โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

หนุ่มปริญญาโท เมืองรถม้า ปลูกและแปรรูปข้าวอินทรีย์ สร้างรายได้ดีเยี่ยม

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 11 ม.ค. 2564 เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2564 เวลา 23.00 น.

ทุ่งนาเขียวขจีราวกับธรรมชาติได้ปูพรหมสีเขียวที่ปลายต้นข้าวนั้นพลิ้วไหวไปตามแรงลมอ่อนๆ เป็นที่พักสายตาและรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนได้พบกับหนุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (Young Smart Farmer) ผู้มีวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนทัศนคติของคำว่าชาวนายากจนนั้นหายไปโดยสิ้นเชิง

คุณนที คล้ายสอน หนุ่มปริญญาโท วิศวกรโยธา เกษตรกรรุ่นใหม่ ยุคนิวนอร์มอล (New Normal) วัย 33 ปี ผู้ที่หันหลังกับงานประจำที่มีเงินเดือนสูง กลับมาสู่ธรรมชาติ เป็นผู้ที่มองเห็นว่าการเกษตรอินทรีย์ยั่งยืน คืนสู่ธรรมชาติ นำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา นำมาต่อยอดพัฒนาเชิงเกษตรอินทรีย์ปลูกข้าวโบราณหอมกลิ่นใบเตยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 จนถึงปัจจุบัน

“ผมเห็นชาวนาทั่วๆ ไปมีแต่ปัญหาเรื่องของราคาข้าวบ้าง ปุ๋ยปลอมบ้าง ผมจึงเกิดแรงบันดาลใจว่า ถ้าเราทำนาโดยไม่พึ่งสิ่งเหล่านี้ เราเกิดมาจากธรรมชาติเราก็ต้องอยู่ให้ได้แบบธรรมชาติ ผมขอสนับสนุนโครงการปลูกพืชแบบอินทรีย์ทุกชนิดครับเพื่อชีวิตที่ดีครับ ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ของผมมีอาชีพทำนา ถึงแม้ว่าทำงานประจำในรัฐวิสาหกิจ แต่ท่านก็สนับสนุนผมให้มาต่อยอดในเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์” คุณนที กล่าว

การทำนาปลูกข้าวเป็นพื้นฐานคนไทยส่วนใหญ่ใครๆ ก็ทำได้ แต่การใช้การวางแผนแบบเกษตรแนวใหม่โดยปลูกข้าวหมุนเวียน ทำให้มีรายได้ตลอดปี และยังแบ่งพื้นที่บางส่วนปลูกข้าวเพื่อทำน้ำนมข้าวที่ให้ความหวานโดยปราศจากน้ำตาล

ปลูกข้าวพันธุ์โบราณหอมกลิ่นใบเตย

ข้าวพันธุ์นี้รุ่นคุณพ่อคุณแม่ผมเขาเกิดมาก็เจอพันธุ์นี้แล้วครับ เมื่อสมัยก่อนไม่รู้ว่าเขาเรียกพันธุ์อะไร ด้วยความหอมและสีเขียวอ่อนของเมล็ดข้าวคล้ายใบเตย ผมจึงเรียกตามความเป็นจริงว่าข้าวพันธุ์โบราณหอมกลิ่นใบเตย ผมต้องขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ผมและทางปู่ย่าตายายที่ได้อนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ไว้ ทำให้ผมมีวันนี้อย่างภาคภูมิใจ

คำว่าข้าวพันธุ์หอมใบเตยเขาจดทะเบียนแล้วก่อนหน้านี้และมีขายในท้องตลาดทั่วไป แต่รสชาติและกลิ่นแตกต่างจากของผม ทำไมผมเรียกว่าข้าวของผมว่าข้าวหอมกลิ่นใบเตย เพราะสีของข้าวเปลือกและเมล็ดข้าวก็ยังเขียวอ่อนๆ คล้ายยอดเตยอีกด้วย คุณสมบัติเขาได้จริงๆ ครับ แต่ผมใช้ชื่อทางการค้าว่า ข้าวหอมใบเตยแววมณี

รสชาติและกลิ่นหอมเหมือนกลิ่นใบเตย สีเขียวอ่อนๆ ตอนหุงสุก นุ่ม และเหนียวนิดๆ นี่แหละเสน่ห์ของข้าวโบราณนี้ที่ผมต้องอนุรักษ์ไว้ เพราะเป็นข้าวที่เหมาะมากสำหรับปลูกเป็นข้าวอินทรีย์

แต่ข้าวพันธุ์โบราณนี้จะอ่อนไหวต่อสารเคมีมาก ถ้าจะปลูกต้องทิ้งที่นาให้ปลอดสารเคมีหรือปลูกพืชอย่างอื่นที่ไม่ใช้สารเคมีเลยอย่างน้อย 3-4 ปี เพราะไม่อย่างนั้นข้าวจะไม่โต จะตายในที่สุด ปลูกข้าวโบราณหอมกลิ่นใบเตยนี้ผมบอกได้ว่า คุ้มค่าครับ ระยะยาวมีแต่ได้กับได้ เพราะได้ราคาที่คุ้มค่าครับ

แรงบันดาลใจปลูกข้าวหอมกลิ่นใบเตยอินทรีย์

“ผมปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์ ข้าวหอมใบเตยพันธุ์โบราณ ตามรอยคุณแม่ ซึ่งเป็นหัวหน้าวิสาหกิจชุมชน นำมาต่อยอดทำแพ็กเกจจิ้งสวยงามที่ทำให้มีราคาและมีมูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้น และทำน้ำนมข้าวที่ดึงความหวานจากข้าวที่เป็นเกษตรอินทรีย์ เพราะว่าอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดี นำอาหารสะอาดเข้าสู่ร่างกาย” เจ้าตัวบอก

ผลิตน้ำนมข้าวหวานจากกระบวนการย่อยสลายโดยใช้เอนไซม์จากธรรมชาติ นมข้าว ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย นมข้าวทั่วไปธรรมชาติของน้ำนมข้าวก็จะมีรสจืดและอาจจะมีการเติมน้ำตาลเพื่อให้เกิดรสหวาน แต่นมข้าวอินทรีย์ของคุณนที มีรสหวานจากกรรมวิธีที่ดึงความหวานจากธรรมชาติของนมข้าวออกมาโดยไม่มีแอลกอฮอล์

เป็นเรื่องที่มีนวัตกรรมอาหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีเกษตรเชิงธรรมชาติ ที่เกษตรกรวัยยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ได้มีการวิจัยร่วมกันกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตลำปาง ได้ทำการวิจัยโดยดึงกระบวนการย่อยสลายข้าวให้เกิดเป็นความหวาน โดยใช้เอนไซม์จากธรรมชาติ ดึงเอาความหวานของข้าวออกมา เป็นผลิตภัณฑ์ที่เขาสร้างสรรค์ที่จะทำให้เพิ่มคุณค่าด้านอาหารและโภชนาการ นอกจากนี้ ก็ได้มีเครื่องดื่มแก้กระหายที่ปลอดภัย เป็นอาหารปลอดภัย เริ่มตั้งแต่ทำวัตถุดิบที่มาจากการทำเกษตรอินทรีย์ให้คนไทยได้กิน

น้ำนมข้าวในผลิตภัณฑ์ของคุณนที เป็นน้ำนมข้าวที่ได้จากข้าวสองสายพันธุ์คือ ข้าวหอมใบเตยอินทรีย์และข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ แต่ระยะเก็บเกี่ยว 120 วัน หรือคนโบราณเรียกว่า “ระยะพลับพลึง” ซึ่งข้าวปกติระยะปลูกถึงเก็บเกี่ยว 130 วัน คุณนทีสนใจที่จะแปรรูปข้าวให้มีคุณค่าของอาหารเพิ่มขึ้น พร้อมกับคุณค่าของวิตามินที่อยู่ในรูปของเครื่องดื่มสุขภาพที่ไม่มีน้ำตาล แต่จะดึงเอาน้ำตาลจากธรรมชาติของข้าวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายออกมา รสชาติจะหวานกลมกล่อม และหอมจากธรรมชาติของกลิ่นข้าว

แนวคิดของเกษตรอินทรีย์ที่ทำให้การเกษตรยั่งยืน

กระบวนการคิดแบบนวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ ทำให้เพิ่มคุณค่าทางการตลาดของข้าวขึ้นมานอกจากทำให้เกิดรายได้แล้วยังทำให้คนไทยได้มีเครื่องดื่มที่มีคุณค่า ได้ทั้งอาหารเสริมและทำให้คนทำเกษตรอินทรีย์ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ข้าว ทุกคนค่อนโลกต้องกิน เป็นอาหารแป้งที่ต้องมีทุกครัวเรือน โดยเฉพาะคนไทย ไปที่ไหนๆ ก็เห็นแต่ทุ่งนาอันเขียวขจีของเมืองไทย แต่ที่ปลูกเพื่อการค้านั้นถูกกำหนดโดยตลาดกลาง พ่อค้าคนกลาง

ในเนื้อที่ดินแปลงนาของคุณนทีมี 80 ไร่ เขาคิดว่าถ้าปลูกข้าวแบบเดิมๆ ใช้สารเคมีและส่งขายให้ตลาดกลาง จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่และพอมีพื้นฐานด้านการศึกษา ก็นำเอาแนวคิดนี้มาประยุกต์ให้ข้าวของเขาเป็นเสมือนหนึ่งข้าวทองคำก็ว่าได้ เพราะชีวิตเขามีรายได้เฉลี่ยแล้วมากกว่าเงินเดือนในอาชีพอย่างเขา 3-4 เท่า ต่อเดือน อีกอย่างเขาก็นำแนวคิดนี้มาปลูกผักอินทรีย์แบบรวมกลุ่มกันหรือแบบวิสาหกิจชุมชน ผลตอบรับก็ดีมากเช่นกัน

การทำเกษตรอินทรีย์ที่จริงแล้วมีต้นทุนต่ำมาก

คุณนที บอกว่า ถ้าปลูกข้าวอินทรีย์จริงๆ แล้วต้นทุนต่ำมาก แทบไม่ต้องใช้แรงงานเลย ไม่ต้องดูแลเรื่องวัชพืช เพราะวัชพืชก็เป็นส่วนหนึ่งที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยช่วยเป็นตัวพยุงเพื่อกันไม่ไห้ต้นข้าวล้มหรือถ้าต้นข้าวล้มก็จะไม่ล้มถึงพื้นซึ่งมีน้ำอยู่ทำให้เก็บเกี่ยวง่าย ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเกี่ยวกับระยะการให้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ข้าวอินทรีย์นี้ปลูกครั้งเดียวจบ แค่ดูแลเรื่องของน้ำเท่านั้นเอง

คุณนทีเน้นเกษตรอินทรีย์ ในปัจจุบันนี้ขายง่ายเพราะมีช่องทางขายหลายทาง โดยเฉพาะทางออนไลน์ ลูกค้าได้สินค้าโดยตรงจากชาวนาอย่างเขา ที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มาแวะดูแปลงนาของเขาได้ มาดูที่บ้านเขาได้ อันนี้แหละเป็นพื้นฐานของเครดิตอย่างดี ถ้ามีสินค้าที่ตรงตามที่เราบอกไว้

ปลูกเอง ขายเอง

“ครับผมปลูกเองและขายเอง จากเกษตรกรถึงมือผู้บริโภคโดยตรง การขายของผมก็เข้าโครงการโอท็อปของรัฐบาล ขายกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ขายในห้างสรรพสินค้าที่ลำปางและส่งออกไปร้านอาหารระดับดาวมิชลินที่อเมริกา อีกบางส่วน และขายทางตลาดออนไลน์ มาร์เก็ตเพลส อีกหลายตลาด ทุกวันนี้ลูกค้าต้องสั่งจองผมล่วงหน้าหลายเดือน ลูกค้าที่ได้กินข้าวหอมกลิ่นใบเตยของผมแล้วไม่อยากที่จะกินข้าวอย่างอื่นเลยครับ…ราคาขายผมขายกิโลละ 80 บาทครับ แต่ต้องจองล่วงหน้านะครับ รายได้ไม่ต้องพูดถึงครับผมอยู่ได้เลยครับ…ผมเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเข้าสู่ตลาดบนได้โดยการเพิ่มมูลค่าที่การสร้างบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ข้าวอินทรีย์จะไม่ใช้สารกันมอด เพราะฉะนั้น จะเน้นเรื่องการบรรจุหีบห่อ โดยใช้บรรจุในถุงซีลอย่างดี ผมบรรจุเป็นแพ็กละ 1 กิโลกรัม ง่ายแก่การเก็บและการบริโภคครับ” คุณนที บอก

สร้างรายได้และบริหารจัดการปลูกข้าว
เพื่อให้มีข้าวสู่ตลาดทุกๆ เดือน

คุณนที บอกว่า การบริหารจัดการ เป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับการสร้างรายได้เพิ่ม โดยเฉพาะการมีแนวคิดที่ว่าควรจะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากข้าว ซึ่งนอกจากการบริโภคเป็นอาหารหลักแล้ว และทำมาแปรรูปเป็นขนม ของว่างก็มีแล้ว เขาจึงมีแนวคิดว่า ทำอย่างไรทำข้าวให้เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ โดยดึงเอาน้ำตาลจากธรรมชาติที่มีอยู่ในข้าวนั้นออกมา

เขาจึงแบ่งข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยว 30% เพื่อมาแปรรูปเป็นน้ำนมข้าวอินทรีย์ ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และให้คงคุณค่าของสารอาหารและเก็บไว้ได้นานโดยไม่ใช้สารกันบูดใดๆ

ผลผลิตจากนาที่เขาทำจะได้ข้าวเปลือกประมาณ 40 ตัน เข้าโรงสีเป็นข้าวสารจะได้ประมาณ 25 ตัน ส่วนที่แบ่งปลูกอีก 30% เพื่อทำผลิตภัณฑ์น้ำนมข้าว เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คุณนที บอกว่า การปลูกข้าวชนิดนี้ตลาดยังไปได้อีกไกล เพราะคนไทยปัจจุบันนี้เริ่มหันมานิยมกินอาหารปลอดสารพิษมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันโรคภัยต่างๆ ก็พัฒนาตนเองขึ้นมาเพื่อต้านยามากขึ้น การกินอาหารเพื่อต้านทานโรค โดยเฉพาะอาหารที่ไม่ใช้สารเคมีนั้นถือว่าเป็นทั้งอาหารเป็นทั้งยาก็ว่าได้ ข้าวจึงเป็นพื้นฐานของการกินของคนเอเชีย เขาจึงเลือกพันธุ์ข้าวที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาปลูกและสร้างรายได้

“ผมก็ภูมิใจที่ผมเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ที่จะทำการเกษตรปลูกข้าวให้คนไทยบางส่วนอันน้อยนิดได้กินข้าวอินทรีย์ที่ผมผลิต และคาดว่ายังจะต้องมีเกษตรกรที่มีอุดมการณ์อย่างผมเกิดขึ้นอีกมากมาย หลังจากโรคระบาดโควิด-19 ทำให้คนไทยตื่นตัวเรื่องอาหารการกินมากขึ้น” คุณนที บอก

สนใจสอบถามเพิ่มเติม ผมยินดีให้ความรู้เรื่องปลูกข้าวและพืชผักเกษตรอินทรีย์ สอบถามได้ที่ คุณนที คล้ายสอน บ้านเลขที่ 30/5 หมู่ที่ 4 ตำบลพิชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000 โทร. (089) 435-4791

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...