื่นๆ มันมีไม่ใช่แค่เรื่องเหล่านี้ เพราะการเมือง 44 ส.ส. ก็ค้างอยู่ มาตรา 144 ค้างอยู่ มันเยอะแยะไปหมด เพียงแต่ว่าผมกำลังบอกว่าในปีกว่าๆ ที่เหลือเนี่ย ถ้ามันสามารถประคับประคองกันให้สภามันอยู่จนครบ

หรือถ้าอะไรดลบันดาลใจให้ตัวนายกใครก็แล้วแต่ในช่วงนั้นยุบสภา เราก็จะไปสู่การเลือกตั้งใหม่ที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคลายหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งนี่ถือว่าคืบหน้าน้อยมาก คือไม่ตันแต่ก็แทบจะเรียกว่าไม่ได้ไปไหน

“เพราะเอาเข้าจริงๆ ถ้าถามผมว่าอยากจะผ่าทางตันให้กับประเทศไม่ผ่าให้ครอบครัว ไม่ผ่าให้พรรค ไม่ผ่าให้ใครทั้งสิ้น เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ากติกาหลายอย่างวันนี้มันมีปัญหา”

เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาจุดยืนเกี่ยวกับเรื่องกติกามันหาจุดพอดีไม่ได้และด้วยความหวาดระแวงที่แต่ละฝ่ายมีต่อกันมันเลยเดินไม่ได้

1. พวกที่เรียกร้องว่าต้องตั้งสสร.โดยเฉพาะพรรคประชาชนก็มาติดเงื่อนไขในเรื่องกฎหมายประชามติ อันนี้คลายไปแล้ว แต่ว่าอย่างน้อยก็ยังต้องทำประชามติอีกหลายครั้ง แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นที่มันเปลี่ยนแปลงไปอาจจะสัก 3-4 ปีที่ผ่านมา ก็คือคนที่เคยสนับสนุนแนวคิดนี้มันลดลง

ถามว่ามันลดลงเพราะอะไร บอกเลยว่าจุดเปลี่ยนจุดหักเหของมันเกิดขึ้นตอนที่คดีคุณเศรษฐา มีการตัดสินเพราะเกิดปรากฏการณ์ที่จะบอกแปลกก็แปลก คือปฏิกิริยาแรกสังคมก็มีความรู้สึกว่า ศาลมาตัดสินเรื่องพวกนี้เหรอเรื่องจริยธรรม ทันทีทันใดก็เกิดกระแสที่ 2 พรรคใหญ่ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล เสนอแก้รัฐธรรมนูญเลย บอกให้เอาเรื่องจริยธรรมออกไป

เกิดอะไรขึ้น กระแสสังคมตีกลับ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การบอกว่า “อย่าให้ศาลมาทำนะ” แต่ก็ไม่ได้อยากให้ยกเรื่องจริยธรรมออกไป ก็เลยทำให้ตอนนี้เกิดความหวาดระแวงว่าไอ้ที่นักการเมืองอยากจะมาแก้รัฐธรรมนูญทั้งหมดเนี่ย เพราะต้องการให้ไม่มีกรอบ ไม่มีข้อเท็จจริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...