โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีดำ-มีขนขึ้น เคสผู้ป่วยประหลาดหลังทานยาปฏิชีวนะ

Khaosod

อัพเดต 07 ก.ย 2561 เวลา 17.26 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2561 เวลา 12.41 น.
New England Journal of Medicine

ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีดำ-มีขนขึ้น เคสผู้ป่วยประหลาดหลังทานยาปฏิชีวนะ

ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีดำ-มีขนขึ้น – วันที่ 6 ก.ย. เมโทร รายงานเคสผู้ป่วยของหญิงอเมริกันวัย 55 ปี เมื่อลิ้นเปลี่ยนเป็นสีดำและมีขึ้นขนทันที ภายหลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจากอุบัติเหตุรถชน จนขาทั้งสองข้างได้รับบาดเจ็บชนิดบดทับร้ายแรง (Crush injury)

วารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine รายงานว่า แผลของผู้ป่วยเริ่มติดเชื้อ แพทย์จึงการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ได้แก่ ยา เมอโรเพเนม ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และยา มิโนไซคลีน ผ่านทางปาก เพื่อต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย

ทว่าภายใน 1 ลัปดาห์ ลิ้นของผู้ป่วยกลายเป็นสีดำและมีขนขึ้น และมีรสชาติในปากไม่ดี ขณะที่แพทย์ตั้งข้อสงสัยว่า ลิ้นเปลี่ยนเป็นสีดำและมีขนขึ้น เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา มิโนไซคลีน นั่นเอง

“ลิ้นสีดำมีขนเป็นอาการไม่ร้ายแรงจากการที่ ปุ่มลิ้นรูปด้าย (Filiform papillae) บนผิวหน้าของลิ้นขยายตัวเกินไป (Hypertrophy) และยืดออก และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมดำ” วารสาร New England Journal of Medicine ระบุ

ลิ้นสีดำมีขนเป็นสภาวะทางช่องปากชนิดดังกล่าวเกิดขึ้นชั่วคราวและไม่มีความเจ็บปวด นอกจากสีดำแล้ว บางครั้งลิ้นเปลี่ยนเป็นสีเขียว เหลือง ขาว ตลอดจนมีขนขึ้นด้วย อาการอื่นๆ จะมีทั้งมีรสโลหะในปาก หายใจไม่ดี และรู้สึกคัน

ส่วนสภาวะช่องปากของผู้ป่วยรายนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแบคทีเรียธรรมดาหรือยีสต์ในช่องปากหลังจากรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

อย่างไรก็ตาม ยังเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ทั้งสุขภาพช่องปากย่ำแย่ ปากแห้ง หรือสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป กินอาหารอ่อนแต่ไม่ช่วยผลัดเซลล์ผิวลิ้นที่ตายแล้ว หรือใช้น้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ

วารสารการแพทย์ระบุว่า หญิงอเมริกันหยุดใช้ยา มิโนไซคลีน รักษา ซึ่งมีการระบุว่าเป็นยาปฏิชีวนะที่แตกต่างกัน (Different antibiotic) และแนะนำให้ปฏิบัติตามหลักสุขภาพช่องปากให้ดี และภายใน 4 สัปดาห์ ลิ้นสีดำมีขนของผู้ป่วยกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...