“วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” เผยในงาน SPLASH-Soft Power Forum 2025 นักวิชาการ-ภาคเอกชน เสนอรัฐพลิกโฉมระบบรางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “เวลเนส-ไบโอไดเวอร์ซิตี้” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย รองรับเมกะเทรนด์โลก
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงาน SPLASH-Soft Power Forum 2025 ในช่วง “Thai tourism at a crossroad เที่ยวไทย…ไปทางไหน ? เทรนด์ของวงการการท่องเที่ยวและอนาคตของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากแรงกดดันของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และความต้องการการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ-บทบาทใหม่ของการท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อผ่านระบบราง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่ต้องจับให้มั่น และเดินหน้าอย่างจริงจัง
เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังเมื่อ “จดหมายจาก White House” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการแจ้งเตือนเรื่องภาษีคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมหนักของประเทศพัฒนาแล้วกระจายไปทั่วโลก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับ “สัญญาณเตือน” ดังกล่าว และผลกระทบเริ่มเห็นชัดผ่านการคาดการณ์ว่าภาษีคาร์บอนต่อการส่งออกของไทยอาจพุ่งสูงถึง 36%
คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า…เราจะเดินหน้าทางไหนต่อ ?
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือ “ภาคบริการ” โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ที่กำลังถูกคาดหวังให้เป็นฟันเฟืองหลักแบกเศรษฐกิจไทยต่อจากอุตสาหกรรมหนัก
ทางราง…ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย
นายวีระศักดิ์กล่าวต่อว่า หนึ่งใน “ทรัพย์สินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว” แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพคือ โครงข่ายรถไฟทางคู่ ที่ใช้งบฯลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท และมีสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมกันกว่า 149 สถานี รวมถึงสถานีทางไกลอีกกว่า 450 สถานี ทั่วประเทศ
“เราไม่ได้ขาดอินฟราสตรักเจอร์ แต่เรายังขาดการบูรณาการระบบรางเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง”
คือสารสำคัญจากเวทีอภิปรายในวงการนโยบายและการวางแผนเมืองล่าสุด ที่เปิดมุมมองว่า “ราง” สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร สถานีรถไฟ ไม่ควรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนขบวน แต่ควรเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นที่ที่เกษตรกรสามารถส่งของฝากขึ้นรถไฟล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งร้านรอผู้โดยสาร เป็นที่ที่แม่ค้าลูกชิ้นยืนกินสามารถขายของผ่านระบบออนไลน์ และมีบริษัทในชุมชนวิ่งมาส่งที่สถานีก่อนรถไฟถึง
“ถ้า 450 สถานีมีชีวิต เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีชีวิต” นี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่เห็นผลแล้วในหลายประเทศ และสามารถทำได้จริงในไทย
เวลเนส…เครื่องยนต์ใหม่ที่ใหญ่อีก 3 เท่าจากท่องเที่ยว
อีกเส้นทางสำคัญที่ต้องบุก คือ เวลเนส (Wellness)
ข้อมูลระดับโลกยืนยันว่า อุตสาหกรรมเวลเนสใหญ่กว่าท่องเที่ยวถึง 3 เท่า และประเทศไทยเองมีจุดแข็งด้านนี้อย่างชัดเจน ทั้งสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์สุขภาพกระจายทั่วประเทศ
แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางของนักท่องเที่ยว “ใช้เวลเนสได้” ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการมี “เวลเนสสเตชั่น” บนชานชาลา การนวดแผนไทยในสถานีรถไฟ การออกแบบห้องน้ำให้รองรับผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่การจำหน่ายสินค้าสุขภาพโดยตรงบนขบวนรถไฟ
ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ คนรุ่นใหม่เจอฝุ่นพิษ คนรุ่นเก่าอยากได้รางวัลชีวิต อุตสาหกรรมเวลเนสจึงตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และสามารถผสานเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน
เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก ///// ”วีระศักดิ์ โควสุรัตน์“ เผยในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 นักวิชาการ-ภาคเอกชน เสนอรัฐพลิกโฉมระบบรางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “เวลเนส-ไบโอไดเวอร์ซิตี้” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย รองรับเมกะเทรนด์โลก ///// นาย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ในช่วง “Thai tourism at a crossroad เที่ยวไทย…ไปทางไหน? เทรนด์ของวงการการท่องเที่ยวและอนาคตของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากแรงกดดันของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และความต้องการการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ — บทบาทใหม่ของการท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อผ่านระบบราง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่ต้องจับให้มั่น และเดินหน้าอย่างจริงจัง เมื่อ “จดหมายจาก White House” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการแจ้งเตือนเรื่องภาษีคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมหนักของประเทศพัฒนาแล้วกระจายไปทั่วโลก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับ “สัญญาณเตือน” ดังกล่าว และผลกระทบเริ่มเห็นชัดผ่านการคาดการณ์ว่าภาษีคาร์บอนต่อการส่งออกของไทยอาจพุ่งสูงถึง 36% คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า…เราจะเดินหน้าทางไหนต่อ? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือ “ภาคบริการ” โดยเฉพาะ ภาคการท่องเที่ยว ที่กำลังถูกคาดหวังให้เป็นฟันเฟืองหลักแบกเศรษฐกิจไทยต่อจากอุตสาหกรรมหนัก @ทางราง…ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย นาย วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งใน “ทรัพย์สินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว” แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพคือ โครงข่ายรถไฟทางคู่ ที่ใช้งบลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท และมีสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมกันกว่า 149 สถานี รวมถึงสถานีทางไกลอีกกว่า 450 สถานี ทั่วประเทศ “เราไม่ได้ขาดอินฟราสตรัคเจอร์ แต่เรายังขาดการบูรณาการระบบรางเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง” คือสารสำคัญจากเวทีอภิปรายในวงการนโยบายและการวางแผนเมืองล่าสุด ที่เปิดมุมมองว่า “ราง” สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร สถานีรถไฟ ไม่ควรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนขบวน แต่ควรเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นที่ที่เกษตรกรสามารถส่งของฝากขึ้นรถไฟล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งร้านรอผู้โดยสาร เป็นที่ที่แม่ค้าลูกชิ้นยืนกินสามารถขายของผ่านระบบออนไลน์ และมีบริษัทในชุมชนวิ่งมาส่งที่สถานีก่อนรถไฟถึง “ถ้า 450 สถานีมีชีวิต เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีชีวิต” นี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่เห็นผลแล้วในหลายประเทศ และสามารถทำได้จริงในไทย @เวลเนส…เครื่องยนต์ใหม่ที่ใหญ่อีก 3 เท่าจากท่องเที่ยว อีกเส้นทางสำคัญที่ต้องบุก คือ เวลเนส (Wellness) ข้อมูลระดับโลกยืนยันว่า อุตสาหกรรมเวลเนสใหญ่กว่าท่องเที่ยวถึง 3 เท่า และประเทศไทยเองมีจุดแข็งด้านนี้อย่างชัดเจน ทั้งสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์สุขภาพกระจายทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางของนักท่องเที่ยว “ใช้เวลเนสได้” ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการมี “เวลเนสสเตชั่น” บนชานชาลา การนวดแผนไทยในสถานีรถไฟ การออกแบบห้องน้ำให้รองรับผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่การจำหน่ายสินค้าสุขภาพโดยตรงบนขบวนรถไฟ ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ คนรุ่นใหม่เจอฝุ่นพิษ คนรุ่นเก่าอยากได้รางวัลชีวิต อุตสาหกรรมเวลเนสจึงตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และสามารถผสานเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน @หลังคาสีขาว…โซล่ารูฟ…เงาแห่งความยั่งยืน นาย วีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโลกที่ฝนรุนแรงขึ้น แดดร้อนจัดขึ้น การท่องเที่ยวแบบเฟสติวัลที่จัดในพื้นที่กลางแจ้งจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนแนวคิด “โครงหลังคาโปร่งแสง” หรือการใช้ “แผงโซล่าเซลล์” เป็นร่มเงา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับไทย นี่อาจเป็น “คำตอบ” ที่ทำให้สถานีรถไฟ พื้นที่กิจกรรม หรือแม้แต่ฟาร์มท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาล การใช้พลังงานสะอาด การแบ่งพลังงานให้ชุมชนผ่านระบบหลังคาเช่า หรือแม้แต่การส่งเสริมให้บ้านเรือนในเมืองพ่น “สีขาว” บนหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิลง 2°C คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่นำ “คลาวเมตแอคชัน” มาสู่ระดับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week ครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะรวบรวมนโยบายการเงิน การคลัง เพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางให้รัฐ-เอกชนร่วมกันลงทุนอย่างยั่งยืน @ตลาดใหม่: ไม่ใช่แค่ยุโรป ญี่ปุ่น แต่คือ อินเดีย-จีน-ตลาดโลกสีเขียว อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ลูกค้าท่องเที่ยว” จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งทุกวันนี้ตลาดใหญ่ในอนาคตอยู่ที่ อินเดีย จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้กำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นเรื่อง สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ท้องถิ่น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยยัง รู้จักวัยรุ่นอินเดียน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตีตลาดนี้ได้แล้ว ตลาดใหม่ต้องการเรื่องเล่าใหม่ ต้องการ “การท่องเที่ยวที่รีเฟรชสุขภาพ” และ “การเดินทางที่มีความหมาย” นี่คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยืนในฐานะ Soft Power ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นาย วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเผชิญจากมาตรการของประเทศใหญ่จะไม่หยุดอยู่แค่ภาษีคาร์บอนจากสหรัฐฯ หรือยุโรป “ปลาใหญ่จะเริ่มบีบปลาเล็กทั้งหมด” และสิ่งเดียวที่ปลาเล็กอย่างไทยทำได้ คือ สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรามี และเป็นเจ้าภาพของการเปลี่ยนผ่านโลกในแบบที่คนอยากจะมาเรียนรู้จากเรา “ท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ หากเรารวมพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากความท้าทายนี้ แต่จะเติบโตอย่างสง่างาม บนเส้นทางใหม่ของโลกที่ต้องการความยั่งยืน ความจริงใจ และความร่วมมือมากกว่าที่เคย“ เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก ///// ”วีระศักดิ์ โควสุรัตน์“ เผยในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 นักวิชาการ-ภาคเอกชน เสนอรัฐพลิกโฉมระบบรางสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ดัน “เวลเนส-ไบโอไดเวอร์ซิตี้” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย รองรับเมกะเทรนด์โลก ///// นาย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 ในช่วง “Thai tourism at a crossroad เที่ยวไทย…ไปทางไหน? เทรนด์ของวงการการท่องเที่ยวและอนาคตของการท่องเที่ยวที่กำลังจะเปลี่ยนไป” ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ จากแรงกดดันของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ภาษีคาร์บอน และความต้องการการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสุขภาพ — บทบาทใหม่ของการท่องเที่ยว และการเชื่อมต่อผ่านระบบราง จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ที่ต้องจับให้มั่น และเดินหน้าอย่างจริงจัง เมื่อ “จดหมายจาก White House” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการแจ้งเตือนเรื่องภาษีคาร์บอนจากภาคอุตสาหกรรมหนักของประเทศพัฒนาแล้วกระจายไปทั่วโลก นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มแรกที่ได้รับ “สัญญาณเตือน” ดังกล่าว และผลกระทบเริ่มเห็นชัดผ่านการคาดการณ์ว่าภาษีคาร์บอนต่อการส่งออกของไทยอาจพุ่งสูงถึง 36% คำถามใหญ่จึงอยู่ที่ว่า…เราจะเดินหน้าทางไหนต่อ? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ คือ “ภาคบริการ” โดยเฉพาะ ภาคการท่องเที่ยว ที่กำลังถูกคาดหวังให้เป็นฟันเฟืองหลักแบกเศรษฐกิจไทยต่อจากอุตสาหกรรมหนัก @ทางราง…ทางรอดใหม่ของเศรษฐกิจไทย นาย วีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งใน “ทรัพย์สินที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว” แต่ยังไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพคือ โครงข่ายรถไฟทางคู่ ที่ใช้งบลงทุนไปแล้วกว่า 700,000 ล้านบาท และมีสถานีรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวมกันกว่า 149 สถานี รวมถึงสถานีทางไกลอีกกว่า 450 สถานี ทั่วประเทศ “เราไม่ได้ขาดอินฟราสตรัคเจอร์ แต่เรายังขาดการบูรณาการระบบรางเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง” คือสารสำคัญจากเวทีอภิปรายในวงการนโยบายและการวางแผนเมืองล่าสุด ที่เปิดมุมมองว่า “ราง” สามารถเปลี่ยนเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร สถานีรถไฟ ไม่ควรเป็นเพียงจุดเปลี่ยนขบวน แต่ควรเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น เป็นที่ที่เกษตรกรสามารถส่งของฝากขึ้นรถไฟล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องตั้งร้านรอผู้โดยสาร เป็นที่ที่แม่ค้าลูกชิ้นยืนกินสามารถขายของผ่านระบบออนไลน์ และมีบริษัทในชุมชนวิ่งมาส่งที่สถานีก่อนรถไฟถึง “ถ้า 450 สถานีมีชีวิต เศรษฐกิจฐานรากก็จะมีชีวิต” นี่ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงทฤษฎี แต่เป็นแนวทางที่เห็นผลแล้วในหลายประเทศ และสามารถทำได้จริงในไทย @เวลเนส…เครื่องยนต์ใหม่ที่ใหญ่อีก 3 เท่าจากท่องเที่ยว อีกเส้นทางสำคัญที่ต้องบุก คือ เวลเนส (Wellness) ข้อมูลระดับโลกยืนยันว่า อุตสาหกรรมเวลเนสใหญ่กว่าท่องเที่ยวถึง 3 เท่า และประเทศไทยเองมีจุดแข็งด้านนี้อย่างชัดเจน ทั้งสมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศูนย์สุขภาพกระจายทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางของนักท่องเที่ยว “ใช้เวลเนสได้” ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการมี “เวลเนสสเตชั่น” บนชานชาลา การนวดแผนไทยในสถานีรถไฟ การออกแบบห้องน้ำให้รองรับผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่การจำหน่ายสินค้าสุขภาพโดยตรงบนขบวนรถไฟ ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพทั้งกายและใจ คนรุ่นใหม่เจอฝุ่นพิษ คนรุ่นเก่าอยากได้รางวัลชีวิต อุตสาหกรรมเวลเนสจึงตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัย และสามารถผสานเข้ากับการท่องเที่ยวได้อย่างแนบเนียน @หลังคาสีขาว…โซล่ารูฟ…เงาแห่งความยั่งยืน นาย วีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโลกที่ฝนรุนแรงขึ้น แดดร้อนจัดขึ้น การท่องเที่ยวแบบเฟสติวัลที่จัดในพื้นที่กลางแจ้งจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนแนวคิด “โครงหลังคาโปร่งแสง” หรือการใช้ “แผงโซล่าเซลล์” เป็นร่มเงา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับไทย นี่อาจเป็น “คำตอบ” ที่ทำให้สถานีรถไฟ พื้นที่กิจกรรม หรือแม้แต่ฟาร์มท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาล การใช้พลังงานสะอาด การแบ่งพลังงานให้ชุมชนผ่านระบบหลังคาเช่า หรือแม้แต่การส่งเสริมให้บ้านเรือนในเมืองพ่น “สีขาว” บนหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิลง 2°C คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่นำ “คลาวเมตแอคชัน” มาสู่ระดับประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week ครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะรวบรวมนโยบายการเงิน การคลัง เพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางให้รัฐ-เอกชนร่วมกันลงทุนอย่างยั่งยืน @ตลาดใหม่: ไม่ใช่แค่ยุโรป ญี่ปุ่น แต่คือ อินเดีย-จีน-ตลาดโลกสีเขียว อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ลูกค้าท่องเที่ยว” จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งทุกวันนี้ตลาดใหญ่ในอนาคตอยู่ที่ อินเดีย จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้กำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นเรื่อง สุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ท้องถิ่น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยยัง รู้จักวัยรุ่นอินเดียน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตีตลาดนี้ได้แล้ว ตลาดใหม่ต้องการเรื่องเล่าใหม่ ต้องการ “การท่องเที่ยวที่รีเฟรชสุขภาพ” และ “การเดินทางที่มีความหมาย” นี่คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยืนในฐานะ Soft Power ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม นาย วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเผชิญจากมาตรการของประเทศใหญ่จะไม่หยุดอยู่แค่ภาษีคาร์บอนจากสหรัฐฯ หรือยุโรป “ปลาใหญ่จะเริ่มบีบปลาเล็กทั้งหมด” และสิ่งเดียวที่ปลาเล็กอย่างไทยทำได้ คือ สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรามี และเป็นเจ้าภาพของการเปลี่ยนผ่านโลกในแบบที่คนอยากจะมาเรียนรู้จากเรา “ท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ หากเรารวมพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากความท้าทายนี้ แต่จะเติบโตอย่างสง่างาม บนเส้นทางใหม่ของโลกที่ต้องการความยั่งยืน ความจริงใจ และความร่วมมือมากกว่าที่เคย“ หลังคาสีขาว…โซลาร์รูฟ…เงาแห่งความยั่งยืน
นายวีระศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโลกที่ฝนรุนแรงขึ้น แดดร้อนจัดขึ้น การท่องเที่ยวแบบเฟสติวัลที่จัดในพื้นที่กลางแจ้งจึงต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วนแนวคิด “โครงหลังคาโปร่งแสง” หรือการใช้ “แผงโซลาร์เซลล์” เป็นร่มเงา ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ แต่สำหรับไทย นี่อาจเป็น “คำตอบ” ที่ทำให้สถานีรถไฟ พื้นที่กิจกรรม หรือแม้แต่ฟาร์มท่องเที่ยว สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ในทุกฤดูกาล
การใช้พลังงานสะอาด การแบ่งพลังงานให้ชุมชนผ่านระบบหลังคาเช่า หรือแม้แต่การส่งเสริมให้บ้านเรือนในเมืองพ่น “สีขาว” บนหลังคาเพื่อลดอุณหภูมิลง 2°C คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่นำ “ไคลเมตแอ็กชั่น” มาสู่ระดับประชาชนอย่างแท้จริง
ทั้งหมดนี้กำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Climate Action Week ครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้ ที่จะรวบรวมนโยบายการเงิน การคลัง เพื่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแนวทางให้รัฐ-เอกชนร่วมกันลงทุนอย่างยั่งยืน
ตลาดใหม่ : ไม่ใช่แค่ยุโรป ญี่ปุ่น แต่คือ อินเดีย-จีน-ตลาดโลกสีเขียว
อีกหนึ่งข้อมูลสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ “ลูกค้าท่องเที่ยว” จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย ซึ่งทุกวันนี้ตลาดใหญ่ในอนาคตอยู่ที่อินเดีย จีน และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้กำลังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นเรื่องสุขภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์ท้องถิ่น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทยยังรู้จักวัยรุ่นอินเดียน้อยมาก ในขณะที่ประเทศอื่นเริ่มตีตลาดนี้ได้แล้ว ตลาดใหม่ต้องการเรื่องเล่าใหม่ ต้องการ “การท่องเที่ยวที่รีเฟรชสุขภาพ” และ “การเดินทางที่มีความหมาย” นี่คือพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถยืนในฐานะ Soft Power ที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม นายวีระศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่กำลังเผชิญจากมาตรการของประเทศใหญ่จะไม่หยุดอยู่แค่ภาษีคาร์บอนจากสหรัฐ หรือยุโรป “ปลาใหญ่จะเริ่มบีบปลาเล็กทั้งหมด” และสิ่งเดียวที่ปลาเล็กอย่างไทยทำได้ คือ สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าจากสิ่งที่เรามี และเป็นเจ้าภาพของการเปลี่ยนผ่านโลกในแบบที่คนอยากจะมาเรียนรู้จากเรา
“ท่องเที่ยวไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ หากเรารวมพลังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือประชาชน เราจะไม่เพียงรอดพ้นจากความท้าทายนี้ แต่จะเติบโตอย่างสง่างาม บนเส้นทางใหม่ของโลกที่ต้องการความยั่งยืน ความจริงใจ และความร่วมมือมากกว่าที่เคย”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวราง-เวลเนสแบกเศรษฐกิจ หลังภาษีคาร์บอนบีบส่งออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net