โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท.กำกับเช่าซื้อลิสซิ่งทั้งรถยนต์ -มอไซด์ครอบคลุม 3,000แห่ง เร่งออกเกณฑ์กำกับ 3ธ.ค.68

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 22.50 น.

นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Media briefing เรื่อง การกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตาม "พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดให้การประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2568" หรือ พ.ร.ฎ. เช่าซื้อลีสซิ่งฯ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับ 2ธ.ค.2568 หรือ 180วันหลังประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5มิ.ย.2568

ภายใต้พ.ร.ฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งฯฉบับนี้จะต่างจากธุรกิจอื่น คือ ผู้ประกอบการเช่าซื้อและลีสซิ่งที่อยู่ภายใต้พ.ร.ฎ.ฉบับนี้จะเป็นระบบรายงานตัวโดยไม่ต้องขออนุญาตแต่จะเป็นระบบรายงานตัว เนื่องจากที่ผ่านมาธปท.ยังไม่ได้กำกับจึงต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ประกอบการเข้ามาลงทะเบียนโดยทำโฟกัสกรุ๊ป (เพื่อเริ่มเห็นว่ามีเกณฑ์ใดที่ต้องปรับหรือออกประกาศบ้าง) สำหรับใช้ประกอบในการทำนโยบายและกำกับดูแล

เมื่อธปท.ออกกฎเกณฑ์มาจะมีสิ่งที่ต้องปฎิบัติตาม บางเรื่องธปท.จะบังคับใช้ทันที แต่บางเรื่องจะค่อยๆทยอยบังคับใช้เป็นเฟส เช่น การรายงานข้อมูลจะมีผลตั้งแต่เดือนธ.ค.2568แต่จุดแรกรายงานข้อมูลอาจจะเป็นปี 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบการเตรียมระบบ/ข้อมูล (จะมีข้อมูลเบื้องต้นก่อน ตอนมารายงานตัว แต่ระหว่างนั้นผู้ประกอบการสามารถจัดทำระบบข้อมูลของตัวเองเพื่อจะรายงานได้อย่างถูกต้อง

นางสาวพีรจิตกล่าวว่า เมื่อพรฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งฯมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการที่จะอยู่ภายใต้กำกับมีประมาณ 3,000แห่ง(บวกลบ) โดยทั้งรายใหญ่รายเล็กทุกคนต้องเข้ามารายงานข้อมูลกับธปท. ไม่ยกเว้น

กรณีไม่ได้เข้ามาลงทะเบียนภายในกำหนดจะมีบทลงโทษปรับด้วย ซึ่งรายที่ไม่เข้ามารายงานตัวทางธปท.จะทำหนังสือแจ้งให้เข้ามารายงานตัว กรณีไม่ได้ประกอบธุรกิจแล้วก็ให้แจ้งกลับมายังะปท.

โดยผู้ประกอบการ 3,000ราย(เป็นข้อมูลที่ได้จากกรมพัฒนาธุรกิจกระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อฯ เป็นรายใหญ่กับรายกลางราว 100ราย พอร์ตสินเชื่อต่อราย 1,000ล้านบาทมีประมาณ 60ราย, พอร์ต 100-1,000ล้านบาทมีประมาณ 150ราย และพอร์ตต่ำกว่า 100ล้านบาท

“ตอนนี้เรายังออกกฎเกณฑ์ไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลเพราะเขาไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับ ข้อมูลที่ได้เราได้จากกรมพัฒนาธุรกิจและSurvey จากบริษัทใหญ่ แต่พอผู้ประกอบการเข้ามารายงานข้อมูลในระบบแล้วจะทำให้มีข้อมูลที่ดีขึ้น จะทำให้นโยบายธปท.ตอบโจทย์มากขึ้น”

สำหรับแนวทางในการกำกับของธปท.จะทำตามหลักการได้สัดส่วน(Proportionality) ถ้าบริษัทรายใหญ่เรื่องการตรวจสอบจะเข้มข้น เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะกระทบลูกค้าจำนวนมาก ส่วนรายเล็กจะใช้เทคโนโลยี่ในการกำกับตรวจสอบ/สุ่มตรวจว่า บริษัทปฎิบัติตามเกณฑ์หรือไม่ หรือโฆษณาถูกต้อง??หรือมีเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคมากหรือน้อย ถ้าธปท.เห็นสัญญาณว่ามีปัญหาตรงไหนจะเข้าไปตรวจ

“ แผนงานสั้นๆ เพื่อให้กฎเกณฑ์ออกมาได้ในวันที่พ.ร.ฎ.มีผลบังคับใช้ 2ธ.ค.2568 โดยเดือนหน้าธปท.จะเริ่มทำโฟกัสกรุ๊ปกับผู้ประกอบการเพื่อรับทราบปัญหาหรือรับทราบข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น หรือความเห็นในการกำกับดูแลในอนาคต และกระบวนการทำนโยบายของธปท. ทั้งออกร่างเกณฑ์ ทำเฮียร์ริ่งเข้าคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน เป็นกระบวนการทำงานปกติ และประกาศกฎเกณฑ์ในวันที่ 3ธ.ค. 2568

สิ่งที่อยากเน้นย้ำกับผู้ประกอบการในรอบนี้อยากให้ติดตามข่าวสารของธปท. ขอให้ผู้ประกอบการทยอยเข้ามารายงานตัว โดยธปท.จะเปิดให้รายงานตัวประมาณ 6เดือน เฉลี่ย 500แห่งต่อวันจากผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายที่ประมาณ 3,000รายซึ่งน่าจะเริ่มเปิดระบบให้รายงานตัวในช่วงเดือนก.ย.(สิ้นสุดระยะเวลาการรายงานตัวไตรมาส1ปี2569)”

นางสาวพีรจิตกล่าวเพิ่มเติมในแง่การกำกับดูแลภายใต้พ.ร.ฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งฯ โดยระบุว่า มี 2วัตถุประสงค์ คือ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่เป็นธรรม ไม่ว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ย เรื่องค่าธรรมเนียม การปรับโครงสร้างหนี้ และการรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน(Macro prudential ) หรือดูแลเรื่องหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย

ในแง่ประโยชน์จากการกำกับดูแลของธปท.ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น สำหรับลูกค้า/ผู้ใช้บริการจะมีการคุ้มครองไม่ว่าการคิดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกัน เป็นธรรมและโปร่งใส นอกจากนี้ข้อมูลต่างๆมีความชัดเจนซึ่งลูกค้าสามารถเปรียบเทียบและเลือกใช้บริการจากผู้ประกอบการที่ให้สิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าและ

ในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจนั้นจะมี 2ส่วนได้แก่ 1.การยกระดับมาตรฐานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชนด้วยและ2.ทุกคนจะเข้ามาอยู่ภายใต้กำกับเดียวกันและมีการปฎิบัติที่เท่าเทียมกัน โดยสามารถมองเห็นข้อมูลและสามารถดูแลเสถียรภาพระบบการเงินได้ดีมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามขอบเขตของพ.ร.ฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งฯ กำกับนิติบุคคลทุกชนิดที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อและลิสซิ่ง ยกเว้นผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.สถาบันการเงิน อยู่แล้ว เช่น ธนาคารพาณิชย์ กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหรือ SFIs และสหกรณ์แท็กซี่

-ประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ (ดูภาพประกอบขอบเขตกำกับ)

ทั้งนี้ รถแทรกเตอร์ รถบด รถพ่วงไม่อยู่ภายใต้พ.ร.ฎ.เช่าซื้อลีสซิ่งฉบับนี้

วิธีการกำกับของธปท.คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ กรณีต้องขออนุญาต /มีการเปลี่ยนแปลงหรือขอผ่อนผัน ที่ต้องแจ้งธปท.เพื่อเข้าไปตรวจสอบและสั่งให้ดำเนินการแก้ไข สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องหลักเกณฑ์ว่าธปท.จะกำหนดหลักเกณฑ์กำกับ

ซึ่งพ.ร.ฎกำหนดหน้าที่ ขอบเขตของธปท.ค่อนข้างชัดเจน ทั้งเรื่องอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม การกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องปิดเผยข้อมูล และการกำหนดหลักเกณฑ์ในแง่ของความคุ้มครองเช่น การให้สินเชื่ออย่างเป็นธรรม การคุ้มครองผู้บริโภคทั้งการให้บริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม(Market Conduct) และการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม(RL)

ต่อข้อถามภายใต้กำกับดูแลของธปท.กังวลว่าสินเชื่อในอนาคตจะหดตัวนั้น นางสาวพีรจิตกล่าวว่า สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำ ธปท.กำกับธุรกิจนั้น ธปท.ดูความเหมาะสม ความเป็นไปได้ คือ เป็นการรักษาสมดุลของทุกส่วน ทั้งเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ การคุ้มครองผู้บริโภคและการอยู่รอดของผู้ประกอบธุรกิจด้วย เพราะเชื่อว่ายังมีความต้องการรถรยนต์ และรถจักรยานยนต์ ถ้าทำกฎเกณฑ์ให้ธุรกิจอยู่ไม่ได้ก็จะกระทบประชาชนในที่สุด

เพราะฉะนั้นนโยบายของธปท.จะดูความสมดุลทั้งลูกค้าทั้งผู้ประกอบการ ถามว่าสินเชื่อจะลดลงหรือไม่นั้น ถ้าลูกค้ามีคุณสมบัติเพียงพอสามารถชำระคืนหนี้ได้คงไม่เกิดเหตุการณ์สินเชื่อหดตัว เรากำลังพูดถึงลูกหนี้มีสินเชื่อและชำระสินเชื่อคืนได้ การมียอดขายเยอะแต่ถูกยึดรถเยอะไม่น่าจะเป็นสิ่งดี

สิ่งที่ธปท.กำกับดูแลคือทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าลูกค้าได้รับการดูแลและการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบดูความเหมาะสมให้ลูกหนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่เป้าหมายของธปท.อยากเห็นหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเกินไปค่อยๆลดลง อาจเป็นไปได้ที่จะเห็นสินเชื่อลดลง

ต่อข้อถามถึงบทบาทในการกำกับดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยนั้น นางสาวพีรจิตกล่าวว่า บทบาทในการกำกับต้องไปเคลียร์กับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ต้องไม่ทับซ้อนกัน ซึ่งเรื่องเพดานอัตราดอกเบี้ยนั้น สคบ.ออกประกาศเมื่อเดือนต.ค.2565 โดยจะมีการทบทวนทุก 3ปี

คือ จะครบกำหนด 3ปีในเดือนต.ค.2568นี้ ซึ่งในที่สุดเรื่องอัตราดอกเบี้ยน่าจะมาอยู่ภายใต้กำกับของทางธปท. แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และไม่ส่สามารถตอบได้ว่าจะ “คง”หรือ “เปลี่ยนแปลง” โดยต้องพูดคุยกับผู้ประกอบการที่จะให้ข้อมูลกับธปท.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...