โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงกลั่นกัดฟันอุดหนุนรัฐ ไทยออยล์หั่นกำไร 4,600 ล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2565 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2565 เวลา 00.09 น.

โรงกลั่นน้ำมันกระทบหนัก กำไร 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย.) หายวับ 16,800 ล้านบาท ลดลง 15-40% หลังรัฐเรียกเก็บ “กำไรส่วนเกิน” จากค่าการกลั่น-โรงแยกก๊าซ เกือบ 24,000 ล้านบาทเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตรึงราคาดีเซล

โบรกฯชี้ไทยออยล์หนักสุดต้องแบ่งกำไร 4,600 ล้านบาทช่วยอุ้มกองทุนฯจับตาโรงกลั่นต่างชาติแจ้งผู้ถือหุ้น หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลหุ้นโรงกลั่น-พลังงานร่วงทั้งกระดาน

ภายหลังการประชุมหน่วยงานเศรษฐกิจเพื่อบรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงและลดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อในวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมกับการออกมาแถลงข่าวที่อ้างว่า รัฐบาลได้เปิดการเจรจากับโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซภายในประเทศ “ยินดี” ที่จะให้ความร่วมมือในการนำส่ง “กำไรส่วนที่เพิ่มขึ้น” มาช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับประชาชน

โดยนำส่งเงินเข้า “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นเวลา 3 เดือน (กรกฎาคม-กันยายน 2565) ซึ่งนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะเก็บเงิน 3 ประเภท ได้แก่ 1) กำไรจากการกลั่นน้ำมันดีเซลเดือนละ 5,000-6,000 ล้านบาท ส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ

2) กำไรจากการกลั่นน้ำมันเบนซินเดือนละ 1,000 ล้านบาท จะนำไปลดราคาน้ำมันเบนซินทันที 1 บาท/ลิตร และ 3) กำไรจากโรงแยกก๊าซเดือนละ 1,500 ล้านบาท นำส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุน

การเรียกเก็บ “ส่วนต่าง” กำไรจากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงผิดปกติดังกล่าว แม้จะเป็นการ “ขอความร่วมมือ” แต่ก็ได้สร้างผลกระทบให้กับราคาหุ้นของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศปรับลดลงมาทันที ตั้งแต่การเปิดตลาดในเช้าวันที่ 17 มิถุนายน

พร้อมกับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มนักลงทุนเข้ามาในทำนองที่ว่า รัฐบาลกำลังเข้าไปแทรกแซง “ค่าการกลั่น” ซึ่งหมายถึงการทำกำไรขั้นต้นของโรงกลั่นน้ำมัน ที่จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทน้ำมันตลอดทั้งปี รวมไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้ในอนาคตด้วย

รีดกำไรไปช่วยกองทุนน้ำมันฯ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเข้ามาว่า การขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมันให้นำส่งกำไรส่วนที่เพิ่มขึ้นจากค่าการกลั่น และโรงแยกก๊าซนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องของ “สภาพคล่อง” ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากข้อเท็จจริงที่ว่า กองทุนน้ำมันฯแทบจะไม่มีความสามารถที่จะ “อุดหนุน” ราคาน้ำมัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ตามกรอบ 35 บาท/ลิตร ตามนโยบายของรัฐบาล โดยผลของการตรึงราคาน้ำมันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2564 ส่งผลให้ฐานะสุทธิของกองทุนน้ำมันฯติดลบ -91,089 ล้านบาท หรือใกล้ที่จะทะลุ -100,000 ล้านบาท ไม่เกินสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

ประกอบกับ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินเข้ามาเสริมสภาพคล่องในวงเงินขั้นต้น 20,000 ล้านบาทได้ เนื่องจากยังไม่มีสถาบันการเงินแห่งใดยอมปล่อยเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯ

หลังจากพิจารณาแผนการชำระหนี้แล้วเห็นว่า มี “ความเสี่ยงสูง” รัฐบาลไม่สามารถค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุน ขณะที่สถานะของกองทุนเองก็มีแต่ “เงินไหลออก” จากการชดเชยส่วนต่างราคาน้ำมันและก๊าซที่ยังคงอุดหนุนต่อเนื่อง ส่วนรายรับจาก “เงินไหลเข้า” น้อยกว่าเงินไหลออก แถมยังไม่มีความแน่นอนอีกด้วย

“เส้นตายของกองทุนน้ำมันฯก็คือ สิ้นเดือนมิถุนายน จะต้องมีแหล่งเงินใหม่ ๆ เข้ามาให้กองทุน แต่การกู้เงินไม่มีความคืบหน้า รัฐบาลเองก็มีทีท่าว่าจะไม่ยอมจัดสรรงบฯกลางเข้ามาช่วย แต่การจะปล่อยให้กองทุนน้ำมันฯสิ้นสภาพ และปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลก็จะส่งผลกระทบไปถึงตัวเลขเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

ในเมื่อหมดหนทางเลือกแล้ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเสี่ยงที่จะนำเงินจากค่าการกลั่นน้ำมัน และโรงแยกก๊าซ เข้ามาเติมให้กับกองทุน โดยตัวเลขที่คำนวณกันอย่างคร่าว ๆ จะเห็นว่า จะมีเงินไหลเข้ามาถึงเดือนละ 7,000-8,000 ล้านบาท หรือภายใน 3 เดือนที่เรียกเก็บเงินจากโรงกลั่นน้ำมัน จะมีเงินหมุนเวียนอยู่ที่ 21,000-24,000 ล้านบาท เท่ากับวงเงินเบื้องต้นที่กองทุนน้ำมันฯต้องการกู้จากสถาบันการเงินพอดี” แหล่งข่าวผู้ค้าน้ำมันกล่าว

จับตาท่าทีโรงกลั่นน้ำมัน

มีการตั้งข้อสังเกตเข้ามาว่า การเรียกเก็บเงินจากค่าการกลั่นน้ำมันครั้งนี้ ยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 โรง นอกจากนี้ทางกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ก็ยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

ท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า จะเรียกเก็บสิ่งที่เรียกว่า “กำไรส่วนที่เพิ่มขึ้น” นั้นอย่างไร เนื่องจากค่าการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นแต่ละโรงไม่เท่ากัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ได้ออกมาก็แตกต่างกันไป และใช้มาตรฐานใดที่จะชี้ว่า โรงกลั่นน้ำมันหรือโรงแยกก๊าซนั้น ๆ มีกำไรส่วนเพิ่มที่เท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม การเรียกเก็บกำไรส่วนเพิ่มครั้งนี้มีการอ้างว่า เป็นการ “ขอความร่วมมือ” เนื่องจากความไม่ชัดเจนของกฎหมายที่ว่า จะสามารถเรียกเก็บเงินจากกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นได้หรือไม่ เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

คือ กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่อยู่ในเครือ ปตท. กับโรงกลั่นน้ำมันที่เป็นของต่างชาติ ทั้ง 2 กลุ่มจะต้องเตรียมคำตอบไว้ให้กับผู้ถือหุ้นที่ว่า มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ จะต้องตัดกำไรส่วนเกินของธุรกิจการกลั่นและโรงแยกก๊าซเพื่อนำเงินไปอุดหนุนราคาพลังงานภายในประเทศ ผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นกลไกของรัฐบาล

ด้านแหล่งข่าวจากบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO มองว่า ธุรกิจการกลั่นน้ำมันเป็นธุรกิจระยะยาว มีวงจรธุรกิจทั้งขาขึ้นและขาลง การดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันเป็นไปตาม “หลักการค้าเสรี” อ้างอิงตามราคาตลาดโลก ทั้งนี้ “ค่าการกลั่น” ยังไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่นน้ำมัน เนื่องจากยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและกำไร/ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันเช่นกัน “ทางเอสโซ่ได้ร่วมหารือกับภาครัฐผ่านกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับค่าการกลั่นแก่ภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม เอสโซ่ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ จัดหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ปฏิบัติงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนช่วยเหลือชุมชนที่เราอาศัยอยู่”

ลดค่ากลั่น TOP อาการหนักสุด

นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาตรการใหม่ของภาครัฐที่จะออกมาข้างต้น เบื้องต้นจากการสอบถามไปยังบริษัทโรงกลั่นใน 4-5 แห่งพบว่า “ทางผู้บริหารยังไม่ทราบเรื่อง”

ดังนั้นจึงประเมินเบื้องต้นว่า หากมาตรการนี้เกิดขึ้นจริง และโรงกลั่นน้ำมันให้ความมือทุกแห่งก็จะกระทบ “กำไรสุทธิ” ในภาพรวมของธุรกิจโรงกลั่น (TOP-PTTGC-IRPC-BCP-SPRC-ESSO) รวมประมาณ 16,800 ล้านบาท ในช่วงเวลา 3 เดือน (ก.ค.-ก.ย. 65) โดยโรงกลั่นน้ำมันฝั่ง ปตท.จะกระทบกำไรสุทธิประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลกระทบต่อกำไรประมาณ 9% ของกำไรทั้งปี

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวมประมาณ 16,800 ล้านบาทนั้น โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ (TOP) จะ “อาการหนักสุด” เพราะว่าในแง่กำลังการกลั่นใหญ่ที่สุด จำเป็นต้องแบ่งกำไรไปประมาณ 4,600 ล้านบาท

ขณะที่ BCP-SPRC-ESSO จะอยู่ในระดับประมาณ 2,000-2,200 ล้านบาท ส่วน PTTGC-IRPC จะอยู่ที่ระดับประมาณ 2,900-3,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะคิดเป็นสัดส่วนที่กระทบต่อกำไรเฉลี่ยประมาณ 16-18% ของกำไรแต่ละบริษัททั้งปี แต่ IRPC จะคิดเป็นสัดส่วนกำไรถึง 40% เหตุผลเพราะกำไรน้อย และช่วงนี้ธุรกิจปิโตรเคมีไม่ดีด้วย

“คราวนี้จะขึ้นอยู่กับโรงกลั่นแต่ละแห่งจะเอาด้วยไหม เพราะประเด็นนี้เป็นเรื่องการขอความร่วมมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงกลั่นน้ำมันต่างชาติ เพราะอยู่ดี ๆ มาเอากำไรของเขาไป 16-18% ซึ่งถามว่า เอาไปช่วยประชาชนได้เยอะแค่ไหน ก็ต้องบอกว่า เอาไปตรึงราคาน้ำมันดีเซลได้แค่เดือนเดียว และ LPG ที่จะเก็บ 1,500 ล้านบาทต่อเดือน

จากกำไรจากโรงแยกก๊าซจะช่วยตรึงราคา LPG ให้กับก๊าซหุงต้มเฉพาะภาคครัวเรือนประมาณ 2 เดือนเท่านั้น โดยที่สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้ลดลงเลย หมายถึงกองทุนน้ำมันฯยังคงติดลบ -91,089 ล้านบาท อยู่ดี” นายจักรพงศ์กล่าว

ล่าสุดการเรียกเก็บ “กำไรส่วนที่เพิ่มขึ้น” จากค่าการกลั่นและโรงแยกก๊าซได้ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนค่อนข้างมาก แต่จะช่วยลดผลกระทบของภาครัฐบาลจากการอุดหนุนราคาน้ำมันไปได้แค่ 1-2 เดือนเท่านั้น ในขณะที่หากมีโรงกลั่นแห่งใดแห่งหนึ่งไม่เข้าร่วมมาตรการหรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือแล้ว รัฐบาลจะไม่ให้ขายน้ำมันในประเทศก็จะเกิดการส่งออกน้ำมันไปต่างประเทศ และถ้าโรงกลั่นน้ำมันหันมาส่งออกน้ำมันกันหมด

“ผมมองว่าจะกลายเป็นว่าน้ำมันในประเทศจะขาดแคลน เพราะแค่ 2 โรงกลั่นต่างชาติส่งออกหมดก็ขาดแล้ว” นายจักรพงศ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวเข้ามาว่า ทางผู้บริหารโรงกลั่นน้ำมันจะเข้าไปหารือกับกระทรวงพลังงานต่อ ดังนั้นคงจะต้องมี final solution ออกมาให้เห็นเร็ว ๆ นี้

หุ้นโรงกลั่นรูดลงทั้งกระดาน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ในวันที่ 17 มิถุนายน 2565 ณ เวลา 15.03 น. เข้ามาว่า ทั้ง 6 บริษัทโรงกลั่นน้ำมัน ราคาหุ้นไหลลงมาตั้งแต่เปิดตลาดภาคเช้าจนมาถึงภาคบ่ายลงไปทำจุดต่ำสุด นำโดย SPRC -9.60%, BCP -9.30%, TOP -7.04%, ESSO -5.08%, IRPC -4.85% และ PTTGC -3.31% ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ลงทุนน้อยกว่าตลาด”

แม้มาตรการข้างต้นจะเป็นการ “ขอความร่วมมือ” และยังไม่มีความชัดเจนของการจัดสรรในรูปแบบใด แต่เป็นปัจจัยลบต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมัน และหากต้องจ่าย “กำไรส่วนที่เพิ่มขึ้นจริง” ก็จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทอย่างน้อย 15-40% ซึ่งคาดว่า TOP จะได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน IRPC ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก หรือ BCP จะกระทบน้อยที่สุด

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...