เศรษฐกิจครึ่งปีหลังแผ่ว ภัยเงินบาทฉุด ส่งออกหด จี้รัฐเร่งแก้เกม
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) และ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
สำหรับผลการประชุมประจำเดือน ก.ค.2568 สรุปว่า กกร.มองภาพเศรษฐกิจครึ่งปีหลังของไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและอังกฤษจะคืบหน้า แต่ยังไม่มีแนวโน้มจะได้ข้อสรุปก่อน 9 ก.ค. ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น หากไม่มีการขยายเวลาเพิ่มเติม ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางก็ยังส่อเค้ารุนแรง
แม้ช่วง 5 เดือนแรกของปี การส่งออกโต 14.9% YoY จากแรงเร่งนำเข้าสินค้าก่อนหมดมาตรการผ่อนปรนภาษีของสหรัฐฯ แต่ในช่วงครึ่งหลังมีแนวโน้มแผ่วลงและอาจหดตัวกว่า 10% ส่งผลให้ทั้งปีโตใกล้ศูนย์ กระทบภาคการผลิต จ้างงาน และรายได้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรม
กกร.คาดเศรษฐกิจไทยทั้งปีโตเพียง 1.5–2.0% โดยขึ้นอยู่กับอัตราภาษีส่งออก หากอยู่ที่ 10% จีดีพีอาจแตะ 2% แต่หากเพิ่มเป็น 18% อาจดิ่งเหลือแค่ 1.5% ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งอุปสงค์ในประเทศชะลอ นักท่องเที่ยวจีนไม่ฟื้น และความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบปี 2568–2569
อย่างไรก็ตาม กกร.ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวถึง 2.3% มองว่ายังเร็วเกินไปที่จะมองในแง่ดี ขณะปัจจัยลบยังรุมเร้า โดยกกร.แสดงความกังวลต่อเงินบาทแข็งเร็ว ทะลุ 32.5 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งแข็งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งที่เศรษฐกิจไทยชะลอและสินเชื่อไม่เติบโต พร้อมขอให้แบงก์ชาติ พิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบาย และควบคุมทิศทางค่าเงินให้สะท้อนเศรษฐกิจจริง
แม้การส่งออกจะดูดีจากตัวเลข แต่เป็นผลจากการนำเข้าสูง การผลิตและจ้างงานยังไม่ฟื้นชัด กกร.ชี้ปัญหาการสวมสิทธิ์ส่งออกและสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำยังเรื้อรัง พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ