โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติ "วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร" ในหลวง พระราชินี เสด็จฯ 20 มี.ค.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. 2564 เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2564 เวลา 10.19 น.
ภาพจาก ข่าวสด

ทำความรู้จัก “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” วัดเก่าแก่สไตล์ตะวันตก สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวง ร.10 พระราชินี จะเสด็จฯ วันที่ 20 มีนาคมนี้ 

วันที่ 18 มีนาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โพสต์เชิญชวนประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเปิดอาคารวิทยาลัยเสริมทักษะพระภิกษุ สามเณร วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม 2564 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ณ วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

“ประชาชาติธุรกิจ” ถือโอกาสพาผู้อ่านไปทำความรู้จัก “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สไตล์ตะวันตก เต็มไปด้วยจุดน่าสนใจหลายแห่ง  สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัดสถาปัตยกรรมตะวันตก

เว็บไซต์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เผยประวัติวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารว่า เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศใต้ คนละฝั่งกับพระราชวังบางปะอิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง เมื่อ พ.ศ.2421

ข้อมูลจาก ข่าวสด ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับยังพระราชวังบางปะอิน ซึ่งพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่ง ใช้ศิลปะแบบโกธิก โดยเฉพาะพระอุโบสถของวัด ที่เป็นอาคารมีโดมหอคอยปลายแหลม อย่างวิหารในสถาปัตยกรรมตะวันตก

ด้านหน้าบริเวณทางเข้าพระอุโบสถมีมุขยื่นออกมา ลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วซ้อนกัน 2 ชั้น รอบผนังพระอุโบสถเจาะช่องหน้าต่างเป็นรูปโค้งปลายแหลมทุกด้านของอาคาร บริเวณท้ายพระอุโบสถเป็นหอระฆังยอดโดมลักษณะรูปกรวยแหลมสูงขึ้นไป 3 ชั้น

แต่ละชั้นนั้นเจาะช่องหน้าต่างเป็นอาร์กแบบโค้งปลายแหลมไว้รอบหอระฆัง ชั้นแรกมีการเจาะช่องหน้าต่างทั้งสี่ด้าน และวางยอดปราสาทจำลองประดับไว้ที่มุมทั้งสี่ด้าน ถัดขึ้นไปชั้นที่ 2 และ ชั้นที่ 3 เจาะช่องหน้าต่างและประดับด้วยกระจกสี 8 ด้าน

บนสุดของยอดทำเป็นโดมปลายแหลม บนหอระฆังมีเจดีย์สำริดปิดทอง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตรงผนังเบื้องล่างยอดโดมประดับด้วยนาฬิกา บอกเวลาเป็นเลขโรมัน

ส่วนภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรร โมภาส” เป็นพระประธาน ซึ่งออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยใช้การผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยมกับศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน

บริเวณฐานชุกชีซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนในโบสถ์ ช่องหน้าต่างเจาะไว้เป็นหน้าต่างโค้ง และเมื่อหันกลับมองบนฝาผนังด้านหน้าของพระประธาน จะเห็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ประดับด้วยกระจกสีที่สั่งเข้ามาจากประเทศอิตาลี มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหาชมจากที่ใดในเมืองไทยไม่ได้

บูชาพระพุทธศาสนาด้วยของแปลกประหลาด

เว็บไซต์วัดนิเวศน์ เผยว่า เหตุที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกภายในวัดนั้น ปรากฎหลักฐานในจารึกประกาศพระราชทานที่วัดและเสนาสนะ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสงฆ์ ซึ่งมีความในพระราชดำริตอนหนึ่งในการถวายพระอาราม ดังนี้

“… ข้าพเจ้าคิดจะใคร่สร้างเป็นพระอารามน้อย ๆ สำหรับที่บำเพ็ญกุศลใกล้พระราชวังในเวลาเมื่อได้มาขึ้นมาพักแรมอยู่ที่เกาะบางปะอินนี้ จึงได้คิดถมดินให้พ้นน้ำตามฤดูที่เคยประมาณว่าเป็นอย่างมากโดยปรกติ แล้วให้เจ้าพนักงานจ้างเหมาช่างชาวตะวันตก กะวางแผนที่ทำตามแบบอย่างกับประเทศตะวันตกทุกสิ่ง ซึ่งได้ให้คิดสร้างโดยแบบอย่างเป็นของชาวต่างประเทศดังนี้

ด้วยมีความประสงค์จะบูชาพระพุทธศาสนาด้วยของแปลกประหลาด แลเพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงชมเล่นเป็นของแปลก ยังไม่เคยมีในพระอารามอื่น แลเป็นของมั่นคงถาวรสมควรเป็นพระอารามหลวงในหัวเมือง ใช่จะนิยมยินดีเลื่อมใสในลัทธิศาสนาอื่น นอกจากพระพุทธศาสนานั้นหามิได้”

การก่อสร้างใช้ระยะเวลาทั้งหมดรวม 2 ปี 22 วัน สำเร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2421 และได้โปรดเกล้าให้จัดการฉลองสมโภชครั้งใหญ่ รวม 4 วัน 4 คืน และทรงนิมนต์พระอมราภิรักขิตจากสำนักวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม มาเป็นเจ้าอาวาส ภายหลังจากงานต่าง ๆสิ้นสุดลง เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 9 แรม 13 ค่ำ ปีฉลู นพศก 1239 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน 2421

จุดน่าสนใจหลายแห่งในวัด

นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของวัดยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง อาทิ สุสานสวนหิน “ดิศกุลอนุสรณ์” ซึ่งรวบรวมหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินปูน หินทราย หินกรวด หินชนวน

อีกทั้งยังเป็นสถานที่บรรจุอัฐิของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และอัฐิของเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และมีอัฐิของเจ้านายราชสกุลดิศกุลอีกหลายองค์

หอพระไตรปิฎกเป็นอาคารทรงจัตุรมุขสองชั้น ขนาด 7.40×7.40 เมตร ก่ออิฐสอปูน ชั้นล่างเป็นพื้นปูกระเบื้องหินอ่อนสีเทา หลังคาเป็นโครงไม้มุงด้วยกระเบื้องจีน เป็นหอเก็บพระคัมภีร์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างรวม 119 คัมภีร์ เมื่อปีพุทธศักราช 2421

หอไตรปิฎกแห่งนี้มีความงามตามแบบศิลปะโกธิกที่นิยมในสมัยกลางที่ประเทศอังกฤษ ภายในเป็นตู้พระไตรปิฎกหกเหลี่ยมบรรจุพระคัมภีร์ทั้งสิ้น

พระตำหนักสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระตำหนักเป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐสอปูน พื้นไม้กระดานทั้งสองชั้น หลังคาโครงไม้มุงด้วยกระเบื้องลอน หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าว่า

“เมื่อครั้งเสด็จพ่อทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ได้เสด็จไปจำนำพรรษาอยู่ที่วัดนิเวศฯ เพราะในขณะที่วัดนี้กำลังก่อสร้าง เสด็จพ่อทรงเป็นราชองครักษ์ตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงไปทอดพระเนตรการก่อสร้างทุกวัน สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ตรัสว่า…วัดนี้เงียบสบาย เจ้านายผนวชก็อยู่ได้…เสด็จพ่อจึงทูลรับว่า ถ้าถึงปีทรงผนวชจะเสด็จมาอยู่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปลูกตำหนักถวายหลังหนึ่ง”

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงผนวชและจำพรรษาที่วัดนี้ เมื่อพุทธศักราช 2426 เพื่อสนองพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะให้เจ้านายประจำพรรษาที่วัดนี้บ้าง

ในระหว่างที่ทรงจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ได้ทรงตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น และได้ทรงพระราชนิพนธ์ตำราเรียน “แบบเรียนเร็ว เล่ม 1” เพื่อใช้สอนนักเรียนที่โรงเรียนของวัดนี้เป็นครั้งแรก

การเดินทาง

การเดินทางไปวัดนิเวศธรรมประวัติมีทางเดียวคือ นั่งกระเช้าไฟฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งที่จอดรถวัดนิเวศธรรมประวัติจะอยู่ติดกับที่จอดรถของพระราชวังบางปะอิน

กระเช้าไฟฟ้าเปิดให้บริการตั้งแต่ 05.30-20.30 น. มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมกระเช้าเพื่อรับส่งผู้คนทั้งสองฝั่งที่ต้องเดินทางไปมาตลอดวัน เมื่อมาถึงบนเกาะแล้ว บริเวณทางลงกระเช้าจะมีกล่องรับบริจาคให้ช่วยเหลือค่าไฟ และค่าซ่อมบำรุงกระเช้าซึ่งแล้วแต่ศรัทธาของแต่ละคน

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...