โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับอภินันท์ ธรรมเสนา เมื่อการทำความเข้าใจใน ‘พื้นที่จิตวิญญาณ’ คือหนทางการทลายอคติต่อคนชาติพันธุ์

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 12.43 น.
ภาพไฮไลต์

ภาพ: จิตติมา หลักบุญ

ครั้งสุดท้ายที่คุณพูดถึง ‘คนชาติพันธุ์’ คุณนึกถึงอะไรบ้าง?

หลายคนอาจนึกถึงภาพจำเก่าๆ เช่น คนที่พูดไทยไม่ชัด คนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ หรือคนที่ ‘ไม่ใช่คนไทยแบบเราๆ’ ภาพจำเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ถูกหล่อหลอมผ่านระบบการศึกษา สื่อ และนโยบายของรัฐมายาวนาน จนกลายเป็นอคติที่ฝังลึกในใจใครหลายคน

อีกด้านหนึ่งของเรื่องเล่า มีทั้งความรู้ ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเข้าใจโลกแบบที่สังคมกระแสหลักไม่ได้ยิน หรือบางครั้งก็อาจไม่ค่อยรับฟัง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ดินผ่านไร่หมุนเวียน การใช้ฝายชะลอน้ำแบบพื้นถิ่น หรือแม้แต่ความเชื่อที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับจิตวิญญาณอย่างแนบแน่น

บทสนทนากับ อภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร จะพาเรามองลึกเข้าไปถึงรากเหง้าเบ้าหลอมของอคติต่อคนชาติพันธุ์ และแนวคิดเรื่อง ‘พื้นที่จิตวิญญาณ’ ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในความเข้าใจแบบไทยๆ แต่คือโครงข่ายของชีวิต วัฒนธรรม และการดำรงอยู่ของผู้คน ที่ควรได้รับการรับฟังและคุ้มครองในฐานะพลเมืองเช่นเดียวกับทุกคนในสังคม

เพราะการทำความเข้าใจ ‘พื้นที่จิตวิญญาณ’ อาจไม่ใช่เพียงการเข้าใจชาติพันธุ์ แต่คือการเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันในโลกที่หลากหลายนี้อย่างเคารพกันได้อย่างไร

ภาพรวมของสถานการณ์คนชาติพันธุ์ในไทยวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนี้สถานการณ์ที่คนชาติพันธุ์เจอ เขาจะเจออยู่ประมาณ 3 เรื่องหลักๆ เรื่องแรกเป็นรากฐานของปัญหามากมาย ก็คือเขากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าอคติทางวัฒนธรรมที่มีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ผมหมายความว่าสังคมไทยได้ไปสร้างภาพจำเกี่ยวกับชาติพันธุ์ในแง่ลบไว้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เลยทำให้ชาติพันธุ์เขาเจอปัญหาอื่นๆ ตามมา

เรื่องที่ 2 ต่อเนื่องกันมา คือเขาถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นพวกค้ายาเสพติด ทำลายทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ เป็นผลตามมาให้คนชาติพันธ์ุบางส่วนที่เป็นคนไร้สัญชาติ พิสูจน์สิทธิความเป็นชาติพันธุ์ยากกว่าคนอื่นๆ เพราะ mindset ของสังคมที่มองว่าชาติพันธุ์ไม่ใช่คนไทยมองว่าพวกเป็นผู้บุกรุกมาตลอด

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องใหญ่ที่น่าจะได้ยินกันบ่อยๆ คือเรื่องที่ดินและการดูถูกเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อ ซึ่งเรื่องที่ดินจะเจอกับกลุ่มที่อยู่บนพื้นที่สูง อย่างที่รู้กันว่าโดนประกาศพื้นที่อนุรักษ์ทับพื้นที่ของเขา เนื่องจากเราไม่ได้มองเขาอยู่ในสายตาตั้งแต่แรก เพราะเราคิดว่าเขาไม่ใช่คนไทย เขาไม่ใช่คนที่รัฐจะต้องดูแล

นี่คือสถานการณ์ที่ชาติพันธุ์เจออยู่ พอเจอแบบนี้ก็จะกระทบเรื่องสิทธิอื่นๆ ตามมา เช่น สิทธิในแง่วัฒนธรรม ความเชื่อ หรือประเพณีบางอย่างที่ไม่สามารถกระทำได้ ในกรณีกะเหรี่ยง วิถีวัฒนธรรมอย่างการทำไร่หมุนเวียนก็ทำได้ยากขึ้น จะโดนกีดกันสารพัด รัฐบังคับให้เขาปรับอย่างเดียวโดยไม่ได้สนใจเงื่อนไขเขาแม้แต่น้อย

ต้องบอกก่อนว่าชาติพันธุ์เขาก็ไม่ได้สยบยอมนะ เขายังต่อสู้พลิกเอามิติเชิงวัฒนธรรมขึ้นมาแสดงให้เห็นว่าเขาก็มีความสามารถ เอามรดกวัฒนธรรมของเขานี่แหละมาพัฒนาต่อยอด เช่น ทอผ้า ทำอาหาร หรือทำเสื่อจักสาน และอะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้ อันนี้ก็เป็นวิธีการต่อสู้ของเขา

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่บริบทสังคมไทยกำลังก้าวไปข้างหน้า เราต่างคนต่างคิดว่าสังคมไทยพัฒนาแบบก้าวกระโดด เราเคยพูดกันว่าความเป็นชาตินิยมจะลดลง แต่ไม่เลย มันกลับเข้มข้นขึ้นจนน่ากลัว

อย่างสถานการณ์เรื่องไทย-กัมพูชาตอนนี้ เข้มข้นจนเห็นเลยว่าโครงสร้างความคิดของสังคมไทย ยังอยู่ภายใต้ชุดเดิมมาตลอด ไม่ได้ขยับไปไหนเลย ยังมีโครงสร้างทางความคิดที่แบ่งเขาแบ่งเราอยู่ ทำให้คนกลุ่มเล็กๆ น้อยๆ ถูกกดทับไปเรื่อยๆ ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาที่ผมมองว่าถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ถึงจุดหนึ่งเขาก็จะทิ้งความเป็นชาติพันธุ์ไป แล้วก็สยบยอม ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มเห็นบางแล้ว มันน่ากลัวนะ

คนเมืองหรือว่าคนไทยส่วนใหญ่มองวิธีการอนุรักษ์แบบไม่รวมมนุษย์อยู่ในนั้นตั้งแต่แรก อาจารย์คิดว่ามันมาจากเรื่องอคติด้วยหรือเปล่า

ใช่เลย จริงๆ เราต้องอธิบายก่อนว่าแนวคิดอนุรักษ์ป่าแบบทุกวันนี้เป็น mindset สมัยที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 (ปี 2504-2509) เราไปเอาแนวทางของตะวันตกมาทั้งหมด เมื่อก่อนป่าก็คือป่า ก็อยู่กันไป ใช้กันไป

ตอนที่เริ่มเข้าสู่สังคมแบบรัฐสมัยใหม่ตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่นั้นมาคอนเซปต์เรื่องป่าถูกเปลี่ยนไปกลายเป็นทรัพยากรที่รัฐต้องเข้าไปจัดการ รัฐดึงป่าไม้เข้ามาเป็นทรัพยากรส่วนกลาง แล้วก็ใช้สอยมาเรื่อยๆ จนมาถึงประมาณช่วงปี 2500 มารู้สึกได้ว่าป่าเริ่มไม่มีแล้ว จึงเริ่มมีแนวคิดเรื่องการอนุรักษ์ แต่เราไปเอาวิธีคิดจากสายตะวันตกมา 100% ทำให้ตรงนี้ถูกมองว่าป่าต้องไม่มีคนอยู่

อีกอย่าง ภายใต้การปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ยุค 2500 จนถึงตอนนี้ เราใช้ชุดคำเดิมมาตลอด คือ ‘ต้องอนุรักษ์ป่า’ ซึ่งไม่เคยถูกขยายความว่าอนุรักษ์แบบไหน เราโตมากับความคิดแบบนี้ โดยที่ไม่เคยคิดว่าที่มองเห็นเขียวๆ ไม่ใช่ป่าอย่างเดียว ตรงนั้นมีบ้านด้วย ตรงนั้นมีที่ทำกินด้วย เราไม่มี mindset นี้ เรามองทุกอย่างเป็นป่าด้วยความหมายว่าป่าก็คือป่าที่ไม่มีคน มีแต่สัตว์ป่ากับต้นไม้

วันหนึ่งถ้าเราเห็นคน 1 คนไปหาเห็ดในป่า เท่ากับไอ้พวกนี้บุกรุก แต่ถ้าเรามองจริงๆ คุณกินเห็ดอันนี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ เขาก็เก็บมาจากที่เดียวกัน แต่ทำไมวันนี้บอกว่าการกินเห็ดมันผิด เก็บเห็ดก็ไม่ได้ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ต้องจับ

เพราะฉะนั้น คนเมืองจึงมักจะบอกว่าเราอนุรักษ์ป่าเพื่อให้ป่ายั่งยืนสมบูรณ์ และที่สำคัญคือให้มีอากาศบริสุทธิ์ ได้พักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางที่เรียกตัวเองว่าเลือดไทย 100% ก็คือพวกที่จะรู้สึกตื่นเต้นเวลาเราไปเที่ยวป่าแล้วได้สูดอากาศบริสุทธิ์ และจะเป็นนักอนุรักษ์ขึ้นมาทันที แต่หารู้ไม่ว่าแค่คุณเดินเหยียบไปในป่าระบบนิเวศก็เปลี่ยนแล้ว

แปลว่าความรู้สึกแบ่งแยกว่าเราเป็นคนไทย เขาไม่ใช่คนไทย มันเดินไปพร้อมกันกับการหวงแหนธรรมชาติแบบคนเมือง?

เอาง่ายๆ พอเกิดเหตุการณ์อย่างชายแดนไทย-กัมพูชาตอนนี้ แล้วสังเกตไหมคนที่เชียร์ๆ ให้รบ ให้สู้อยู่นอกชายแดน อยู่ในกรุงเทพฯ กันทั้งนั้น ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับเขาหรอก เราถูกสร้างความเป็นชาติด้วยความรู้สึกว่าต้องมีเรา ต้องมีเขา และเขาที่ว่าต้องเป็นศัตรูเราด้วย เพื่อจะทำให้คนในชาติมีความเข้มแข็งมากขึ้น

สำหรับผมนะ สิ่งนี้เป็นกระบวนการที่ทำให้เห็นว่าชาติอ่อนแอ ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง จะต้องสร้างวิธีการให้คนรักชาติ ต้องกำกับให้เป็นศัตรูหมดเลย แต่ถ้าชาติที่เข้มแข็งมักจะยอมรับความหลากหลายได้

หมายความว่าต่อให้คุณเป็นคนไทย แม้จะมีพม่า มีกัมพูชา มีชาติพันธุ์ คุณมีความเข้มแข็งในความเป็นไทย คุณไม่ต้องกลัวหรอกว่าใครจะไปแบ่งแยกอะไร แต่ชาติที่ไม่มีความมั่นคงหรือรู้สึกไม่มั่นคงจะต้องผลักให้คนอื่นเป็นศัตรูไปหมด ไม่ยอมรับความหลากหลายหรอก เพราะมองว่าความหลากหลายจะมาทำลายความมั่นคงของตัวเอง

พี่น้องชาติพันธุ์ปรับตัวมากขึ้นนะทุกวันนี้ เขาเอามิติเชิงศักยภาพมาแสดงให้เห็น หลายหมู่บ้านเขาจัดการป่าได้ดีขึ้น เขาทำป่าให้เรียบร้อยขึ้น เขามีแนวจัดการไฟที่ดีขึ้น เขาก็พยายามต่อสู้และปรับตัวทุกรูปแบบ

เขาเชื่อในความคิดหรือวิธีการของเขา เขาไม่กลัวว่าใครจะว่ายังไง เขายังทำอยู่อย่างนั้น แล้วผมมองว่านี่อาจจะกลายเป็นความเข้มแข็งรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้เราเห็นว่าคนกลุ่มนี้ต่อให้โดนกระแสยังไงก็ตามเขายังยืนหยัดอยู่ได้เสมอ

อาจารย์คิดว่าอะไรคือรากเหง้าของอคติและความเข้าใจผิดที่สังคมไทยมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์

ส่วนตัวผมคิดว่ามาจากฐานประวัติศาสตร์ ยุคเริ่มต้นของการสร้างความรู้สึกนี้อย่างที่บอกไปว่าคือยุคเริ่มต้นของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ที่ต้องมีเขตแดนชัดเจน พอมีการตีเส้นขอบเขตก็เริ่มแบ่งเขาแบ่งเรา มีเช็กลิสต์ว่าถ้าจะเป็นคนไทย ต้องพูดไทยได้ ต้องแต่งชุดแบบไทย ต้องนับถือศาสนาพุทธ จะมีแพทเทิร์นบางอย่างที่กำหนดมาว่าความเป็นไทยคืออะไร

พอเราประกอบสร้างอะไรแบบนี้ คนที่อยู่ในรัฐไทยถ้าไม่พูดไทยเราก็ปัดให้พวกนี้ไม่ใช่คนไทย ทั้งที่เขาอยู่ในแนวเขตแดนมาตั้งนานแล้ว อย่างกะเหรี่ยงที่อยู่แถวกาญจนบุรี กะเหรี่ยงที่อยู่ทางภาคเหนือก็อยู่ในขอบเขตประเทศไทยมาตลอด แต่เผอิญพูดไทยไม่ได้ และดันไปแต่งตัวเหมือนคนในพม่าแม้จะอยู่ในเขตแดนเราแล้ว ก็ถูกมองว่าไอ้พวกนี้เป็นพวกบุกรุก

อีกเรื่องคือ สังคมไทยมักจะมองคนที่อยู่รอบบ้านเราต่ำกว่าเราทั้งหมด เพราะความเป็นชาตินิยมมันสร้างว่าไทยต้องเหนือกว่าคนอื่น ไทยเราต้องดีกว่าคนอื่น

ขณะเดียวกันรัฐเราตอนที่ก่อสร้างเป็นรัฐสมัยใหม่ เราเผชิญกับแรงปะทะจากโลกตะวันตกซึ่งมีอิทธิพลเหนือกว่าเรา เราจะมองเขาอย่างเป็นศัตรู แต่ก็จะมองแบบชื่นชมไปด้วยเช่นกัน

เราต่างเชิดชูความรู้แบบตะวันตกมากกว่าความรู้ท้องถิ่น ก็เลยมองว่าคนท้องถิ่นเป็นพวกที่ล้าหลัง เป็นภาพจำนี้มาตลอด เพราะฉะนั้นถามว่าอคติพวกนี้เกิดจากไหน ก็เกิดมาจากประวัติศาสตร์แบบนี้แหละ ค่อยๆ สร้างมาเรื่อยๆ

ในตำราเรียนก็เขียนเอาไว้ว่าชาวเขาเผาป่า ระบบการศึกษาชาติ 100 กว่าปีจนถึงปัจจุบันวิธีคิดยังชุดเดิมอยู่เลย พัฒนาการที่ผ่านมามันตั้งอยู่บนฐานคิดมองเขาเป็นอคติมาตลอด มองด้วยภาพจำที่ลบมาตลอดไม่เคยเปลี่ยน

ถามแบบซื่อๆ จากที่อาจารย์ผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ และได้เจอคนหลายกลุ่ม คิดว่าคนไทยคิดยังไงกับคนชาติพันธุ์

ถ้าถามผมด้วยประโยคนี้ว่าคนไทยคิดอะไรกับชาติพันธุ์ ผมยังคิดว่าคนอยู่ภายใต้วาทกรรมชุดเดิม คือมองว่าเขาไม่ใช่คนไทย

ทุกครั้งที่พูดเรื่อง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ จะมีคำถามที่ว่า “มีกฎหมายฉบับนี้เพื่ออะไร” “ทำไมต้องช่วยคนที่ไม่ใช่คนไทย” ผมโดนเรียกคุยหลังบ้านว่า “พี่ทำกฎหมายอะไร กฎหมายแบบนี้มีไปทำไม มันไม่ได้ พี่ไปช่วยทำไมคนชาติพันธุ์ เขาไม่ใช่คนไทยสักหน่อย ถ้าทำกฎหมายนี้จะทำให้พวกนี้ทำลายป่านะ”

ยิ่งเวลาเสนอเรื่องพื้นที่คุ้มครอง ก็จะมีเสียงมาประมาณว่า “อุ๊ย…ทำไมไปให้ที่ไอ้พวกนี้ คนไทยจะหาที่สัก 1 ตารางวายังยากเลย ชาติพันธุ์เป็นใครก็ไม่รู้ จะมามีที่อยู่ในป่าเป็นพันๆ ไร่ได้ยังไง”

คิดเห็นอย่างไรเวลาที่คนในสังคมเมืองมักจะตั้งคำถามว่า พวกเขาจะได้อะไรจากการมี พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

เราควรมองเห็นคุณค่าของความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้หรือวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ ว่ามีคุณูปการกับประเทศนี้ เช่น ถ้าเรายอมรับกันสักทีว่าการทำไร่หมุนเวียนช่วยอนุรักษ์ป่า หรือวิธีการทำเหมืองฝายแบบคนล้านนาช่วยชะลอการพังทลายหน้าดินได้

ความรู้พวกนี้กระจัดกระจายเต็มไปหมด คุณทิ้งไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะไม่เหลืออะไรเลย ต้นทุนทางความรู้ของสังคมไทยมันก็จะหายไป

บังเอิญว่าคนไทยไม่ได้คิดว่าของพวกนี้เป็นของที่มีคุณค่า เป็นของที่มีราคา เป็นของที่มีความหมายต่อสังคม เราก็เลยมองว่ากฎหมายนี้ไม่เกี่ยวกับคนทั่วไป แต่จริงๆ มันเกี่ยวในแง่ที่ว่าถ้าคุณสามารถทำให้คนชาติพันธุ์เขามีพื้นที่ทางวัฒนธรรม สามารถรักษาระบบความคิด ความเชื่อ หรือระบบความรู้ของเขาไว้ได้ เราจะมีความรู้จำนวนมากในการจัดการบ้านเรา

ถ้าเรายังคิดภายใต้แพทเทิร์นแบบเดิม ภายใต้กรอบคิดแบบเดิม สุดท้ายก็จะมองว่ากฎหมายนี้ไม่เป็นประโยชน์กับคนอื่นนอกจากชาติพันธุ์ด้วยกันเอง

ผมเชื่อว่ามันคือการเตรียมความพร้อมสังคมไทยอีก 100 ปีข้างหน้า อีก 1,000 ปีข้างหน้า คุณเจอแน่การปะทะจากความหลากหลาย คุณจะรับมันได้ยังไง คุณจะสร้างความเข้าอกเข้าใจคนได้ยังไง

ปัญหาหรือว่าคำถามที่เจอมักโยงกลับไปที่เรื่องเดิมคือเรื่องการมีอคติตั้งต้นมาตั้งแต่แรกอาจารย์มองว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการทลายอคติเหล่านี้

ผมคิดว่าความไม่รู้มันกลายเป็นความเชื่อว่า สิ่งที่ไม่รู้นั้นคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เราไม่เคยรู้ว่าชาติพันธุ์คืออะไร เราไม่รู้ว่าชาติพันธุ์คือคนไทย จนกลายเป็นความเชื่อด้านอคติที่คุณต่างคิดว่ามันถูกต้องแล้ว

แต่การจะแก้ไขก็ยาก เหมือนกับว่าเขาใส่แว่นด้วยกรอบคิด หรือด้วยเลนส์แบบหนึ่ง สีเลนส์แบบหนึ่ง แล้วเราจะไปเปลี่ยนแว่นเขา บอกเขาว่าถอดแว่นออกได้แล้ว และไปใส่อีกแว่นหนึ่งซะ ซึ่งไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ผมเลยคิดว่าความท้าทายของงานนี้อยู่ที่ 3 เรื่อง เรื่องที่ 1 เราจะให้ความรู้สังคมยังไง อาจจะต้องคิดเรื่องการสร้างคุณค่าในสังคมไทยใหม่ เราไม่เคยสร้างระบบคุณค่าใหม่ ซึ่งผมคิดว่าต้องมีเรื่องการศึกษา เรื่องนโยบายของรัฐที่มาส่งเสริมอีกทีด้วย ซึ่งเปลี่ยนยากนะระบบคุณค่าอะไรพวกนี้ เหมือนเป็นแกนกลางของวิธีคิดสังคมไทย ถ้าภาษาแบบวิชาการบ้างเรียกว่าคือการทำให้จักรวาลวิทยาของสังคมไทยมันเปลี่ยน

อีกส่วนหนึ่งสื่อก็ต้องช่วยด้วยเหมือนกัน สื่อควรเผยแพร่เรื่องนี้ให้มากขึ้น ซึ่งสื่อเคยสำเร็จมาแล้วกับการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง gender

เรื่องที่ 2 คือความท้าทายทางวิชาการ เหล่านักวิชาการเองจะต้องสร้างองค์ความรู้มารับมือและทลายอคติ การศึกษาเรื่องนี้ยังน้อย องค์ความรู้เรื่องนี้ก็น้อย ส่วนมากพากันพูดเรื่องประเพณีวัฒนธรรม แต่ไม่ได้คิดถึงในเชิงปัญหาของสังคมไทยต่อชาติพันธุ์เลย คืองานวิชาการก็ไม่ได้มีความเข้มข้นมากพอที่จะไปเป็นจุดคานงัด

เรื่องที่ 3 สำคัญมาก ที่ผ่านมามีความท้าทายที่ว่า แม้แต่คนชาติพันธุ์เขายังไม่เห็นคุณค่าในตัวเขาเองเลย แล้วจะขยับต่อไปยังไง คือถ้าเราต้องทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความมั่นใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกแล้ว

ภาพไฮไลต์

สำหรับผมใน 3 เรื่องนี้คิดว่าประเด็นสุดท้ายเป็นความท้าทายที่สุด แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นต้องทำพร้อมๆ กัน ต้องทำทั้ง 3 ส่วน แค่ส่วนที่ผมคิดว่าเป็นจุดคานงัดสำคัญคือการที่ทำให้ชาติพันธุ์เขาทนงตัวมากขึ้น ทนงตัวไม่ได้หมายความว่าเย่อหยิ่งนะ แต่คล้ายๆ ว่า proud ตัวเองว่าฉันมีดี ฉันมีความรู้ แล้วฉันพร้อมจะเอาของดีไปบอกทุกคน

ในแง่หนึ่งก็เข้าใจเขาว่าทั้งกลไกรัฐและกลไกทางสังคม ทำให้ต้องซ่อนตัวตนความเป็นชาติพันธุ์ ดังนั้นควรจะต้องทำยังไง อาศัยการ empower? หรือทำอะไรได้บ้าง?

ถูกต้อง เขาโดนกดจนสลายความเป็นชาติพันธุ์ เด็กปัจจุบันก็ไม่ได้คุยภาษาชาติพันธุ์แล้ว เขาคุยภาษาไทย คุยภาษาอังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่า empower อย่างเดียวคงไม่พอ แน่นอนว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ แต่ว่าต้องทำลักษณะที่เป็นองคาพยพ

หมายความว่า ระบบการศึกษาก็ต้องเปลี่ยน สังคมไทยก็ต้องพร้อมจะเปลี่ยน เปลี่ยนความคิดของโรงเรียน รัฐก็ต้องมีนโยบายที่โอบรับด้วย ชุมชนชาติพันธุ์ก็ต้องเห็นด้วย สมมติเรา empower ชาติพันธุ์อย่างดีเลย แต่พอไปโรงเรียนโดนบูลลี่ ยังไงก็ต้องทำทั้ง 3-4 อย่างนี้ไปพร้อมๆ

สำหรับเราคิดว่าประวัติศาสตร์ก็มีความสำคัญแบบหนึ่ง ถ้าเราไม่เล่าประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าเราเดินทางมาอย่างไร เขาก็จะลืมคุณค่าว่าเขามีที่มาที่ไป

มีเงื่อนไขเยอะมากที่ทำให้ชาติพันธุ์เขารู้สึกว่าถูกกด แล้วทำให้เขาทิ้งความเป็นชาติพันธุ์ เพราะมันไม่มีคุณค่าแล้ว ไม่รู้จะเป็นชาติพันธุ์ทำไม เราต้องทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งการทำงานของเรามันเหมือนกับพายเรือทวนกระแสน้ำ ซึ่งออกแรงเยอะ กว่าจะไปถึงแต่ละจุดก็ไม่ง่าย

อีกแง่หนึ่ง ผมรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ๆ เขาเข้าใจความหลากหลายมากขึ้น อาจเพราะเขาเติบโตในโลกที่ไม่ได้จำกัดแค่ในตำราอย่างเดียว เขาหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตก็ได้ ความรู้ที่หลากหลายทำให้เขาเข้าใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น เข้าใจชาติพันธุ์มากขึ้น สำหรับผมนี่เป็นแนวโน้มที่ดีของสังคมไทยอนาคต

หลายคนมองว่าวิถีดั้งเดิมหรือว่าวิถีแบบชาติพันธุ์คือความไม่ทันสมัยขัดกับการพัฒนาอาจารย์มีคำตอบกับวิธีคิดนี้อย่างไรบ้าง

เป็นคำถามที่มีคนชอบพูดว่า “คุณทำกฎหมายแบบนี้ คุณจะไปฟรีซเขาหรือ ไม่ให้เขาเปลี่ยนหรือ” แต่ผมจะตอบแบบนี้ว่า วิถีชาติพันธุ์ที่เรามองว่าไม่พัฒนาหรือมองว่าล้าหลัง เรามองด้วย paradigm หรือกระบวนทัศน์แบบไหน

เราเห็นโลกแบบสมัยใหม่ว่าต้องใช้เงินแลกซื้อทุกอย่าง ต้องมีรถขับรถ คุณมองว่านี่คือความทันสมัย คุณก็จะมองคุณค่าแบบหนึ่ง ที่เขาไม่เอารถ ไม่ใช้เครื่องจักร เขาจะสานมือ คุณจะมองว่าเป็นความล้าหลัง เพราะคุณอยู่ในโลกทัศน์ที่ทุกอย่างเร็วไปหมด คุณก็จะมองแบบด้อยค่า

พี่น้องชาติพันธุ์เขาถือคุณค่าในโลกจิตวิญญาณ เขาอยู่กับธรรมชาติได้ ชุดความคิดมันคนละชุดเวลาคุณหันกลับไปมองว่าเขาล้าหลัง คุณต้องอธิบายว่าคุณมองผ่านภายใต้ชุดความคิดแบบไหน

พอถามว่า แล้วจะไปฟรีซให้เขาคิดแบบนี้ตลอดไปหรือ ไม่ใช่เลย เราไม่ได้ฟรีซ เพราะเราเชื่อว่าวันหนึ่งเขาต้องเปลี่ยน แต่ผมอยากให้มองว่าการเปลี่ยนผ่านมันมี buffer zone ไหม ไม่ใช่ว่าจาก 1 ไปเป็น 10 เลยเขาทำไม่ได้หรอก

มันจะมีช่วงเวลาของการถ่ายโอน ทำยังไงให้เขารู้สึกว่าเขาเห็นทางเลือกหลายๆ ทาง แล้วเขาเลือกได้ว่าเขาจะไปทางไหน ไม่ใช่ว่ามีทางเลือกเดียว มันดูโหดร้ายเกินไป

ผมกำลังจะบอกว่าการเกิดขึ้นของกฎหมายชาติพันธุ์ ไม่ได้หมายความว่าเราไปบล็อกเขา แต่เราคุ้มครองให้เขาประคับประคองตัวเองได้ แล้วก็เปิดรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเข้ามา แล้วพินิจพิเคราะห์ว่าจะไปทางไหน ไม่ใช่ว่าจะให้กระโจนใส่การเปลี่ยนแปลงแบบนั้น

‘พื้นที่จิตวิญญาณ’ คำนี้มีความหมายเชื่อมโยงกับคนชาติพันธุ์อย่างไร

ในทุกสังคมมักจะมีสิ่งที่เรียกว่าจักรวาลทางความคิด จักรวาลวิทยาของสังคมตัวเอง เหมือนกับการ เข้าอกเข้าใจโลกร่วมกัน เช่น สังคมแบบพุทธจิตวิญญาณคือเรื่องกรรม ทำดีถึงได้ดี จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ลึกไปถึงระบบความคิด คือระบบอุดมการณ์ความเชื่ออะไรก็ตามที่ฝังอยู่ในตัวเรา จนเราคิดเป็นธรรมชาติ

ในโลกของชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ผูกพันกับเรื่องธรรมชาติเป็นหลัก จิตวิญญาณเป็นเรื่องของธรรมชาติ จักรวาลของเขาจึงมีกฎเกณฑ์ที่ควบคุมให้ต้องเคารพธรรมชาติ จิตวิญญาณเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากการสั่งสมความคิดแล้วออกมาเป็นวัตรปฏิบัติ ที่ถูกปฏิบัติต่อมาจนเป็นรูปแบบแล้วเรียกสิ่งนี้ว่าจิตวิญญาณ

แล้ว ‘พื้นที่จิตวิญญาณ’ มีสาระสำคัญอย่างไรเมื่ออยู่ใน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

จริงๆ เรียกว่าพื้นที่คุ้มครองจะมีอยู่ 5 พื้นที่ คือพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่พิธีกรรม พื้นที่ใช้ประโยชน์ แล้วก็พื้นที่ที่ชุมชนจัดการเองเพื่อการอนุรักษ์

รวมทั้งหมดทั้งสิ้นเรียกว่า ‘พื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม’ แต่การจัดการความสัมพันธ์ของทั้ง 5 พื้นที่ให้มาอยู่ร่วมกันได้ มันเป็นโครงข่ายของการใช้พื้นที่แบบจิตวิญญาณ หมายความว่าการใช้พื้นที่ทั้ง 5 นั้นสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน

ถ้าคิดแบบไม่มีจิตวิญญาณ อาจจะให้พื้นที่อยู่ 1 ไร่ ให้ทำกิน 20 ไร่ แต่จิตวิญญาณไม่ใช่ คิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะว่าพื้นที่ทำกินและพื้นที่อยู่อาศัยสัมพันธ์กับป่าที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น พื้นที่พิธีกรรม พื้นที่หาของป่าบางอย่างสำหรับนำมาทำบ้าน

ถ้าคุณจะคิดแบบไม่มีจิตวิญญาณเหมือนเวลารัฐคิด ก็จะคิดถึงแค่พื้นที่กินกับพื้นที่อยู่ แต่พอคิดแบบจิตวิญญาณจะเห็นเลยว่า พื้นที่ที่เขาใช้ประโยชน์มันเกาะเกี่ยวสัมพันธ์กับชีวิตไปด้วย ฉะนั้นพื้นที่จิตวิญญาณจึงหมายถึงพื้นที่ที่มันสัมพันธ์กับชีวิต ผูกพันยึดโยงกันทั้งหมด

อาจจะดูนามธรรมมาก แต่ในความหมายคือระบบของการจัดการพื้นที่ที่เขาร้อยเรียงความสัมพันธ์ของการใช้ประโยชน์พื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน ทั้งที่อยู่ ที่ทำกิน พื้นที่พิธีกรรมให้มันไปด้วยกัน คือเหมือนกับว่าคุณมีบ้าน คุณมีที่ทำกิน ชีวิตคนเราไม่ได้ผูกพันอยู่แค่บ้านกับที่ทำงาน แต่มันมีที่อื่นๆ ด้วย

ทำไมการคุ้มครองพื้นที่จิตวิญญาณจึงจำเป็นต่อการดำรงอยู่และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์

มันคือกลไกหนึ่งของการสงวนรักษาให้พี่น้องชาติพันธุ์เขามีโอกาสได้สืบทอดระบบความคิด ระบบความรู้ และระบบวิถีของเขาต่อไป เพื่อให้ระบบนี้ดำรงอยู่ได้ในสังคมที่อาจจะมีแรงปะทะขึ้นมามากมาย มันเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทำให้ความหลากหลายหรือวิถีชีวิตที่แตกต่างเขาอยู่ได้

นอกจากนี้การคุ้มครองพื้นที่จิตวิญญาณยังช่วยทำให้องค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นทุนของสังคมไทยอย่างที่ผมบอกไป สามารถดำรงอยู่และสืบทอดต่อไปได้ เพื่อที่วันหนึ่งเราจะต้องสร้างคุณค่าและเอามาใช้ประโยชน์กับคนในสังคมส่วนใหญ่ได้

เพราะฉะนั้นพื้นที่คุ้มครองจึงสำคัญกับทั้งชุมชนชาติพันธุ์เอง ที่จะมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ที่จะสืบทอดภูมิปัญญา และมีความสำคัญกับประเทศนี้ในแง่ที่ว่า ความรู้พวกนี้จะเป็นทุนของประเทศต่อไปในอนาคต

จากที่ทำงานวิชาการ และผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ อาจารย์คาดหวังบทสนทนาแบบไหนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้

ผมอยากจะเห็นสังคมไทยคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มองว่าพอเป็นเรื่องชาติพันธุ์แล้วต้องรู้สึกประหลาด รู้สึกแปลก ต้องตั้งป้อมคุย ก็คุยเป็นเรื่องปกติเราอยากจะเห็นว่าสังคมไทยมีทักษะที่จะรับรับมือกับความหลากหลายได้

ขณะเดียวกันเราก็ต้องเท่าทันอคติ ต้องรู้ว่าอคติเกิดจากอะไร เป็นเพราะอะไร แล้วเราก็ไปเบรกมันได้ ไม่ใช่ว่าเราปล่อยให้ไหลไปกับกระแสความเกลียดชังของอารมณ์และความรู้สึก อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะเห็น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...