โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

"ฤดูใบไม้ผลิ" ฤดูที่เผด็จการกลัว! : สุรชาติ บำรุงสุข

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 มี.ค. 2564 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 09.03 น.

การเมืองก็เหมือนกับชีวิตของมนุษย์ อยากที่จะอยู่ในฤดูกาลที่อบอุ่น ในแบบของ “ฤดูใบไม้ผลิ” อันเป็นช่วงเวลาที่ความอบอุ่นนำมาซึ่งการผลิดอกออกใบของต้นไม้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ฤดูใบไม้ผลิจะเป็นสัญลักษณ์ของความหวังของชีวิต และเป็นดังการเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ในบริบททางการเมือง ฤดูใบไม้ผลิจึงเป็นภาพแทนที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

หากเปรียบเทียบโดยนัยแล้ว ระบอบเผด็จการจะมี “ฤดูหนาว” เป็นตัวแทน และยิ่งเผด็จการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงประชาชนมากเท่าใด ฤดูหนาวก็ยิ่งหนาวเหน็บมากขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้นทั้งชีวิตผู้คนและชีวิตทางการเมืองจึงไม่มีใครอยากอยู่ในฤดูหนาว ทุกคนอยากอยู่ในฤดูกาลของความอบอุ่น และในท่ามกลางการต่อสู้ ก็มีความหวังเสมอกับความเป็นจริงของฤดูกาลว่า จะไม่มีปีไหน ที่ฤดูใบไม้ผลิจะไม่มา แม้ในบางปี ฤดูใบไม้ผลิอาจจะมาช้าไปบ้าง … แม้ฤดูหนาวจะแสนนานเพียงใด แต่สุดท้ายความหนาวเย็นที่เกิดขึ้น ก็จะถูกความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิขับไล่ไปเสมอ

มิติประวัติศาสตร์

การเปรียบเทียบเช่นนี้ทำให้การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยได้รับการยกย่องให้เป็นดัง “ฤดูใบไม้ผลิทางการเมือง” อันเป็นดังการสร้างให้เกิด “ความอบอุ่นทางการเมือง” เพื่อขับไล่ “ความหนาวเหน็บ” ของระบอบเผด็จการออกไป

การใช้คำว่าฤดูใบไม้ผลิ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในทางการเมือง แม้การใช้เช่นนี้จะเกิดขึ้นในบริบทของการเมืองยุโรปตั้งแต่การปฏิวัติของชนชั้นนายทุนในปี 1848 แล้ว และการเกิดของวาทกรรมนี้ เป็นผลจากการต่อสู้ทางการเมืองที่นำไปสู่การสร้างพันธมิตรระหว่างชนชั้นกลางที่มีฐานะเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน กับชนชั้นล่างที่เป็นกรรมาชีพ ที่ก่อตัวขึ้นจากการสร้างระบบอุตสาหกรรมของสังคมยุโรป

พวกเขาเรียกร้องให้ยกเลิก “ระบบศักดินายุโรป” เพราะไม่สอดรับกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และขณะเดียวกันก็เรียกร้องที่จะมีตัวแทนทางการเมือง ที่ไม่ใช่มีแต่ตัวแทนจากชนชั้นสูงที่มาจากตระกูลขุนนางเท่านั้น การเปิดการเคลื่อนไหวเช่นนี้ ทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามทางการเมืองต่อระบอบเก่า และถูกปราบปรามอย่างหนักในเวลาต่อมา

ฉะนั้นแม้การเรียกร้องทางการเมืองเช่นนี้ จะจบลงด้วยการปราบปราม อันเป็นเสมือนกับความพ่ายแพ้ แต่ผลด้านกลับเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ เพราะได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญกับการเมืองโลกและการเมืองยุโรป โดยเฉพาะมรดกที่ถูกทิ้งไว้อย่างมีนัยสำคัญกับการเมืองสมัยใหม่คือ การผลักดันแนวคิดที่รัฐต้องยอมรับการมีเสรีภาพของบุคคล และยอมรับหลักการว่า การดำรงอยู่ของผู้ปกครองเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการยอมรับจากผู้ถูกปกครอง

การเปิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 1848 (พศ. 2391) ที่แม้จะถูกปราบปราม แต่กลับกลายเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างประชาธิปไตยในเวทีโลก ซึ่งทำให้นักวิชาการบางคนอาจจะเปรียบเป็นดังการมาของ “คลื่นประชาธิปไตยลูกแรก” หรือถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ประชาธิปไตยสมัยใหม่” ในกระแสการเมืองโลก

มิติสมัยใหม่

วาทกรรมฤดูกาลทางการเมืองถูกนำมาใช้อย่างมากในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และเห็นอย่างชัดเจนจากการต่อสู้ของประชาชนกับระบอบอำนาจนิยม ซึ่งในช่วงหลังสงครามนั้น มีการลุกขึ้นสู้ในยุโรปที่จะต่อต้านกับการยึดครองของกองทัพสหภาพโซเวียต เช่น การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนที่ฮังการีในปี 1956 แต่ก็ไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิ แน่นอนว่าพวกเขาไม่อาจเอาชนะอำนาจทางทหารของสหภาพโซเวียตได้เลย

ต่อมาในปี 1968 เกิดการเรียกร้องเสรีภาพของประชาชนที่เชคโกสโลวาเกีย อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการหันกลับมาใช้คำเดิม และเรียกการลุกขึ้นสู้ในครั้งนี้ว่า “ปรากสปริง” (The Praque Spring) หรือเรียกในภาคภาษาไทยว่า “ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงปราก” … คำๆนี้จึงถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อีกครั้งในเวทีสาธารณะ

แม้การต่อสู้ในการเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยที่กรุงปรากจะพ่ายแพ้จากการปราบปรามของกองทัพโซเวียต แต่ผลพวงของการต่อสู้กลับไม่ได้สูญสลายไปกับการพ่ายแพ้ในครั้งนั้น การต้องเผชิญกับการปิดล้อมด้วยกำลังรถถังของกองทัพโซเวียต เป็นคำตอบในตัวเองของยุคสงครามเย็นว่า โอกาสที่ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยจะชนะ และนำไปสู่การปฏิรูปเพื่อสร้างประชาธิปไตยในเชคโกสโลวาเกีย แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และโซเวียตไม่มีทางที่จะปล่อยให้ “ปรากสปริง” กลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในยุโรปตะวันออกอย่างแน่นอน

ฤดูใบไม้ผลิทางการเมืองเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในเวทีโลก เช่น “ปักกิ่งสปริง” ที่มีความหมายถึงการต่อสู้เรียกร้องเสรีภาพของนักศึกษาจีนในช่วงทศวรรษที่ 1980 และมีภาพปรากฎครั้งใหญ่ของการลุกขึ้นสู้ที่มีชายผู้กล้าหาญยืนขวางหน้ารถถังที่เคลื่อนขบวนเข้าสู่การปราบปรามนักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมินใจกลางกรุงปักกิ่งในปี 1989 แม้นักศึกษาจะถูกปราบจนราบคาบ แต่เหตุการณ์นี้กลับเป็นชัยชนะทางการเมือง ที่ภาพของชายผู้นี้เป็นหนึ่งตัวแทนของการมาของฤดูใบไม้ผลิในจีน

เหตุการณ์จตุรัสเทียนอันเหมินยืนยันว่า แม้ระบอบอำนาจนิยมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเข้มแข็งเพียงใดก็ต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ต่างกับพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียตที่เคยเผชิญกับการเรียกร้องที่กรุงบูดาเปสต์และกรุงปรากมาแล้ว และในทั้งสองกรณี ฝ่ายที่เรียกร้องเสรีภาพไม่ชนะ แต่กลับชนะทางการเมืองในเวทีโลก

มิติร่วมสมัย

ฤดูใบไม้ผลิทางการเมืองของโลกร่วมสมัยนั้น คงต้องถือว่า “อาหรับสปริง” (The Arab Spring) หรือ “ฤดูใบไม้ผลิในโลกอาหรับ” เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของฤดูกาลทางการเมืองในศตวรรษที่ 21 ชัยชนะในตูนิเซียและในอียิปต์ในปลายปี 2010 และต้นปี 2011 เป็นชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยครั้งสำคัญทั้งในตะวันออกกลางและในเวทีโลก

การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชนฮ่องกงในชื่อของ “ขบวนการร่ม” ในปี 2014 เป็นจุดเริ่มต้นของ “ฮ่องกงสปริง” ในการต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมปักกิ่ง และเปิดการเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้งในปี 2019 พวกเขาอาจจะไม่ชนะ และแกนนำถูกจับกุม แต่ผลพวงของ “ฤดูใบไม้ผลิในฮ่องกง” ยังดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แม้รัฐบาลจีนจะพยายามลดทอนความเป็นเสรีนิยมในฮ่องกงให้เหลือน้อยที่สุด

การต่อต้านรัฐประหารของนักศึกษาประชาชนอย่างเข้มแข็งในเมียนมาในต้นปี 2021 เป็นสัญญาณการมาของ “เมียนมาสปริง” อย่างชัดเจน แม้จะต้องเผชิญกับการปราบปรามอย่างรุนแรง และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่พวกเขายังต่อสู้ไม่หยุดยั้ง จนสถานะทางการเมืองของรัฐบาลทหารถูกสั่นคลอนอย่างมาก และขณะเดียวกันการต่อต้านรัฐบาลทหารในเวทีโลกก็ขึ้นสู่กระแสสูงด้วย ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะหรือไม่ก็ตาม แต่เผด็จการทหารไม่อาจดำรงความเข้มแข็งได้เหมือนกับรัฐประหารครั้งก่อน จนเสมือนกระแสลมอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิกำลังพัดมาเยือนเมียนมา

อนาคต

เผด็จการในวันนี้พยายามที่จะดำรงอำนาจด้วยการสร้าง “ฤดูหนาว” ทางการเมืองไว้ในหลายพื้นที่ของโลก แต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังคงเดินหน้าต่อไป และเป็นความหวังว่า การต่อสู้จะทำให้เกิด “ฤดูใบไม้ผลิ”

ดังนั้นไม่ว่าการต่อสู้ที่เกิดขึ้นจะประสบชัยชนะหรือไม่ก็ตาม แต่ผลพวงของการลุกขึ้นสู้ของประชาชนจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่มีปีใดที่ฤดูใบไม้ผลิจะไม่มา เท่าๆกับที่ไม่ว่าฤดูหนาวอันแสนหนาวจะยาวนานเท่าใด ฤดูหนาวก็จะมีเวลาสิ้นสุดลงอย่างแน่นอน … เผด็จการจึงกลัวฤดูใบไม้ผลิเสมอ!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...