โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รัฐบาลเร่งเครื่องโปรเจ็กต์เรือธง 20 บาทตลอดสาย-แลนด์บริดจ์

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 01.12 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 22.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง เป็นที่น่าจับตาว่าการผลักดันสารพัดบิ๊กโปรเจ็กต์เรือธงของรัฐบาลนี้ภายใต้การดูแลของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะสามารถเดินหน้าต่อหรือบางโครงการส่อพับแผนหรือถูกชะงักลง

ประเดิมที่กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 ก.ค. 2568 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย จากกรณีคลิปเสียงการสนทนากับสมเด็จ ฮุน เซน ประธาน วุฒิสภาแห่งกัมพูชา

รวมถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ในช่วงที่ผ่านมา เป็นจุดชนวนที่อาจกระทบต่อบิ๊กโปรเจ็กต์ค้างท่อของรัฐบาลได้

สำหรับโครงการแรก “นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” โดยตั้งเป้าให้ประชาชนสามารถใช้ได้ทุกเส้นทางภายในเดือนกันยายนนี้

ล่าสุดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 20 บาทตลอดสาย โดยมาตรการนี้มีระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 ถึง 30 ก.ย. 69 หรือตามมติคณะรัฐมนตรี

“โดยยืนยันว่าโครงการนี้ยังคงเดินหน้าต่อ ขณะเดียวกันผู้ให้บริการรถไฟฟ้าในปัจจุบันมีรูปแบบสัญญาสัมปทานและสัญญาจ้างเดินรถที่มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขทางธุรกิจแตกต่างกัน จึงได้กำหนดให้ประชาชนลงทะเบียนตามเงื่อนไขที่กำหนดบนแอปพลิเคชั่นทางรัฐ เพื่อรองรับการใช้งานตามโนบาย” นายสุริยะ กล่าว

สำหรับเงื่อนไขการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวบุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยระบุเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก บัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรโดยสาร (Rabbit Card ที่ลงทะเบียน) ที่จะใช้งานกับระบบรถไฟฟ้า ผ่านแอปฯ ทางรัฐ ซึ่งจะเริ่มลงทะบียนภายในเดือนส.ค.นี้

ทั้งนี้บัตรที่ได้รับการยืนยันการลงทะเบียนจะได้สิทธิโดยอัตโนมัติ เมื่อใช้งานหลังจากเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 68 ครอบคลุมทั้งโครงข่ายรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 8 สาย 13 เส้นทาง ระยะทาง 286.84 กม.จำนวน 193 สถานี ประกอบด้วย

รถไฟฟ้าสายสีเขียว,สีทอง,สีเหลือง,สีชมพู,สีน้ำเงิน,สายสีม่วง,สายสีแดง และ สายแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL)

สำหรับการใช้บริการรูปแบบบัตร Rabbit Card ใช้ได้กับสายสีเขียว, สีทอง, เหลือง, ชมพู ขณะที่บัตร EMV Contactless (Visa/Mastercard) ใช้กับ 6 สาย คือ

สายสีแดง, น้ำเงิน, ม่วง, ชมพู, เหลือง, ARL ไม่รวมสีทองและสีเขียว คาดว่าในอนาคตจะมีการเปิดระบบสแกน QR Code ในมือถือแทนการใช้บัตร เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนทุกภาคส่วน

ต่อมา “ระบบตั๋วร่วม” หนึ่งในกฎหมายที่ต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ

ตลอดจนการจัดตั้งกองทุนระบบตั๋วร่วมที่ต้องนำเงินอุดหนุนกองทุนฯเพื่อชดเชยรายได้จากผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าในแต่ละเส้นทาง ปัจจุบันเตรียมเสนอสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3

ขณะที่ “โครงการแลนด์บริดจ์” 1 ในบิ๊กโปรเจ็กต์เรือธงที่เดินหน้าโรดโชว์หลายประเทศเพื่อดึงนักลงทุนไทยและต่างชาติร่วมลงทุนที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาท

แต่โครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. (ร่างพ.ร.บ.SEC) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดทางการเพิ่มโอกาสด้านเศรษฐกิจการลงทุนในอนาคต

ทั้งนี้โครงการแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องรอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (พ.ร.บ. SEC) ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้เปิดรับความคิดเห็นภาคเอกชนประกอบ โดยเสนอไปที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว

ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกรมบัญชีกลางช่วยตรวจสอบประเด็นแหล่งเงินของกองทุนแลนด์บริดจ์ ที่จะนำมาใช้สำหรับชดเชยเป็นค่าเวนคืนที่ดินจากการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ 4 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง หากเสนอ ครม.ขออนุมัติได้ใน 1-2 เดือน

ตามแผนคาดว่าร่าง พ.ร.บ. SEC จะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2568 พร้อมจัดตั้งสำนักงาน SEC ก่อนเปิดประมูลคัดเลือก PPP ในช่วงต้นปี 2569

ส่วนนโยบายสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์) มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ที่รัฐเร่งผลักดันให้มีร่างกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร จนแล้วเสร็จ

ซึ่งผ่านกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชน ผ่านความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา และเตรียมเข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาฉบับนี้โดยเร็ว โดยเฉพาะการเดินหน้าปักหมุดพื้นที่กาสิโนในประเทศนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่ กระทรวงการคลัง (กค.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา อนุมัติให้ถอน “ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….” ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

สาเหตุที่กระทรวงการคลัง ได้เสนอขอถอนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเนื่องจากได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและมีการแต่งตั้งรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568

ประกอบกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคสังคม เห็นสมควรถอน ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

ดังนั้นจึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรี

โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามที่กระทรวงการคลังเสนอตามเหตุผลดังกล่าวข้างต้น

ถึงแม้ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….ถูกถอนแล้ว แต่ยังมีกระแสว่า 1 ในพื้นที่เป้าหมายโครงการนี้ อาจหนีไม่พ้นที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ที่มีแผนทบทวนการพัฒนาท่าเรือคลองเตยเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ กว่า 2.3 พันไร่ เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ซึ่งจะต้องอาศัยดันร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … ตามที่ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2568

โดยที่ประชุมสภาฯ มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.การท่าเรือฯ วาระ 1 แล้วเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2568 และเตรียมเสนอสภาฯพิจารณาวาระ 2 และ 3 ต่อไป

ฟากโครงการบ้านเพื่อคนไทย” 1 ในบิ๊กโปรเจ็กต์ของกระทรวงคมนาคม โดยใช้ที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บนทำเล 4 แห่ง รวม 12,000 ยูนิต ประกอบด้วย

ที่ดินบางซื่อ กม. 11 ,ที่ดินสถานีธนบุรี ,ที่ดินเชียงราก จังหวัดปทุมธานี ที่ดินเปล่าตรงข้ามสถานีรถไฟเชียงใหม่ ถนนเจริญเมือง รวม 15 ไร่

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้คนไทยที่ไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง และไม่มีประวัติค้างชำระเครดิตบูโร ได้จองสิทธิ์ที่พักผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แต่ปัจจุบันโครงการนี้ยังนิ่ง อีกทั้งยังไม่มีการอัพเดตโครงการให้ประชาชนเป็นระยะๆเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่เดินหน้าโครงการ

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้ฤกษ์จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการจับสลากเพื่อหาผู้ได้รับสิทธิโครงการบ้านเพื่อคนไทยระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัทเอสอาร์ที แอสเสท จำกัด

ขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แล้ว จำนวน 130,000 คน จากทั้งหมดที่มีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 260,000 คน โดยจะนำร่องจับสลากรายชื่อผู้โชคดี จำนวน 5,000 คน

ส่วนขั้นตอนหลังจากการลงนามสัญญาดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นบริษัทเอสอาร์ทีฯ จะหารือร่วมกับสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อดำเนินการจับสลากหาผู้โชคดี

จากนั้นจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและดำเนินการจับสลากได้ภายในเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเลื่อนจากแผนเดิมที่กำหนดการจับสลากในเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากนั้นจะเปิดประมูลหาผู้รับจ้างก่อสร้างโครงการฯภายในเดือนพฤศจิกายน 2568

อย่างไรก็ดีตามแผนจะเริ่มส่งมอบพื้นที่โครงการบ้านเพื่อคนไทย ระยะที่ 1 พร้อมเข้าอยู่ได้ภายในปลายปี 2569 โดยโครงการบ้านเพื่อไทย

ยังสอดรับกับกฎกมายทรัพย์อิงสิทธิ์ที่จะมีการแก้ไขในส่วนของการเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี เพื่อรองรับการเช่าที่ดินระยะยาวของภาคเอกชน ปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณา

สำหรับกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ์ที่ใช้กับที่ดินนั้น ถือเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิรูปแบบหนึ่งที่ให้ผู้เช่ามีสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคล้ายกับเจ้าของ

แต่มีระยะเวลาจำกัดตามที่ตกลงกันในสัญญา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะไม่เกิน 30 ปี. ทรัพย์อิงสิทธิแตกต่างจากการเช่าทั่วไปตรงที่ผู้ทรงทรัพย์อิงสิทธิมีสิทธิในการซื้อขาย โอน จำนอง หรือใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...