โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิดวัฒนธรรมพันปี เมื่อมนุษย์รู้จักดื่ม "ไวน์" แพร่หลายเข้าสู่ไทยเมื่อใด?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ส.ค. 2568 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2565 เวลา 03.19 น.
คนงานในฟาร์มสั่งถังในห้องเก็บไวน์ ระหว่างการเก็บเกี่ยวองุ่นในเมือง Champagne ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1945

ไวน์เข้ามาสู่ไทยตั้งแต่เมื่อใด กำเนิดวัฒนธรรมดื่ม “ไวน์” มากกว่า 1,000 ปี

มนุษย์รู้จักองุ่นมานานกว่าหมื่นปีที่แล้ว นำมาใช้ประโยช์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกินผลสด ตากแห้งเป็นลูกเกด คั้นเป็นน้ำองุ่นสำหรับดื่ม กระทั่งเรียนรู้นำองุ่นมาหมักจนเกิดเป็นเหล้าองุ่นหรือ “ไวน์”

ต้นกำเนิดขององุ่นย้อนไปราว 9,000 ปีก่อนคริสตกาล ในแถบคัปปาโดเคีย (Cappadocia) บนที่ราบสูงอนาโตเลียในประเทศตุรกีปัจจุบัน และในแถบจอร์เจีย บนฝั่งตะวันออกของทะเลดำ ใกล้กับเทือกเขาคอเคซัส และมีการค้นพบโรงกลั่นไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในอาร์เมเนียซึ่งมีอายุราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อราว 6,000 ปีก่อน

พืชพันธุ์องุ่นขยายตัวไปยังดินแดนต่าง ๆ พร้อมกับการอพยพตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนคริสตกาล ในยุคอียิปต์โบราณ เมื่อครั้งยกกองทัพขึ้นมาทางเหนือจนถึงดินแดนคานาอัน ได้กวาดต้อนชาวยิวไปเป็นทาส ในครั้งนี้เองที่องุ่นได้แพร่หลายสู่ดินแดนไอยคุปต์ มีการผลิตไวน์ขึ้นที่นั่นจนกลายเป็นเครื่องดื่มสำคัญของอียิปต์ โดยเฉพาะพวกชนชั้นสูงซึ่งนิยมดื่มไวน์ ในขณะที่ชนชั้นล่างนิยมดื่มเบียร์

ที่ดินแดนอียิปต์นี้เองที่ได้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรถึงองุ่นเป็นครั้งแรก เอกสารจารึกบนกระดาษปาปิรุสเมื่อ 2,000 ปี ก่อนคริสตกาลระบุไว้ว่ามีการใช้ไวน์เป็นยารักษาโรค นอกจากนี้ยังมีบันทึกการขึ้นทะเบียนไวน์ไว้ด้วย เช่น มีการระบุชื่อไร่ ชื่อเจ้าของไร่ และชื่อผู้ดูแลรักษาคลังไวน์ของไร่นั้น ขาดแต่เพียงการระบุพันธุ์องุ่นเท่านั้น

ต่อมาไวน์ก็แพร่หลายไปสู่อารยธรรมต่าง ๆ ไปสู่ดินแดนอื่น ๆ ทั้งในลุ่มแม่น้ำสินธุ และในอารยธรรมกรีก ความนิยมไวน์สูงมากแค่ไหน ก็ดูได้จากการเคารพบูชาเทพเจ้าไดโอนิซุส ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งไวน์ เรื่อยมาจนถึงอารยธรรมโรมัน อันเป็นยุคที่การทำไร่องุ่นได้ขยายไปทั่วทวีปยุโรป นั่นเพื่อให้ทหารโรมันมีไวน์สำหรับดื่มในทุกพื้นที่ที่โรมันเข้าปกครอง

จวบจนถึงการถือกำเนิดของศาสนาคริสต์ ในเวลาที่จักรวรรดิโรมันกำลังเรืองอำนาจ โดยช่วงก่อนที่พระเยซูจะทรงถูกจับไปตรึงกางเขนนั้น พระองค์ทรงรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้าย อยู่กับพระอัครสาวกทั้ง 13 คน

ในอาหารมื้อนี้เอง ที่พระองค์ทรงหยิบขนมปังขึ้นมา ขอพระพรให้กับทุกคน ๆ พร้อมกับตรัสว่า “จงรับไปกินเถิด นี่คือกายของเรา” จากนั้นก็ทรงหยิบแก้วไวน์ขึ้น เมื่อขอบพระคุณแล้วก็ส่งไปให้อัครสาวกทั้งหลาย พร้อมกับตรัสว่า“จงรับไปดื่มทุกคนเถิด เพราะว่านี่คือโลหิตของเราอันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ที่หลังออกเพื่อยกบาปโทษคนจำนวนมาก”

ไวน์จึงเพิ่มความสำคัญสำหรับผู้นับถือคริสต์ศาสนา และได้กลายเป็นที่มาของการกินขนมปังและจิบไวน์ในพิธีศีลมหาสนิท

กระทั่งเมื่ออารยธรรมของมนุษย์วัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ไวน์ก็เติบโตและแทรกซึมเข้าสู่ดินแดน ทุกอารยธรรม ทุกแห่งทุกหน กระโจนข้ามสมุทรสู่นานาทวีป จนกลายเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ทั่วโลกนิยมดื่มจนถึงปัจจุบัน

ไวน์เข้ามาสู่ไทยตั้งแต่เมื่อใด?

องุ่นแพร่เข้าสู่สุวรรณทวีปเมื่อใดไม่ปรากฏชัด แต่หากลองพิจารณาคำว่า “องุ่น” ในภาษาไทยนั้น พบว่ามีที่มาจากภาษาเปอร์เซียว่า อังกรุ (Anggur) และแม้แต่ภาษามลายูและภาษาฮินดีก็รับเอาคำนี้มาเช่นกัน โดยภาษามลายูเรียกองุ่นว่า อักกุร (Anggor และ Anggur) ส่วนภาษาฮินดีเรียกองุ่นว่า อํคุระ แปลว่า ลูก

ดังนั้น องุ่นจึงอาจแพร่เข้าสู่ดินแดนแถบนี้มาตั้งแต่สมัยเป็นยังรัฐโบราณ เก่ากว่าสมัยสุโขทัยขึ้นไป

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าในพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยามี “สวนองุ่น” อันเป็นแหล่งปลูกองุ่น ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระราชวังหลวง และยังปลูกองุ่นที่พระราชวังที่ลพบุรีอีกด้วย

ลา ลูแบร์ ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บันทึกถึงไวน์ไว้ว่า “ชาวสยามไม่ยึดเอาการดื่มชาเป็นหลักนัก เขาชอบดื่มเหล้าองุ่นมากกว่าถ้ามีให้ดื่ม แม้ว่าเครื่องดื่มดองของมึนเมาทั้งหลายนั้นจะเป็นสิ่งต้องห้ามตามทางพระศาสนาก็ตาม”

แม้จะมีการปลูกองุ่น แต่การหมักองุ่นทำไวน์ในสมัยนี้หรือไม่ สันนิษฐานว่าองุ่นที่ปลูกในท้องถิ่นไม่สามารถนำไปทำไวน์ชั้นเลิศได้ ดังที่ ลา ลูแบร์ กล่าวถึงองุ่นในกรุงศรีอยุธยาว่าไม่สามารถนำพันธุ์ชั้นดีจากยุโรปมาปลูกให้งอกงามได้ สุดท้ายก็จะเสื่อมพันธุ์ลงจนกลายเป็นองุ่นธรรมดาสามัญ“แต่ในสยามซึ่งภูมิอากาศยิ่งร้อนจัดกว่านั้น ก็ไม่มีองุ่นดีได้เหมือนกันเถาองุ่นน้อยต้นที่ปลูกขึ้นได้ที่เมืองละโว้ในพระราชอุทยานนั้นก็ได้ผลเป็นพวงองุ่นชนิดเลว เมล็ดในเล็กและมีรสขม”

ฉะนั้น จึงไม่เป็นการสงสัยว่าจะต้องมีการซื้อขายไวน์เกิดขึ้น ลา ลูแบร์ กล่าวว่า พวกอังกฤษและดัตช์นำเหล้าองุ่นหรือไวน์จากเปอร์เซียหรือยุโรปมาขาย แม้จะต้องผ่านเขตสภาพอากาศร้อนแต่ก็ยังรักษาคุณภาพสินค้าไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีเหล้าองุ่นจากญี่ปุ่นและจีนอีกด้วย แต่คุณภาพด้อยกว่า ลา ลูแบร์ กล่าวว่าเป็นแต่เพียงเบียร์ที่ผสมให้มีรสแรงขึ้นเท่านั้น แต่ก็น่าดื่มไม่แพ้กัน

แน่นอนว่าคนที่ต้องบริโภคไวน์มากที่สุดในพระราชอาณาจักรคงหนีไม่พ้น เจ้าพระยาวิไชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน โดยได้สั่งไวน์มาทางเรือไว้บ้าง แม้แต่ที่ลพบุรีก็มีถ้ำสำหรับเก็บรักษาไวน์

คนไทยคงคุ้นเคยกับไวน์ในสมัยนี้พอควร โดยเฉพาะพวกที่เปลี่ยนศาสนาหันไปเข้ารีตก็คงมีโอกาสได้ดื่มไวน์จากการเข้าพิธีศีลมหาสนิท แต่คนไทยที่ (ต้อง) คุ้นเคยกับไวน์แน่ ๆ คือ บรรดาคณะราชทูตอย่าง โกษาปาน รวมถึง หม่อมราโชทัย ที่เดินทางไปอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 4

ในนิราศลอนดอนของหม่อมราโชทัย ได้บันทึกถึงไวน์ไว้ว่า“โปรดให้นำไทยทั้งสิ้นไปกินเลี้ยง มีของเคียงคาวหวานใส่จานตั้ง อีกชำเปนน้ำองุ่นหนุนประดัง ขุนนางทั้งภรรยาก็มากิน” และ“เวลาเที่ยงเลี้ยงน้ำชาผลาผล กินออกจนมิได้หยุดช่างสุดแสน ขนมจืดขนมหวานจานแบนแบน อีกเหล้าแวนเบียดำทั้งชำเปน ซึ่งคำว่า “ชำเปน” ก็คือ “แชมเปญ” เป็น Sparkling Wine ที่มาจากแคว้น Champagne ประเทศฝรั่งเศส นั่นเอง

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ไวน์คงแพร่หลายและมีการซื้อขายทั่วไปในพระนคร ถึงสมัยรัชกาลที่ 5 การดื่มไวน์ในหมู่ชนชั้นสูง ทั้งเจ้านายในพระราชวงศ์ และขุนนางโดยเฉพาะที่ทำงานด้านการทูต ก็คงดื่มไวน์กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

นพพร สุวรรณพินิช. (พฤศจิกายน, 2538). ไวน์กับเจ้าขุนมูลนายสยาม. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 17 : ฉบับที่ 1.

พิชัย วาศนาส่ง. (มิถุนายน, 2546). วัฒนธรรมไวน์. สารคดี. ปีที่ 19 : ฉบับที่ 220.

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. (2562). คติขนมปังกับไวน์ คือเรือนร่างและเลือดพระเยซูของชาวคริสต์ มาจากวัฒนธรรมการกินขนมปังกับเบียร์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในอียิปต์ และเมโสโปเตเมีย. มติชนสุดสัปดาห์. ฉบับวันที่ 19-25 กรกฎาคม 2562. เข้าถึงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564, จาก www.matichonweekly.com/column/article_213821

หม่อมราโชทัย. (ออนไลน์). นิราศลอนดอน. เข้าถึงเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564, จาก vajirayana.org/นิราศลอนดอน

JAMES OWEN. (2011). Earliest Known Winery Found in Armenian Cave. Access 31 March 2021, from www.nationalgeographic.com/culture/article/110111-oldest-wine-press-making-winery-armenia-science-ucla

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 มีนาคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กำเนิดวัฒนธรรมพันปี เมื่อมนุษย์รู้จักดื่ม “ไวน์” แพร่หลายเข้าสู่ไทยเมื่อใด?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...