‘เอ็กโก’ ปั้นกำไรลงทุนนอก ตะลุยซื้อกิจการพลังงานมะกัน-ตะวันออกกลาง
ประเทศไทยแม้จะมีศักยภาพในการหาแหล่งต้นกำเนิดเพื่อผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาดได้ไม่ยาก แต่ข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่องยังคงทำให้การได้มาของสัดส่วนจากพลังงานสะอาดยังน้อยเมื่อเทียบกับแหล่งอื่น ๆ ในต่างประเทศที่มีศักยภาพมากกว่า บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ “เอ็กโก กรุ๊ป” จึงแสวงหาโอกาสการลงทุนในประเทศที่จะเข้ามาเพิ่มสัดส่วนทั้งรายได้ กำไร และที่สำคัญคือ การทำเป้าหมายให้ได้สัดส่วนของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) ที่ 30% ในปี 2030 และ Net Zero ในปี 2050 ไม่ว่าจะด้วยวิธี M&A หรือจับมือลงทุนกับพาร์ตเนอร์ก็ตาม
ลุยพลังงานลมนอกชายฝั่งไต้หวัน
ย้อนไปเมื่อปี 2018 (2561) เอ็กโก ตัดสินใจที่จะออกไปลงทุนต่างประเทศในรูปแบบของโครงการพลังงานลมเป็นครั้งแรก โดยเลือกที่จะจับมือร่วมทุนกับนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด 3 ราย ประกอบด้วย Skyborn Renewables ถือหุ้น 31.98%, Total Energies ถือหุ้น 29.46%, EGCO Group ถือหุ้น 26.56% และ Sojitz Corporation ถือหุ้น 12% เพื่อดำเนินโครงการ “โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งหยุนหลิน” โดยบริษัท ยุนเหนิง วินด์ พาวเวอร์ จำกัด
โครงการดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณช่องแคบไต้หวัน ครอบคลุมพื้นที่ 82 ตารางกิโลเมตร และห่างจากชายฝั่งตะวันตกของมณฑลหยุนหลินในไต้หวัน เป็นระยะทาง 8-17 กิโลเมตร ประกอบด้วย กังหันลม 80 ต้น กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี กับ Taiwan Power Company (TPC) หรือการไฟฟ้าของรัฐบาลไต้หวันนั่นเอง
นางสาวจิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความน่าสนใจของโครงการอยู่ตรงที่อัตราการรับซื้อไฟของรัฐบาลไต้หวันที่สูงลิ่ว โดย 10 ปีแรกอยู่ที่ 7.1 เหรียญไต้หวัน/หน่วย และ 10 ปีถัดไปจะอยู่ที่อัตรา 3.5 เหรียญไต้หวัน/หน่วย หลังจากลงทุนมาแล้ว 6 ปี โครงการดังกล่าวจะรับรู้รายได้และกำไรเป็นปีแรกภายในปี 2568 โดยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มีศักยภาพการผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด 2,400 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี และยังสามารถจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้กับครัวเรือนไต้หวันได้มากถึง 600,000 หลังคาเรือน
ไต้หวันเอื้อต่างชาติถือหุ้น 100%
จากโครงการหยุนหลิน คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ให้บริษัทมีสัดส่วนกำไรจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น จากปี 2567 สัดส่วนกำไรจากต่างประเทศอยู่ที่ 65% เป็นส่วนของในไทยเองเพียง 35% เท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เอ็กโกเตรียมจบดีลกับพาร์ตเนอร์รายใหม่ในไต้หวัน หลังจากเจรจากันอยู่ระยะหนึ่ง เป้าหมายครั้งนี้เพื่อเดินหน้าแผนการลงทุนด้วยการควบรวม หรือซื้อกิจการ (M&A) ธุรกิจในไต้หวันเพิ่ม ซึ่งจะยังคงเป็นโครงการพลังงานลม
และเนื่องจากตามกฎหมายรัฐบาลไต้หวันยังไม่มีการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นในประเทศ โดยต่างชาติสามารถลงทุนได้ในสัดส่วนเต็ม 100% แต่จะมีเงื่อนไขเพียงว่าให้ใช้วัตถุดิบ อุปกรณ์ ชิ้นส่วนในประเทศ ซัพพลายเออร์ (Local Content) ไม่ต่ำกว่า 50% บวกกับไต้หวันเป็นประเทศที่มีอัตราค่าไฟค่อนข้างดี รัฐบาลสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE)
ตามแผนการพัฒนาพลังงานของไต้หวัน (PDP) รัฐบาลกำหนดไว้ว่า ในปี 2035 ไต้หวันต้องการพลังงานหมุนเวียนที่ 15 กิกะวัตต์ และกำลังพยายามลดพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงให้หมดในปี 2025 ที่เหลืออยู่เพียง 2 โรงสุดท้ายในประเทศ ด้วยเหตุผลที่ว่าประชาชนไม่ต้องการนิวเคลียร์ ขณะเดียวกันก็มีความต้องการพลังงานที่เป็นกรีนเพิ่มมากขึ้น และยังมีกฎที่ค่อนข้างพิเศษคล้ายกึ่งบังคับด้วยว่า เอกชนรายใหญ่จะต้องมีสัดส่วนการซื้อพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่เท่าไร ปีไหน หากซื้อไม่ครบจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับรัฐบาลไต้หวัน
การกำหนดกฎเกณฑ์ในลักษณะนี้จึงทำให้ไต้หวันเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นทุกปี แล้วเหตุใดการลงทุนในไต้หวันจึงเหมาะกับโครงการพลังงานลม ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าลักษณะภูมิประเทศของไต้หวันเอง ล้อมรอบด้วยทะเลเนื่องจากไต้หวันเป็นเกาะ ในขณะที่ช่องแคบไต้หวัน ซึ่งอยู่ระหว่างไต้หวันและจีนนั้น มีสภาพคลื่นลมรุนแรงตลอดทั้งปี ศักยภาพของการผลิตไฟฟ้าจากลมจึงสูงตามไปด้วย
ตุนดีลซื้อกิจการ ตปท.เพียบ
ในแผนของการลงทุนปีนี้ ตามที่เอ็กโกวางเม็ดเงินไว้ 30,000 ล้านบาทนั้น จะมีดีลควบรวมกิจการ (M&A) หลายดีล แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 คาดว่าจะทยอยปิดดีลได้ 4-5 โครงการ ทั้งในสหรัฐ ตะวันออกกลาง รวมถึงไต้หวัน ทำให้มั่นใจว่าปีนี้จะบรรลุเป้าหมายมีกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1,000 เมกะวัตต์ โดยการลงทุนในสหรัฐอเมริกาจะเป็นในรูปแบบของโรงไฟฟ้าพลังงานจากก๊าซและพลังงานหมุนเวียน ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังคงมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในสหรัฐ เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นจากโครงการ Data Center ทำให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและตลาดซื้อขายไฟฟ้าที่มีอัตราค่อนข้างดี
สำหรับโครงการสำคัญอีก 1 แห่งในสหรัฐของเอ็กโก คือ โครงการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัฐอะแลสกา (โครงการ Alaska LNG) ขณะนี้ยังคงอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกัน ระหว่างกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถึงความเป็นไปได้ที่จะนำเข้า LNG รวมถึงการลงทุนท่อส่งก๊าซ และการสำรวจและผลิต LNG ในอะแลสกา
และแม้ว่าขณะนี้เอ็กโกจะรับรู้กำไรจากโครงการสหรัฐ สัดส่วนที่ 16-17% แต่ในอนาคตกำไรในส่วนนี้จะกินส่วนแบ่งค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับกำไรที่มาจากต่างประเทศทั้ง 7 แห่ง ส่วนแผนการลงทุนในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เกิดขึ้นจากปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงของคนในพื้นที่ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า
ต่อให้เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังจะยังวุ่นวายจากภาษีของทรัมป์และสงครามระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่อย่าลืมว่า “พลังงาน” เป็นสิ่งจำเป็นต่อทุกคนเช่นกัน ดังนั้น เอ็กโกยังคงจำเป็นที่ต้องลงทุนต่อและมีโอกาสที่จะสร้างกำไรได้ในทุกปี เมื่อหันกลับมาดูประเทศที่กำลังรบกัน พบว่าอัตราค่าไฟฟ้าพุ่งขึ้น
นี่ก็จะเป็นบทหนึ่งของความท้าทายของเอ็กโกในการบริหารจัดการด้านพลังงาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นขนส่ง โลจิสติกส์ อยู่ที่ปัจจัยว่าพื้นที่ตรงไหนเอื้อและมีโอกาสเข้ามาก่อน ดังนั้น ภารกิจของเอ็กโกในการจะก้าวไปเป็น “Global Company” จึงไม่ใช่เรื่องยาก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘เอ็กโก’ ปั้นกำไรลงทุนนอก ตะลุยซื้อกิจการพลังงานมะกัน-ตะวันออกกลาง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net