โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

อเมริกากลับสู่ความร่ำรวย ? "ภาษีทรัมป์" เริ่มเห็นผล รัฐบาลโกยรายได้ทะลุแสนล้านเหรียญ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 01.00 น.
อเมริกากลับสู่ความร่ำรวย ?

เงินกำลังหลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐอเมริกา เรียกได้ว่า โกยเงินเข้าประเทศของจริง จากผลพวงของ"ภาษีทรัมป์" ทำให้วันนี้ทางการสหรัฐฯ มีรายได้จากการเก็บภาษีนำเข้าพุ่งกว่าเดิมถึงสี่เท่าตัว ทะลุระดับแสนล้านดอลลาร์ พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

"ภาษีทรัมป์" ทำให้อเมริการ่ำรวย ?

ข่าวนี้เป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่ "ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์" ผู้นำสหรัฐฯ เคยพูดเอาไว้ ถือเป็นเรื่องจริง โดยทรัมป์เคยกล่าวเอาไว้ว่าภาษีนำเข้าจะเป็นแหล่งรายได้ที่ทำกำไรมหาศาล เพราะล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า ตอนนี้นโยบายภาษีการค้าของทรัมป์ ได้ช่วยดันให้รายได้จัดเก็บภาษีศุลกากรสหรัฐฯทะลุไปกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญทำเงินไหลเข้าสู่ประเทศ และอย่าลืมว่านี่เพียงแค่เริ่มต้น เพราะหลังจากนี้ไปเราจะได้เห็นรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำ และอาจจะพุ่งไปไกลถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ภายในปีนี้

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่าภาษีศุลกากรเริ่มที่จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลกลางอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รายได้จากภาษีพุ่งขึ้นไปจนทำลายสถิติใหม่ คือ เพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสี่เท่า โดยเพิ่มเป็น 27,200 ล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณจากรายได้รวม และ 26,600 ล้านดอลลาร์เมื่อคำนวณจากรายได้สุทธิหลังจากหักเงินคืนแล้ว

ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่า "เงินก้อนโต" จะเริ่มไหลเข้ามาหลังจากทางการสหรัฐฯได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้า "แบบต่างตอบแทน" (Reciprocal Tariff) ที่สูงขึ้นกับบรรดาประเทศและกลุ่มต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐฯ ซึ่งประกาศครั้งแรกตั้งแต่เดือนเมษายน และล่าสุดคือจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ขณะที่ภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariff) ที่ประกาศใช้กับทุกประเทศในการนำเข้าสินค้ามายังสหรัฐฯ ในอัตรา 10 % มีผลบังคับใช้ไปก่อนแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

เรื่องนี้กลายเป็นผลงานและความสำเร็จของรัฐบาลทรัมป์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ "สก็อตต์ เบสเซนต์" พูดถึงเรื่องนี้ผ่านทาง X ระบุว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ "ได้รับผลตอบแทนที่ดี" จากนโยบายภาษีของทรัมป์ และกล่าวย้ำว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อนำอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของประเทศกลับคืนมา พร้อมชื่นชมว่าเป็นเก็บภาษีที่สูงเป็นประวัติการณ์ และไม่มีภาวะเงินเฟ้ออีกด้ว

ทั้งนี้รายงานระบุว่า 9 เดือนแรกของปีงบประมาณปี 2025 (ตุลาคม 2024-มิถุนายน 2025) รายได้จากภาษีศุลกากรรวมแล้วทะลุไปแตะที่ 1.133 แสนล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากปีก่อนหน้า โดยงบเกินดุลดังกล่าวที่รายงานในครั้งนี้ยังถือว่าเป็นการพลิกผันจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมิถุนายนปีที่แล้ว ที่ต้องขาดดุลมากถึง 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์

และรายได้จากภาษีศุลกากรยังเป็นพระเอก หรือปัจจัยสำคัญที่มาช่วยทำให้รายรับรวมของรัฐบาลทรัมป์ในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 13%

ที่สำคัญคือ เมื่อวัดจากตัวเลขดังกล่าว เท่ากับว่าตอนนี้ภาษีศุลกากรได้กลายเป็นแหล่งรายได้อันดับ 4 ของรัฐบาลกลางแล้ว ขณะที่อันดับที่หนึ่ง คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2.683 ล้านล้านดอลลาร์ อันดับที่สอง คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ไม่หัก ณ ที่จ่าย 9.65 แสนล้านดอลลาร์ และอันดับที่สาม คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล 3.92 แสนล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ยังทำให้สัดส่วนรายได้จากภาษีศุลกากรเพิ่มมากขึ้นเมื่อคิดจากรายได้รวมของรัฐบาล โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 2% เป็น 5% ภายในเวลาเพียงแค่สี่เดือน

ภารกิจ"ทรัมป์" หาเงินมาจ่ายหนี้ ?

รายได้เพิ่มขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีกับทุกรัฐบาล แต่สำหรับสหรัฐฯ เรื่องใหญ่ที่ทิ้งไม่ได้ คือ ความท้าท้ายเรื่องหนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้ที่ต้องใช้ และหมายรวมถึงภาระดอกเบี้ยจำนวนมหาศาล ภาระต้นทุนดอกเบี้ยหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จนถึงตอนนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะขาดดุลงบประมาณอยู่ และยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อนับโดยรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ขาดดุลเพิ่มขึ้น 5% หรือ 64,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นมาเป็น 1.337 ล้านล้านดอลลาร์ โดยรัฐบาลมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นหลายด้าน ทั้งโครงการดูแลสุขภาพ เงินบำนาญประกันสังคม การใช้จ่ายด้านกลาโหม กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และแน่นอนว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยจากหนี้ที่มีอยู่ด้วย

ต้นทุนดอกเบี้ยของกระทรวงการคลังสำหรับหนี้สาธารณะก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสูงกว่ารายจ่ายอื่นๆ ทั้งหมดอยู่ที่ 921 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีงบประมาณ เพิ่มขึ้น 6% หรือ 53 พันล้านดอลลาร์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของกระทรวงการคลังส่วนใหญ่คงที่อยู่ที่ 3.3% เมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเพิ่มขึ้นมา 2 เบซิสพอยต์จากปีก่อน

สหรัฐฯแบกหนี้ 36 ล้านล้านดอลลาร์สูงสุดในโลก

ประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐฯเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายจับตา เพราะปัจจุบันนี้มีมูลค่าสูงถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์หรือคิดเป็น 122% ของ GDP ถือว่าเป็นประเทศที่มีมูลค่าหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก และมูลค่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นถึงไตรมาสละ 1 ล้านล้านดอลลาร์

โดยปัจจุบันนี้เจ้าหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ประกอบด้วย

เจ้าหนี้ภายในประเทศ 75% หรือ 27.2 ล้านล้านดอลลาร์ ได้แก่

ผู้ลงทุนบุคคล กองทุนรวมและกองทุนบำเหน็จบำนาญ ที่มีสัดส่วนการถือครองรวมกันมากที่สุด (15.16 ล้านล้านดอลลาร์)

หน่วยงานของรัฐ (7.36 ล้านล้านดอลลาร์)

ธนาคารกลางสหรัฐฯ (4.63 ล้านล้านดอลลาร์)

เจ้าหนี้ต่างประเทศอีก 25% หรือ 9.05 ล้านล้านดอลลาร์

โดยประเทศที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

ญี่ปุ่น (1.13 ล้านล้านดอลลาร์)

สหราชอาณาจักร (779.3 พันล้านดอลลาร์)

และจีน (765.4 พันล้านดอลลาร์)

ขณะที่ล่าสุดก็มีประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตาเรื่องหนี้ของสหรัฐฯ ว่าจะพุ่งสูงไปอีกหรือไม่ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ลงนามบังคับใช้กฎหมายใหม่ ในพิธีวันชาติสหรัฐที่ผ่านมา เป็นกฎหมายที่มาจากการผลักดันของทรัมป์ ที่ถูกเรียกว่า One Big Beautiful Bill หรือกฎหมายที่ยิ่งใหญ่และงดงาม ซึ่งประกอบไปด้วยนโยบายต่างๆของทรัมป์ ที่สำคัญ คือ การมาตรการลดภาษี และตัดรายจ่ายหลายอย่างของรัฐบาล ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจประเมินว่าอาจจะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปอีกมหาศาลจนเกิดความเสี่ยงต่อประเทศได้

เส้นตายภาษี ทรัมป์เก็บเรียบคู่ค้าทั่วโลก

1 สิงหาคม 2568 คือเส้นตายล่าสุดของภาษีทรัมป์ ที่จะเริ่มโกยเงินครั้งใหญ่จากการรีดภาษีสินค้าๆที่นำเข้าสู่สหรัฐอเมริกา โดยประเทศคู่ค้าต่างๆได้รับแจ้งอัตราที่แตกต่างกันไปผ่านทางจดหมายที่ทรัมป์ได้ร่อนถึง แม้หลายประเทศจะยังมีความหวังว่าจะได้รับการพิจารณาลดภาษีลง ผ่านการยื่นข้อเสนอ หรือยอมแลกหลายอย่าง

นอกจากนี้ยังภาษีสินค้าสำคัญในภาคอุตสาหกรรมอย่างทองแดง ก็จะถูกกำแพงภาษีจัดเก็บสูงขึ้นถึง 50% ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้เช่นกัน โดยประธานาธิบดีทรัมป์อ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ นอกจากนี้รัฐบาลทรัมป์ยังไม่จบแค่นี้อย่างแน่นอน เพราะมีการประกาศอีกแล้วว่าสหรัฐฯกำลังเตรียมเก็บภาษีสินค้าเซมิคอนดักเตอร์และยาเพิ่มเติมอีกด้วย

สหรัฐฯกำลังร่ำรวยจากภาษีที่รีดจากทุกประเทศ โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐ เบสเซนต์ได้เสนอแนะให้เพิ่มการจัดเก็บภาษีศุลกากรให้มากขึ้นอีก โดยแจ้งต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า การจัดเก็บภาษีประจำปีนี้ อาจเพิ่มขึ้นไปถึง 300,000 ล้านดอลลาร์ได้ภายในสิ้นเดือนธันวาคม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...