โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 06.04 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 04.51 น.

“วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” เผยในงาน SPLASH-Soft Power Forum 2025 นักวิชาการ-ภาคเอกชน เสนอรัฐพลิกโฉมระบบรางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “เวลเนส-ไบโอไดเวอร์ซิตี้” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย รองรับเมกะเทรนด์โลก

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงาน SPLASH-Soft Power Forum 2025 ในช่วง “Thai tourism at a crossroad เที่ยวไทย…ไปทางไหน ? เทรนด์ของวงการการท่องเที่ยวและอนาคตของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากแรงกดดันของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และความต้องการการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ-บทบาทใหม่ของการท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อผ่านระบบราง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่ต้องจับให้มั่น และเดินหน้าอย่างจริงจัง

เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลัง

เมื่อ “จดหมายจาก White House” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการแจ้งเตือนเรื่องภาษีคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมหนักของประเทศพัฒนาแล้วกระจายไปทั่วโลก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับ “สัญญาณเตือน” ดังกล่าว และผลกระทบเริ่มเห็นชัดผ่านการคาดการณ์ว่าภาษีคาร์บอนต่อการส่งออกของไทยอาจพุ่งสูงถึง 36%

คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า…เราจะเดินหน้าทางไหนต่อ ?

คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือ “ภาคบริการ” โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่กำลังถูกคาดหวังให้เป็นฟันเฟืองหลักแบกเศรษฐกิจไทยต่อจากอุตสาหกรรมหนัก

ทางราง…ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย

นายวีระศักดิ์กล่าวต่อว่า หนึ่งใน “ทรัพย์สินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว” แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพคือ โครงข่ายรถไฟทางคู่ ที่ใช้งบฯลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท และมีสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมกันกว่า 149 สถานี รวมถึงสถานีทางไกลอีกกว่า 450 สถานี ทั่วประเทศ

“เราไม่ได้ขาดอินฟราสตรักเจอร์ แต่เรายังขาดการบูรณาการระบบรางเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง”

คือสารสำคัญจากเวทีอภิปรายในวงการนโยบายและการวางแผนเมืองล่าสุด ที่เปิดมุมมองว่า “ราง” สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร สถานีรถไฟ ไม่ควรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนขบวน แต่ควรเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นที่ที่เกษตรกรสามารถส่งของฝากขึ้นรถไฟล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งร้านรอผู้โดยสาร เป็นที่ที่แม่ค้าลูกชิ้นยืนกินสามารถขายของผ่านระบบออนไลน์ และมีบริษัทในชุมชนวิ่งมาส่งที่สถานีก่อนรถไฟถึง

“ถ้า 450 สถานีมีชีวิต เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีชีวิต” นี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่เห็นผลแล้วในหลายประเทศ และสามารถทำได้จริงในไทย

เวลเนส…เครื่องยนต์ใหม่ที่ใหญ่อีก 3 เท่าจากท่องเที่ยว

อีกเส้นทางสำคัญที่ต้องบุก คือ เวลเนส (Wellness)
ข้อมูลระดับโลกยืนยันว่า อุตสาหกรรมเวลเนสใหญ่กว่าท่องเที่ยวถึง 3 เท่า และประเทศไทยเองมีจุดแข็งด้านนี้อย่างชัดเจน ทั้งสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์สุขภาพกระจายทั่วประเทศ

แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางของนักท่องเที่ยว “ใช้เวลเนสได้” ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการมี “เวลเนสสเตชั่น” บนชานชาลา การนวดแผนไทยในสถานีรถไฟ การออกแบบห้องน้ำให้รองรับผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่การจำหน่ายสินค้าสุขภาพโดยตรงบนขบวนรถไฟ

ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ คนรุ่นใหม่เจอฝุ่นพิษ คนรุ่นเก่าอยากได้รางวัลชีวิต อุตสาหกรรมเวลเนสจึงตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และสามารถผสานเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน

เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก ///// ”วีระศักดิ์ โควสุรัตน์“ เผยในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 นักวิชาการ-ภาคเอกชน เสนอรัฐพลิกโฉมระบบรางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “เวลเนส-ไบโอไดเวอร์ซิตี้” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย รองรับเมกะเทรนด์โลก ///// นาย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ในช่วง “Thai tourism at a crossroad เที่ยวไทย…ไปทางไหน? เทรนด์ของวงการการท่องเที่ยวและอนาคตของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากแรงกดดันของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และความต้องการการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ — บทบาทใหม่ของการท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อผ่านระบบราง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่ต้องจับให้มั่น และเดินหน้าอย่างจริงจัง เมื่อ “จดหมายจาก White House” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการแจ้งเตือนเรื่องภาษีคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมหนักของประเทศพัฒนาแล้วกระจายไปทั่วโลก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับ “สัญญาณเตือน” ดังกล่าว และผลกระทบเริ่มเห็นชัดผ่านการคาดการณ์ว่าภาษีคาร์บอนต่อการส่งออกของไทยอาจพุ่งสูงถึง 36% คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า…เราจะเดินหน้าทางไหนต่อ? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือ “ภาคบริการ” โดยเฉพาะ ภาคการท่องเที่ยว ที่กำลังถูกคาดหวังให้เป็นฟันเฟืองหลักแบกเศรษฐกิจไทยต่อจากอุตสาหกรรมหนัก @ทางราง…ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย นาย วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งใน “ทรัพย์สินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว” แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพคือ โครงข่ายรถไฟทางคู่ ที่ใช้งบลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท และมีสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมกันกว่า 149 สถานี รวมถึงสถานีทางไกลอีกกว่า 450 สถานี ทั่วประเทศ “เราไม่ได้ขาดอินฟราสตรัคเจอร์ แต่เรายังขาดการบูรณาการระบบรางเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง” คือสารสำคัญจากเวทีอภิปรายในวงการนโยบายและการวางแผนเมืองล่าสุด ที่เปิดมุมมองว่า “ราง” สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร สถานีรถไฟ ไม่ควรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนขบวน แต่ควรเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นที่ที่เกษตรกรสามารถส่งของฝากขึ้นรถไฟล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งร้านรอผู้โดยสาร เป็นที่ที่แม่ค้าลูกชิ้นยืนกินสามารถขายของผ่านระบบออนไลน์ และมีบริษัทในชุมชนวิ่งมาส่งที่สถานีก่อนรถไฟถึง “ถ้า 450 สถานีมีชีวิต เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีชีวิต” นี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่เห็นผลแล้วในหลายประเทศ และสามารถทำได้จริงในไทย @เวลเนส…เครื่องยนต์ใหม่ที่ใหญ่อีก 3 เท่าจากท่องเที่ยว อีกเส้นทางสำคัญที่ต้องบุก คือ เวลเนส (Wellness) ข้อมูลระดับโลกยืนยันว่า อุตสาหกรรมเวลเนสใหญ่กว่าท่องเที่ยวถึง 3 เท่า และประเทศไทยเองมีจุดแข็งด้านนี้อย่างชัดเจน ทั้งสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์สุขภาพกระจายทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางของนักท่องเที่ยว “ใช้เวลเนสได้” ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการมี “เวลเนสสเตชั่น” บนชานชาลา การนวดแผนไทยในสถานีรถไฟ การออกแบบห้องน้ำให้รองรับผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่การจำหน่ายสินค้าสุขภาพโดยตรงบนขบวนรถไฟ ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ คนรุ่นใหม่เจอฝุ่นพิษ คนรุ่นเก่าอยากได้รางวัลชีวิต อุตสาหกรรมเวลเนสจึงตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และสามารถผสานเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน @หลังคาสีขาว…โซล่ารูฟ…เงาแห่งความยั่งยืน นาย วีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโลกที่ฝนรุนแรงขึ้น แดดร้อนจัดขึ้น การท่องเที่ยวแบบเฟสติวัลที่จัดในพื้นที่กลางแจ้งจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนแนวคิด “โครงหลังคาโปร่งแสง” หรือการใช้ “แผงโซล่าเซลล์” เป็นร่มเงา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับไทย นี่อาจเป็น “คำตอบ” ที่ทำให้สถานีรถไฟ พื้นที่กิจกรรม หรือแม้แต่ฟาร์มท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาล การใช้พลังงานสะอาด การแบ่งพลังงานให้ชุมชนผ่านระบบหลังคาเช่า หรือแม้แต่การส่งเสริมให้บ้านเรือนในเมืองพ่น “สีขาว” บนหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิลง 2°C คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่นำ “คลาวเมตแอคชัน” มาสู่ระดับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week ครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะรวบรวมนโยบายการเงิน การคลัง เพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางให้รัฐ-เอกชนร่วมกันลงทุนอย่างยั่งยืน @ตลาดใหม่: ไม่ใช่แค่ยุโรป ญี่ปุ่น แต่คือ อินเดีย-จีน-ตลาดโลกสีเขียว อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ลูกค้าท่องเที่ยว” จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งทุกวันนี้ตลาดใหญ่ในอนาคตอยู่ที่ อินเดีย จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้กำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นเรื่อง สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ท้องถิ่น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยยัง รู้จักวัยรุ่นอินเดียน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตีตลาดนี้ได้แล้ว ตลาดใหม่ต้องการเรื่องเล่าใหม่ ต้องการ “การท่องเที่ยวที่รีเฟรชสุขภาพ” และ “การเดินทางที่มีความหมาย” นี่คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยืนในฐานะ Soft Power ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นาย วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเผชิญจากมาตรการของประเทศใหญ่จะไม่หยุดอยู่แค่ภาษีคาร์บอนจากสหรัฐฯ หรือยุโรป “ปลาใหญ่จะเริ่มบีบปลาเล็กทั้งหมด” และสิ่งเดียวที่ปลาเล็กอย่างไทยทำได้ คือ สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรามี และเป็นเจ้าภาพของการเปลี่ยนผ่านโลกในแบบที่คนอยากจะมาเรียนรู้จากเรา “ท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ หากเรารวมพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากความท้าทายนี้ แต่จะเติบโตอย่างสง่างาม บนเส้นทางใหม่ของโลกที่ต้องการความยั่งยืน ความจริงใจ และความร่วมมือมากกว่าที่เคย“ เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก ///// ”วีระศักดิ์ โควสุรัตน์“ เผยในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 นักวิชาการ-ภาคเอกชน เสนอรัฐพลิกโฉมระบบรางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “เวลเนส-ไบโอไดเวอร์ซิตี้” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย รองรับเมกะเทรนด์โลก ///// นาย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ในช่วง “Thai tourism at a crossroad เที่ยวไทย…ไปทางไหน? เทรนด์ของวงการการท่องเที่ยวและอนาคตของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากแรงกดดันของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และความต้องการการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ — บทบาทใหม่ของการท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อผ่านระบบราง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่ต้องจับให้มั่น และเดินหน้าอย่างจริงจัง เมื่อ “จดหมายจาก White House” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการแจ้งเตือนเรื่องภาษีคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมหนักของประเทศพัฒนาแล้วกระจายไปทั่วโลก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับ “สัญญาณเตือน” ดังกล่าว และผลกระทบเริ่มเห็นชัดผ่านการคาดการณ์ว่าภาษีคาร์บอนต่อการส่งออกของไทยอาจพุ่งสูงถึง 36% คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า…เราจะเดินหน้าทางไหนต่อ? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือ “ภาคบริการ” โดยเฉพาะ ภาคการท่องเที่ยว ที่กำลังถูกคาดหวังให้เป็นฟันเฟืองหลักแบกเศรษฐกิจไทยต่อจากอุตสาหกรรมหนัก @ทางราง…ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย นาย วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งใน “ทรัพย์สินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว” แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพคือ โครงข่ายรถไฟทางคู่ ที่ใช้งบลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท และมีสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมกันกว่า 149 สถานี รวมถึงสถานีทางไกลอีกกว่า 450 สถานี ทั่วประเทศ “เราไม่ได้ขาดอินฟราสตรัคเจอร์ แต่เรายังขาดการบูรณาการระบบรางเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง” คือสารสำคัญจากเวทีอภิปรายในวงการนโยบายและการวางแผนเมืองล่าสุด ที่เปิดมุมมองว่า “ราง” สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร สถานีรถไฟ ไม่ควรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนขบวน แต่ควรเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นที่ที่เกษตรกรสามารถส่งของฝากขึ้นรถไฟล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งร้านรอผู้โดยสาร เป็นที่ที่แม่ค้าลูกชิ้นยืนกินสามารถขายของผ่านระบบออนไลน์ และมีบริษัทในชุมชนวิ่งมาส่งที่สถานีก่อนรถไฟถึง “ถ้า 450 สถานีมีชีวิต เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีชีวิต” นี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่เห็นผลแล้วในหลายประเทศ และสามารถทำได้จริงในไทย @เวลเนส…เครื่องยนต์ใหม่ที่ใหญ่อีก 3 เท่าจากท่องเที่ยว อีกเส้นทางสำคัญที่ต้องบุก คือ เวลเนส (Wellness) ข้อมูลระดับโลกยืนยันว่า อุตสาหกรรมเวลเนสใหญ่กว่าท่องเที่ยวถึง 3 เท่า และประเทศไทยเองมีจุดแข็งด้านนี้อย่างชัดเจน ทั้งสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์สุขภาพกระจายทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางของนักท่องเที่ยว “ใช้เวลเนสได้” ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการมี “เวลเนสสเตชั่น” บนชานชาลา การนวดแผนไทยในสถานีรถไฟ การออกแบบห้องน้ำให้รองรับผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่การจำหน่ายสินค้าสุขภาพโดยตรงบนขบวนรถไฟ ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ คนรุ่นใหม่เจอฝุ่นพิษ คนรุ่นเก่าอยากได้รางวัลชีวิต อุตสาหกรรมเวลเนสจึงตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และสามารถผสานเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน @หลังคาสีขาว…โซล่ารูฟ…เงาแห่งความยั่งยืน นาย วีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโลกที่ฝนรุนแรงขึ้น แดดร้อนจัดขึ้น การท่องเที่ยวแบบเฟสติวัลที่จัดในพื้นที่กลางแจ้งจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนแนวคิด “โครงหลังคาโปร่งแสง” หรือการใช้ “แผงโซล่าเซลล์” เป็นร่มเงา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับไทย นี่อาจเป็น “คำตอบ” ที่ทำให้สถานีรถไฟ พื้นที่กิจกรรม หรือแม้แต่ฟาร์มท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาล การใช้พลังงานสะอาด การแบ่งพลังงานให้ชุมชนผ่านระบบหลังคาเช่า หรือแม้แต่การส่งเสริมให้บ้านเรือนในเมืองพ่น “สีขาว” บนหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิลง 2°C คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่นำ “คลาวเมตแอคชัน” มาสู่ระดับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week ครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะรวบรวมนโยบายการเงิน การคลัง เพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางให้รัฐ-เอกชนร่วมกันลงทุนอย่างยั่งยืน @ตลาดใหม่: ไม่ใช่แค่ยุโรป ญี่ปุ่น แต่คือ อินเดีย-จีน-ตลาดโลกสีเขียว อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ลูกค้าท่องเที่ยว” จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งทุกวันนี้ตลาดใหญ่ในอนาคตอยู่ที่ อินเดีย จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้กำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นเรื่อง สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ท้องถิ่น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยยัง รู้จักวัยรุ่นอินเดียน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตีตลาดนี้ได้แล้ว ตลาดใหม่ต้องการเรื่องเล่าใหม่ ต้องการ “การท่องเที่ยวที่รีเฟรชสุขภาพ” และ “การเดินทางที่มีความหมาย” นี่คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยืนในฐานะ Soft Power ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นาย วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเผชิญจากมาตรการของประเทศใหญ่จะไม่หยุดอยู่แค่ภาษีคาร์บอนจากสหรัฐฯ หรือยุโรป “ปลาใหญ่จะเริ่มบีบปลาเล็กทั้งหมด” และสิ่งเดียวที่ปลาเล็กอย่างไทยทำได้ คือ สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรามี และเป็นเจ้าภาพของการเปลี่ยนผ่านโลกในแบบที่คนอยากจะมาเรียนรู้จากเรา “ท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ หากเรารวมพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากความท้าทายนี้ แต่จะเติบโตอย่างสง่างาม บนเส้นทางใหม่ของโลกที่ต้องการความยั่งยืน ความจริงใจ และความร่วมมือมากกว่าที่เคย“

หลังคาสีขาว…โซลาร์รูฟ…เงาแห่งความยั่งยืน

นายวีระศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโลกที่ฝนรุนแรงขึ้น แดดร้อนจัดขึ้น การท่องเที่ยวแบบเฟสติวัลที่จัดในพื้นที่กลางแจ้งจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนแนวคิด “โครงหลังคาโปร่งแสง” หรือการใช้ “แผงโซลาร์เซลล์” เป็นร่มเงา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับไทย นี่อาจเป็น “คำตอบ” ที่ทำให้สถานีรถไฟ พื้นที่กิจกรรม หรือแม้แต่ฟาร์มท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาล

การใช้พลังงานสะอาด การแบ่งพลังงานให้ชุมชนผ่านระบบหลังคาเช่า หรือแม้แต่การส่งเสริมให้บ้านเรือนในเมืองพ่น “สีขาว” บนหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิลง 2°C คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่นำ “ไคลเมตแอ็กชั่น” มาสู่ระดับประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week ครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะรวบรวมนโยบายการเงิน การคลัง เพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางให้รัฐ-เอกชนร่วมกันลงทุนอย่างยั่งยืน

ตลาดใหม่ : ไม่ใช่แค่ยุโรป ญี่ปุ่น แต่คือ อินเดีย-จีน-ตลาดโลกสีเขียว

อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ลูกค้าท่องเที่ยว” จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งทุกวันนี้ตลาดใหญ่ในอนาคตอยู่ที่อินเดีย จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้กำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ท้องถิ่น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยยังรู้จักวัยรุ่นอินเดียน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตีตลาดนี้ได้แล้ว ตลาดใหม่ต้องการเรื่องเล่าใหม่ ต้องการ “การท่องเที่ยวที่รีเฟรชสุขภาพ” และ “การเดินทางที่มีความหมาย” นี่คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยืนในฐานะ Soft Power ที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม นายวีระศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเผชิญจากมาตรการของประเทศใหญ่จะไม่หยุดอยู่แค่ภาษีคาร์บอนจากสหรัฐ หรือยุโรป “ปลาใหญ่จะเริ่มบีบปลาเล็กทั้งหมด” และสิ่งเดียวที่ปลาเล็กอย่างไทยทำได้ คือ สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรามี และเป็นเจ้าภาพของการเปลี่ยนผ่านโลกในแบบที่คนอยากจะมาเรียนรู้จากเรา

“ท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ หากเรารวมพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากความท้าทายนี้ แต่จะเติบโตอย่างสง่างาม บนเส้นทางใหม่ของโลกที่ต้องการความยั่งยืน ความจริงใจ และความร่วมมือมากกว่าที่เคย”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...