โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"โรม" เผย หลังถกแนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แนะ รบ. ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท่อน้ำเลี้ยงอุตสาหกรรมในกัมพูชา

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 08.23 น.

"โรม" เผย หลังถกแนวทางแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แนะ รบ. ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท่อน้ำเลี้ยงอุตสาหกรรมในกัมพูชา พร้อม จี้ “นายกฯ” สั่งการหน่วยงาน นำงบสร้างบังเกอร์ให้ ปชช.ใช้หลบภัย จ่อ ประชุม กมธ.ความมั่นคงอีกครั้ง เตรียมรับมือ ศาลโลก 26มิ.ย.นี้

เวลา 13.30 น. วันที่ 12 มิ.ย.68 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวภายหลังการประชุมปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า วันนี้ได้รับข้อมูลหลายอย่างผ่านการประชุม ซึ่งเป็นการประชุมลับ และได้รับความร่วมมือจาก พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และสายทหาร รวมทั้งกระทรวงมหาดไทย, สำนักข่าวกรอง และ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ความร่วมมือด้วยดี ขาดแต่เพียงกระทรวงการต่างประเทศ แต่ได้ชี้แจงว่าติดภารกิจจึงไม่สามารถเดินทางมาร่วมหารือได้

ทั้งนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการเตรียมความพร้อมในทุกมิติ รวมถึงพูดคุยกันทางเลือกที่เป็นไปได้ในหลายทิศทาง เบื้องต้นในการประชุม กมธ. มีความเห็นพร้อมในยุทธศาสตร์และการดำเนินการ ซึ่ง กมธ.ให้คำแนะนำกับ พลเอกณัฐพล ไปว่า รัฐบาลสมควรเพิ่มการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงอุตสาหกรรมที่ส่งผลเศรษฐกิจต่อประเทศกัมพูชา และยังเป็นการสร้างแต้มต่อที่สำคัญให้กับฝ่ายไทย หากเราดำเนินการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะทำให้มีน้ำหนักในการเจรจามากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมเรื่องศาลโลก เพราะกัมพูชาพยายามยกระดับความขัดแย้งไปสู่การใช้กลไกศาลโลก ซึ่งมีทิศทางที่ชัดเจน / ดังนั้น เราได้เสนอแนะไปว่า ให้มีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมกับเรื่องดังกล่าวในทุกมิติ แม้ประเทศไทยจะไม่ยอมรับในอำนาจการตัดสินของศาลโลกก็ตาม ซึ่งกัมพูชาได้เตรียมความพร้อมมาเป็นระยะเวลานาน เกี่ยวกับการนำพื้นที่พิพาทไทย-กัมพูชา ขึ้นศาลโลก พร้อมกับว่าจ้างการรับรองจากต่างประเทศในการว่าคดีความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ย้ำว่า ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมเช่นเดียวกัน ทั้งด้านกฎหมาย และกลไกต่างๆ ที่เราจำเป็นต้องใช้ในการตั้งรับ และเชิงรุก

ซึ่งตนขอสื่อสารไปยังรัฐบาลว่า เรื่องหลุมหลบภัยหรือบังเกอร์ เนื่องจากปัจจุบันประเทศกัมพูชาได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยกว่าเดิม ในช่วงปี 54 ทำให้ระยะยิงไกลกว่าเดิม แม้ไทยจะมีความเชื่อมั่นในฝ่ายเรา แต่การเตรียมการของประชาชนถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และ กมธ.แนะนำในที่ประชุมไปว่า เรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ส่วนการเจรจา คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในวันที่ 14 มิ.ย.68 นี้ เราไม่มีทางรู้ว่าจะจบจริงหรือไม่ แต่หากจบด้วยอาวุธ ประชาชนจะเดือดร้อนแน่นอน

ฉะนั้นประชาชนที่อยู่ตามชายแดน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน ทำที่ป้องกันหรือหลุมหลบภัย จึงมีความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรี ต้องสั่งการให้นำงบประมาณลงมาช่วยเหลือประชาชน และเร่งสร้างหลุมหลบภัยให้เพียงพอต่อความต้องการและตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง / อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีความเชื่อว่า ความขัดแย้งอาจจะลุกลามบานปลาย จึงต้องมียุทธศาสตร์ที่ละเอียดและวางวิธีอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งคณะ กมธ. จะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และพูดคุยกับรัฐบาลต่อไป และเราพร้อมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลรวมไปถึงการทำงานร่วมกัน นายรังสิมันต์ กล่าว

เผู้มื่อถามว่าทาง กมธ. มั่นคงฯ ได้มีการสอบถามในเรื่องของการประชุมJBC 14 มิ.ย. 68 ว่าจะล่มหรือไม่เพราะว่าทางกัมพูชาจะมีการยื่นร้องต่อศาลโลก นายรังสิมันต์ ระบุว่า ทางกัมพูชาจะไม่เอาเรื่องที่มีความขัดแย้งอย่างทั้ง 3 ปราสาท และพื้นที่ช่องบกมาพูดคุย แต่ทางประเทศไทย คิดว่าอย่างไรก็ต้องคุยไม่เช่นนั้นจะหาทางออกไม่ได้ เราก็ต้องใช้กลไกทวิภาคีให้เกิดประโยชน์สูงสุดและจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย การไปสู่ศาลโลกสุดท้ายเราก็มีบทเรียนในเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ว่าไม่จบจริงและจะทำให้ความขัดแย้งขยายตัว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องใช้กลไกทวิภาคีและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ

หากทางกัมพูชาไม่ใช้กลไกทวิภาคีแบบนี้สุดท้ายกัมพูชาจะตกเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องพูดคุยเฉพาะแค่ 3 ประสาทในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายจุดเพื่อนำไปสู่การทำให้ไม่มีโอกาสที่จะเกิดการขัดกันทางอาวุธหรือลดโอกาสขัดกันทางอาวุธออกไปให้ได้มากที่สุดซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องทำ

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชามีการเสริมกำลังค่อนข้างมาก วันนี้เราต้องชื่นชมพลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาค 2 ว่ามีส่วนสำคัญในการพูดคุยและทำให้บรรยากาศที่ร้อนแรงลดลงไป แต่ต้องยอมรับว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะในการลดความร้อนแรง และเงื่อนไขทางทหารไม่ใช่ทุกอย่าง สิ่งสำคัญวันนี้คือกัมพูชาต้องการยกระดับไปสู่ศาลโลก แล้วคิดว่าสามารถใช้กลไกนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย้ำว่าประเทศไทยต้องทำงานแบบทวิภาคีต้องวางไพ่ในแต่ละใบให้ได้มากที่สุด ตนไม่สามารถพูดได้ทั้งหมดแต่คิดว่าวันนี้ต้องช่วยกันสนับสนุน โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติหน้างานและฝ่ายนโยบายที่ทำให้เกิดความเป็นเอกภาพและแก้ไขปัญหาวิกฤตนี้ให้ได้

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในวันที่ 26 มิ.ย.68 ทาง กมธ.จะมีการประชุมเรื่องนี้ต่อ ในส่วนของการเตรียมการเรื่องศาลโลก เราต้องเตรียมการ ต้องทำให้เกิดความรอบคอบมากที่สุดทางกรรมาธิการจะประชุมเรื่องนี้ต่อไป และอาจจะมีการหารือต่อไปว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมในการพูดคุยและนำไปสู่การเจรจาอย่างทวิภาคีจริง ๆ และยังต้องติดตามเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย และแน่นอนว่าจะมีการเชิญกระทรวงต่างประเทศ รวมถึงนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายระหว่างประเทศมาร่วมประชุม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...