โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลูกท้องผูก นั่งนานไปหน่อย คุณแม่ทำไงดี

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 10 ก.ค. 2562 เวลา 05.15 น. • Motherhood.co.th Blog

ลูกท้องผูก นั่งนานไปหน่อย คุณแม่ทำไงดี

ปัญหาสุขภาพของลูกน้อยย่อมทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่รู้สึกหนักใจเป็นธรรมดา อีกหนึ่งปัญหาที่หลายๆบ้านน่าจะเคยประสบก็คือ ลูกท้องผูก แถมอึแข็ง ถ่ายก็ยาก คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยทารกยิ่งกังวล ส่วนเด็กโตหน่อยบางทีมัวแต่นั่งชักโครกจนถึงกับทำให้ไปโรงเรียนสาย มาดูวิธีแก้อาการท้องผูกในเด็กกันค่ะ รับรองว่าจะช่วยขจัดปัญหาลูกท้องผูกบ่อยๆได้แน่นอน

ท้องผูก คือ ปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ ที่มีลักษณะเป็นก้อนที่มีความแข็งมากกว่าปกติ หรือมีลักษณะเป็นก้อนแข็งคล้ายเม็ดกระสุน ซึ่งทำให้ต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติและเกิดความเจ็บปวดตามมา บางคนที่มีอาการท้องผูกมากอาจมีแผลที่ก้นหรือมีเลือดปนมากับอุจจาระอีกด้วย

อาการท้องผูกเป็นเพราะอุจจาระแข็ง ทำให้เบ่งออกมายาก

เมื่อทารกท้องผูก

โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 3 เดือน อาจถ่ายวันละประมาณ 2-3 ครั้ง เมื่ออายุ 3-6 เดือน ก็จะถ่ายวันละประมาณ 3-4 ครั้ง ส่วนทารกที่อายุ 6 เดือนขึ้นไปจะลดลงมาที่วันละ 1-2 ครั้ง แต่ทารกก็อาจจะไม่ได้มีการขับถ่ายทุกวัน ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขาท้องผูกเสมอไป คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ดูลักษณะอุจจาระว่าแข็งหรือมีเลือดปนหรือไม่

ทารกจะมีความถี่ในการขับถ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละคน ขึ้นอยู่กับว่าเขาดื่มนมแม่หรือนมชง หัดกินอาหารได้หรือยัง แล้ววันๆเขากินอะไรไปบ้าง พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการและความผิดปกติในการขับถ่ายให้ดี อาการที่แสดงว่าอาจท้องผูกมีดังนี้

  • ไม่ค่อยถ่าย ความถี่ในการขับถ่ายแต่ละวันของทารกอาจจะไม่แน่นอน โดยเฉพาะในช่วงที่เริ่มหัดกินอาหาร หากสังเกตได้ว่าทารกไม่ขับถ่ายต่อกันเกิน 2-3 วัน อาจเป็นสัญญาณของอาการท้องผูกได้
  • ต้องออกแรงเบ่งอุจจาระ พ่อแม่ควรสังเกตว่าลูกเบ่งตอนขับถ่ายแรงกว่าปกติหรือเปล่า ลูกมีอาการหงุดหงิดหรือถึงขั้นร้องไห้ตอนขับถ่ายหรือไม่ ถ้าเขามีอาการเหล่านี้ แปลว่าเขาอาจท้องผูกอยู่
  • มีเลือดปนอุจจาระ ทารกที่ท้องผูกอาจมีเลือดปนออกมากับอุจจาระได้ เนื่องจากผนังทวารหนักฉีกขาดเพราะเขาเบ่งอุจจาระแรง
  • ไม่กินอาหาร ทารกจะไม่ค่อยกินอาหารและอิ่มเร็ว เพราะเขารูสึกอึดอัด ไม่สบายท้อง เนื่องจากยังไม่ได้ขับถ่ายของเสียออก
  • ท้องแข็ง ลักษณะท้องของทารกจะแน่น ตึง และแข็ง เป็นอาการท้องอืดที่เกิดขึ้นร่วมกับอาการท้องผูก

อาการท้องผูกมีสาเหตุจากอะไรบ้าง

ปัญหาของทารกท้องผูกมีสาเหตุอยู่หลายประการ โดยแบ่งได้ตามช่วงวัยของทารก ดังนี้

  • สาเหตุอาการท้องผูกของทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน

  • ปัญหาสุขภาพ หากทารกมีอายุน้อยกว่า 1 เดือนจะต้องได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเป็นอาการของภาวะลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด (Hirschsprung's Disease) ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้น 1 ใน 5,000 คน และจำเป็นจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

    • น้ำนม ทารกส่วนมากที่ดื่มนมแม่มักจะไม่มีปัญหาท้องผูก เพราะในนมแม่มีไขมันและโปรตีนที่ช่วยให้อุจจาระไม่แข็งตัว แต่เด็กอาจจะถ่ายยากเพราะแพ้โปรตีนในน้ำนมหรือในอาหารบางอย่างที่คุณแม่รับประทานเข้าไปและไหลผ่านน้ำนมไปสู่ลูก
    • คลอดก่อนกำหนด ทารกคลอดก่อนกำหนดหากมีอาการท้องผูกก็จะหนักกว่าเด็กทั่วไป เนื่องจากระบบย่อยอาหารยังเจริญไม่เต็มที่ ส่งผลให้อาหารที่รับประทานเข้าไปเคลื่อนตัวผ่านทางเดินอาหารได้ช้าและย่อยได้ไม่สมบูรณ์ อุจจาระจึงมีลักษณะแห้งและแข็ง
  • สาเหตุอาการท้องผูกของทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป

  • นมชง เด็กที่ดื่มนมชงเพียงอย่างเดียวจะมีอาการท้องผูกง่าย เนื่องจากนมชงมีส่วนผสมที่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้อุจจาระเป็นก้อน และเด็กอาจแพ้โปรตีนในน้ำนมก็เกิดอาการท้องผูกได้

    • อาหารต่างๆ จะเกิดในช่วงที่ทารกเปลี่ยนจากการดื่มนมแม่มาหัดรับประทานอาหารต่างๆ เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับของเหลวในปริมาณเท่าเดิม และอาหารที่รับประทานก็มีเส้นใยมากกว่า จึงเกิดอาการท้องผูก
    • ภาวะขาดน้ำ หากทารกประสบภาวะขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ ร่างกายจะดูดซึมน้ำจากอาหารที่กินเข้าไป รวมถึงน้ำจากกากของเสียในร่างกาย ทำให้อุจจาระแห้งและแข็ง ขับถ่ายลำบาก
    • อาการป่วยและยา อาการท้องผูกของทารกอาจเกิดขึ้นเพราะอาการป่วยอื่นๆ เช่น ไฮโปไทรอยด์ อาการแพ้อาหารบางชนิด โรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญอาหาร เป็นต้น รวมถึงอาการป่วยอื่นๆที่ส่งผลให้เด็กกินอาหารและดื่มน้ำน้อยลง ระบบร่างกายจึงทำงานผิดปกติและนำไปสู่ปัญหาท้องผูก
น้ำลูกพรุนและน้ำแอปเปิลจะช่วยระบายท้อง ผสมเพียงเล็กน้อยให้ลูกดื่มพร้อมนม

ดูแลลูกท้องผูกอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกโดยการปรับพฤติกรรมการกินอาหารเป็นหลัก และสามารถกระตุ้นการขับถ่ายด้วยวิธีต่างๆร่วมด้วยได้ ดังนี้

ปรับการกินอาหารของทารก

  • ทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากทารกในวัยนี้จะดื่มนมแม่เป็นหลัก จึงพบอาการท้องผูกได้น้อย แต่อาการท้องผูกอาจจะเกิดได้จากอาหารที่คุณแม่รับประทานเข้าไปแล้วส่งผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก ดังนั้นคุณแม่ที่ให้นมลูกควรหลีกเลี่ยงอาหารที่จะส่งผลต่อการขับถ่ายของลูก

  • ทารกอายุมากกว่า 6 เดือน ทารกวัยนี้เริ่มกินอาหารอย่างอื่นหรือดื่มนมชงเสริมจากนมแม่บ้างแล้ว คุณพ่อคุณแม่จึงควรปรับอาหารการกินของเขาเพื่อป้องกันท้องผูก ดังนี้

  • เปลี่ยนการให้นม ทารกที่ดื่มนมชงอาจจะแพ้ส่วนผสมบางอย่างในนมผง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนยี่ห้อนม และสังเกตว่าลูกแพ้ส่วนผสมตัวไหนในนม

    • เติมน้ำผลไม้ในนม น้ำผลไม้จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ หากดื่มเพียงเล็กน้อย โดยผสมน้ำลูกพรุนหรือน้ำแอปเปิลลงไปในนมแม่หรือนมชง ปริมาณ 30-60 มิลลิลิตรต่อวัน
    • เสริมใยอาหาร ทารกที่เพิ่งหัดกินอาหารควรเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องผูก หลีกเลี่ยงการกินข้าวกับกล้วย เพราะสองอย่างนี้จะจับตัวกันเป็นก้อนได้ง่าย ทำให้ร่างกายย่อยยาก ควรให้ลูกกินอาหารที่มีเส้นใยมากขึ้น เช่น บร็อคโคลี ลูกพรุน แอปเปิลแบบปอกเปลือก ธัญพืชที่ปรุงสุกแล้ว ขนมปังธัญพืชแบบไม่ขัดสี
    • ให้ดื่มน้ำมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำเปล่าและนมจะช่วยให้ร่างกายของเขาชุ่มชื่นและขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ อาจให้ลูกดื่มน้ำลูกพรุนเพื่อกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ โดยผสมเจือจางกับน้ำเปล่าไม่ให้รสเข้มจนเกินไป
ยาระบายสำหรับเด็กช่วยแก้อาการท้องผูกได้ แต่ควรให้แพทย์สั่งใช้ก่อนเท่านั้น

กระตุ้นลูกในการขับถ่าย

  • ช่วยเคลื่อนไหวร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยในการย่อยอาหาร ร่างกายจะลำเลียงเอาของเสียออกไปได้เร็ว ถ้าทารกยังเดินไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่อาจจับขาเขาทำจักรยานอากาศเพื่อช่วยกระตุ้นได้
  • นวดท้องให้ลูก วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ได้ดี คุณพ่อคุณแม่ลองนวดท้องส่วนล่างที่อยู่ใต้สะดือลงไปประมาณ 3 นิ้วมือ โดยใช้ปลายนิ้วกดลงไปเบาๆ ประมาณ 3 นาที ควรนวดวันละหลายครั้งจนกว่าเขาจะหายเป็นปกติ
  • ปรึกษาแพทย์ คุณพ่อคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาที่จะช่วยให้เด็กขับถ่าย โดยแพทย์อาจจะแนะนำยาที่ช่วยให้อุจจาระไม่แข็งตัว เพื่อให้ถ่ายง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ควรใช้ยาเหน็บก้นเป็นประจำ เพราะจะทำให้เด็กเคยชินและไม่ยอมขับถ่ายเอง และหลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานยาระบายเอง หากไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

สำหรับเด็กโตหน่อยที่เริ่มเข้าวัยเรียนแล้ว ก็สามารถปรับเปลี่นการกินอาหารของเขาให้มีผักและผลไม้ทุกมื้อ พร้อมทั้งเสริมสร้างลักษณะนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา ก็จะช่วยได้มากขึ้น หรือจะมองหาอาหารเสริมไฟเบอร์เป็นตัวช่วยก็ได้เช่นกัน

คุณพ่อคุณแม่สามารถนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดูแลลูกน้อยที่มีอาการท้องผูกได้นะคะ ยังไม่ต้องรีบหายามาใช้เอง หากทำตามวิธีแล้วลูกยังท้องผูกเกินกว่า 1 สัปดาห์ ก็ต้องไปหาแพทย์อย่างจริงจังแล้วค่ะ แพทย์จะได้วินิจฉัยและดำเนินการรักษารวมทั้งสั่งยาได้อย่างถูกต้องค่ะ

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...