โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประกันออมทรัพย์ผลตอบแทนสูงมีจริงเหรอ?

The Momentum

อัพเดต 25 ต.ค. 2561 เวลา 07.01 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 07.01 น. • Money Buffalo

In focus

  • ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าโดยทั่วไปแล้วเมื่อเราจ่าย ‘เบี้ยประกัน’ ออกไปในแต่ละปี บริษัทประกันจะนำเงินเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ค่าประกันภัยและค่าจัดการกรมธรรม์ และเงินที่นำไปลงทุนต่อ
  • ตามกฎของ คปภ. แล้ว ไม่อนุญาตให้บริษัทประกันนำเงินตรงนี้ไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงได้ ผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกัน ปัจจุบันก็จะอยู่แถวๆ 3-5% เท่านั้นเอง
  • อย่างไรก็ตาม สมัยนี้ก็มีประกันชีวิตแบบใหม่ๆ ที่ช่วย ‘สร้างโอกาส’ ให้เราได้ผลตอบแทนที่สูงออกมาอยู่เหมือนกัน เช่น ประกันชีวิตควบการลงทุนอย่าง Universal Life หรือ Unit Linked แต่ไม่การันตีผลตอบแทน

ทุกครั้งที่มีโอกาสไปเดินตามงานมหกรรมการเงินต่างๆ หรือที่มีการตั้งบูธเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าการเงิน โดยเฉพาะการนำเสนอ ‘ประกันชีวิต’ หลายๆ ครั้งก็เห็นป้ายโฆษณาชวนฝากเงินด้วยผลตอบแทนที่สูงถึง 6-8% บางทีก็ปาไปที่ 10% เลยก็มี ตอนแรกที่เห็นก็ดูน่าสนใจอยู่เหมือนกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ดอกเบี้ยจากการฝากธนาคารต้องบอกเลยว่าต่ำมากจริงๆ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราจะต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ นั่นคือ การซื้อประกันชีวิตที่มีการการันตีผลตอบแทนสูงที่ 6%++ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

ทำไมผลตอบแทนสูงจึงเป็นไปไม่ได้สำหรับประกันชีวิต ?

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าโดยทั่วไปแล้วเมื่อเราจ่าย ‘เบี้ยประกัน’ ออกไปในแต่ละปี บริษัทประกันจะนำเงินเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

1. ค่าประกันภัยและค่าจัดการกรมธรรม์

เรียกได้ว่าเป็นต้นทุนส่วนประกันชีวิตและค่าการตลาดต่างๆ ของบริษัท โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะสูงมากในปีแรก แล้วจะค่อยๆ ลดลงตามจำนวนกรมธรรม์ที่เพิ่มมากขึ้น

2. นำเงินไปลงทุนต่อ

เงินส่วนที่เหลือจากส่วนแรกในแต่ละปี บริษัทประกันจะนำไปลงทุนต่อเพื่อหาผลตอบแทนให้กับเงินที่รับจากเราไป แต่ด้วยตัวธุรกิจประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่ต้องการความมั่นคงค่อนข้างสูง ดังนั้นตามกฎของ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) แล้ว ไม่อนุญาตให้บริษัทนำเงินตรงนี้ไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงได้ ซึ่งส่วนใหญ่การลงทุนก็จะเป็นพวกพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ของบริษัทเอกชน อาจจะมีหุ้นได้บ้าง แต่น้อยมากๆ แล้วผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทประกัน ปัจจุบันก็จะอยู่แถวๆ 3-5% เท่านั้นเอง ตามแนวโน้มดอกเบี้ยของโลกที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา

ลองคิดง่ายๆ ว่า บริษัทประกันเอาเงินเราไปลงทุนได้ผลตอบแทนไม่ถึง 5% ด้วยซ้ำในปัจจุบัน ดังนั้นผลตอบแทนจากการซื้อประกันชีวิต ยังไงก็ไม่มีทางที่จะได้ผลตอบแทน 6% แน่นอน 

แล้วผลตอบแทน 6% ที่โฆษณาคืออะไร ?

เรามาลองยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น สมมติว่าเราจ่ายเบี้ยประกันปีละ 10,000 บาททุกปี แล้วกรมธรรม์ฉบับนี้จะมีเงินคืนให้เราปีละ 600 บาทไปเรื่อยๆ ทุกปี จะเห็นได้ว่า 600 บาทที่จ่ายคืนมาเป็น 6% ของ 10,000 บาทจริงๆ 

แต่หลายๆคนดันลืมคิดไปว่าเมื่อปีที่ 2 เราจ่ายเบี้ยเพิ่มขึ้นไปอีก 10,000 บาท นั่นแปลว่าเงินต้นที่เราจ่ายไปรวมเป็น 20,000 บาท แต่เรายังจะได้เงินคืนเพียง 600 บาทต่อปีเหมือนเดิม หมายความว่า ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไปเราก็ไม่ได้ 6% อย่างที่กล่าวอ้างแล้ว ได้เฉพาะปีแรกเท่านั้น และยิ่งเวลาผ่านไป เรายิ่งจ่ายเบี้ยประกันเยอะขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนที่เราคิดก็จะยิ่งลดลง หากเราอยากดูผลตอบแทนที่แท้จริงจากกรมธรรม์ แนะนำว่าให้ลองศึกษาเรื่อง IRR 

เพราะถ้าหากเราคำนวณเป็น เราจะรู้ทันทีเลยว่าผลตอบแทนจากประกันชีวิตที่เราได้นั้น ปัจจุบันอยู่ที่เพียง 2-3% เท่านั้นเอง แต่ถ้าคนขายหรือตัวแทนคนไหนบอกว่าได้ IRR เกิน 4% แล้วยังบอกว่าการันตีอีก ให้คิดไว้เลยว่ามีอะไรแปลกๆ หรือเราอาจจะกำลังโดนหลอกอยู่ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม สมัยนี้ก็มีประกันชีวิตแบบใหม่ๆ ที่ช่วย ‘สร้างโอกาส’ ให้เราได้ผลตอบแทนที่สูงออกมาอยู่เหมือนกัน เช่น ประกันชีวิตควบการลงทุนอย่าง Universal Life หรือ Unit Linked ที่มีแนวคิดคือแทนที่จะนำเงินส่วนที่ 2 ไปลงทุนในนามของบริษัทประกันชีวิตเองแล้วการันตีผลตอบแทนให้กับผู้ซื้อประกันแบบเรา แต่ประกันชีวิตควบการลงทุนจะนำเงินส่วนที่สองไปลงทุนเองใน ‘กองทุนรวม’ ที่ทางบริษัทประกันคัดมาให้แล้ว ลงทุนได้เท่าไร เราก็ได้ไปเลยเต็มๆ

แต่การซื้อประกันชีวิตควบการลงทุนก็จะมีความเสี่ยงเรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเข้ามา เพราะไม่ได้มีการการันตีผลตอบแทนแบบประกันชีวิตสะสมทรัพย์แบบเดิมๆ แต่ถ้าเป็นแบบนี้ บอกได้เลยว่าโอกาสที่จะได้มากกว่า 6% นั้นมีอยู่ แต่ไม่มีการการันตีผลตอบแทนแต่อย่างใด เพราะผลตอบแทนจะเป็นตามสภาวะตลาดการลงทุนตามที่เราเลือกลงทุนเลย 

จริงๆ แล้วหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบอย่าง คปภ. น่าจะมีบทบาทเข้ามากำกับดูแลเรื่องการสื่อสารที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในลักษณะนี้ หรือถ้าตัวแทนที่มีใบอนุญาตคนไหนจงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ก็น่าจะมีบทลงโทษที่เอาจริงเอาจังมากกว่านี้ ซึ่งต้องยอมรับว่า ปัจจุบันการควบคุมตรงนี้ยังไม่ค่อยเข้มงวด ดังนั้นทางที่ดีที่สุด ก็คือการที่เราติดอาวุธกับตัวเราเอง โดยการมีความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าการเงินนั้นๆ ให้มากที่สุด คิดไว้เสมอว่าไม่มีใครใส่ใจเงินเราได้เท่ากับตัวเราเองแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...