โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘ฆาตกรต่อเนื่อง’ จากเรื่องโหดในชีวิตจริง สู่ยุคทองของภาพยนตร์สยองขวัญ

The Momentum

อัพเดต 27 ต.ค. 2561 เวลา 18.11 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 18.11 น. • เดชาธร สีหาบุตร

In focus

  • "ริชาร์ด ค็อตติงแฮม" หรือรู้จักในอีกชื่อ  "เดอะ ริปเปอร์แห่งจตุรัสไทม์แสควร์" เนื่องจากมีพฤติกรรมชอบฆ่าโสเภณี ค็อตติงแฮมยังคงลอยนวลอยู่หลังเหตุการณ์ในปี 1979 และลงมือฆ่าอีกหลายครั้ง
  • "ปีเตอร์ สตัมป์" หรือมนุษย์หมาป่าแห่งเบดเบิร์ก (เมืองเบดเบิร์กตั้งอยู่ในรัฐไรน์แลนด์ ประเทศเยอรมัน) ได้ฆ่าและกินศพเพื่อนบ้านจำนวน 15 คนและได้ข่มขืนลูกสาวของตัวเองจนตั้งท้องและยังกินเด็กทารกด้วย ปีเตอร์ สตัมป์ก่ออาชญากรรมร้ายแรงผิดมนุษย์ในจุดที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ จึงถูกตัดสินประหารชีวิต
  • มีคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า พฤติกรรมแบบฆาตรกรต่อเนื่อง เป็นเพราะความบกพร่องทางวิวัฒนาการของก้านสมองที่สืบทอดผ่านยีนส์
  • ดร.จอห์น มันนี่ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแพทย์ จอห์น ฮอปกินส์ อธิบายว่า สมองของฆาตกรที่มีพฤติกรรมซาดิสม์ เกิดจากวงจรสมองสามส่วนทำงานผิดปกติและเชื่อมสัญญานของ ‘ความรุนแรง’ เข้ากับส่วนที่ทำงานด้านความต้องการทางเพศ
  • วรอนสกีตั้งข้อสันนิษฐานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำและสงครามมักเป็นตัวจุดประกายกลไกสมองดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นเหตุให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน บ่มเพาะความรุนแรงในตัวเด็กๆ

“ผมเชื่อว่าภายในปี 2035 เราอาจได้เห็นการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องในอเมริกา” ดร.ปีเตอร์ วรอนสกี นักประวัติศาสตร์ คนทำหนัง และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยไรเออร์สัน กรุงโตรอนโต ประเทศแคนาดากล่าวในงานเปิดตัว “Sons of Cain”  ผลงานเล่มล่าสุดจากคอลเล็กชั่นหนังสือประวัติศาสตร์ฆาตกรรม

เขาเล่าถึงแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้า ว่ามาจากการเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องสุดอันตรายระหว่างค้นคว้าหาข้อมูลทำสารคดีในนครนิวยอร์กเมื่อปี 1979 ย่านที่พักอาศัยรอบนครนิวยอร์กยุค ‘70 ตั้งแต่จตุรัสไทม์สแควร์ไปจนถึงถนนหมายเลข 42 ที่วรอนสกีไปพักนั้น มีอัตราการเกิดอาชญากรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ เป็นสนามรบของแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น มีอัตราเกิดอาชญากรรมเฉลี่ยสูงถึง 2,250 คดีต่อปี ในจำนวนนี้ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นคดีอาชญากรรมร้ายแรง อย่างการฆ่าคน ปล้นชิง และข่มขืน

วรอนสกีเล่าว่า เขาลงพื้นที่ทำสารคดีในนิวยอร์กบ่อยครั้ง แต่วันนั้นจำเป็นต้องพักที่โรงแรมบนถนนหมายเลข 42 เพราะโรงแรมนั้นราคาถูกและตั้งอยู่ใกล้ห้องปฏิบัติการณ์ภาพยนตร์ที่ต้องแวะในวันรุ่งขึ้นก่อนไปสนามบิน

แต่ในที่สุด วรอนสกีกลับต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน หลังจากพบว่ามีควันไฟคละคลุ้งทั่วโถงทางเดินห้องพักที่จองไว้ วรอนสกีในวัย 23 จึงรีบเก็บข้าวของและวิ่งหนีออกทางบันไดหนีไฟของโรงแรมท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวาย

วันรุ่งขึ้น วรอนสกีรู้ข่าวจากหนังสือพิมพ์กรอบเช้าว่า เกิดคดีฆ่าหั่นศพที่โรงแรมดังกล่าว และในห้องพักมีผู้พบศพหญิงสาวนิรนามสองคน สภาพศพปราศจากศีรษะ ควันไฟเกิดจากค้นร้ายพยายามเผาทำลายหลักฐาน วรอนสกีจึงได้ปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ และคิดย้อนถึงเหตุการณ์ตอนที่เดินสวนกับชายประหลาดคนหนึ่งขณะเดินไปขึ้นลิฟท์ นึกถึงอะไรบางอย่างในถุงผ้าที่กระทบกับขาของเขา ลิฟท์ที่จอดนานผิดปกติ แววตาแปลกประหลาดว่างเปล่าของชายคนนั้น ทำให้วรอนสกีเข้าใจว่า เขาได้เดินสวนกับคนร้ายที่พึ่งฆ่าคนอย่างอำมหิตมาหมาดๆ

“เขากล้ามากที่เดินออกจากลิฟท์มาเฉยๆ”  วรอนสกีกล่าวและให้ความเห็นว่า หากเป็นอาชญากรทั่วไปคงเลือกที่จะหนีออกทางบันไดหนีไฟ เพราะมีโอกาสรอดมากกว่า แต่เพราะสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ ทำให้คนร้ายกล้าบ้าบิ่นในจุดที่ฆาตกรปกติไม่มี และยังมีความระมัดระวังมากด้วย เพราะจนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ก็ยังสืบไม่พบว่า ศพหญิงสาวนิรนามอีกคนเป็นใคร

เมื่อคิดย้อนถึงเหตุการณ์ตอนที่เดินสวนกับชายประหลาดคนหนึ่งขณะเดินไปขึ้นลิฟท์ อะไรบางอย่างในถุงผ้ากระทบกับขาของเขา ลิฟท์ที่จอดนานผิดปกติ แววตาแปลกประหลาดว่างเปล่าของชายคนนั้น

เจ้าหน้าที่สืบสวนสามารถตามหาร่อยรอยของหญิงสาวอีกคนได้ เจ้ารองเท้าหนังส้นสูงยี่ห้อ ฟิลิป มาร์โค ที่เธอสวมใส่ เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่ราคาแพงและหายาก ทำให้สามารถตามสืบไปจนถึงร้านขายร้องเท้าในนิวเจอร์ซีย์ ประกอบกับข้อมูลคนหายและผลการชันสูตรพลิกศพ จึงสามารถระบุตัวตนผู้เสียชีวิตได้ว่า เป็นหญิงเอสคอร์ตมีระดับที่อาศัยในอยู่ในเมืองเทรนตัน มลรัฐนิวเจอร์ซีย์

ในวันนั้นวรอนสกีได้พบกับ “ริชาร์ด ค็อตติงแฮม” หรือรู้จักในอีกชื่อ  “เดอะ ริปเปอร์แห่งจตุรัสไทม์แสควร์” เนื่องจากมีพฤติกรรมชอบฆ่าโสเภณี ค็อตติงแฮมยังคงลอยนวลอยู่หลังเหตุการณ์ในปี 1979 และลงมือฆ่าอีกหลายครั้ง แต่แล้วในปี 1980 ค็อตติงแฮมก็ถูกจับได้ที่โมเต็ลแห่งหนึ่งในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ หลังพนักงานโมเต็ลโทรแจ้งตำรวจทันทีที่ได้ยินเสียงกรีดร้องจากห้องพักและช่วยชีวิตเหยื่อไว้ได้ทัน

เหยื่อที่รอดชีวิตให้การในชั้นศาล บวกกับคำรับสารภาพของค็อตติงแฮมว่า ก่อเหตุฆาตกรรมมาแล้วหกครั้ง ทำให้ค็อตติงแฮมถูกตัดสินจำคุกสูงสุด 197 ปี โทษฐานก่ออาชญากรรมร้ายแรง และยังต้องสงสัยว่าพัวพันกับคดีฆาตกรรมที่ปิดไม่ได้อีกกว่า 30 คดีในนครนิวยอร์คและมลรัฐนิวเจอร์ซี

วรอนสกีได้อ้างอิงความเห็น ดร.โรเบิร์ต แคพเพิล นักสืบและหนึ่งในผู้ก่อตั้งฐานข้อมูลสืบสวนคดีฆาตกรรมประจำมลรัฐวอชิงตัน (Homicide Investigation Tracking System หรือ HITS) ว่า เคสของค็อตติงแฮมเป็น “ที่สุดของฆาตกรซาดิสม์” เพราะมีฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าคนในเสกลที่ใหญ่กว่า เช่น เท็ด บันดี้ หรือ จอห์น เวย์น เกรซี่ แต่ไม่มีคดีไหนที่ทำให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรรู้สึกกระอักกระอ่วนเท่านี้มาก่อน

เพราะภูตผีปีศาจหรือเพราะสมองทำงานแตกต่าง ที่ทำให้คนกลายเป็น ‘ฆาตกรต่อเนื่อง’

วรอนสกีเริ่มศึกษาเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่อง และเผชิญหน้ากับฆาตกรต่อเนื่องอีกสองครั้ง คือ หลังปี 1979 ที่กรุงมอสโคว์ ขณะกำลังทำข่าวภาคสนามให้แก่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น และอีกครั้ง ขณะแฝงตัวเข้าไปทำสารคดีเกี่ยวกับกลุ่ม คู คลักซ์ แคลน เพื่อค้นหาแบบแผนการเกิดของฆาตกรต่อเนื่องที่ก่ออาชญากรรมรายแรง  หรือ “อมนุษย์” (Monstrum) ตามนิยามของวรอนสกีเอง

เขาตั้งคำถามชุดหนึ่งขึ้นมาว่า เป้าหมายแท้จริงของฆาตกรคืออะไร เหตุใดฆาตกรต่อเนื่องที่อันตรายยิ่งยวดเหล่านี้ถึงมีลักษณะภายนอก ‘ปกติ’ อย่างที่สุดทั้งยังปกปิดตัวตนไม่มีใครจดจำได้ สวนกับความเชื่อที่ว่า ฆาตกรโรคจิตจะต้องเป็นคนบ้าสวมหน้ากาก เพราะข้อมูลที่วรอนสกีรวบรวมมาชี้ว่า กลุ่มที่อันตรายจริงๆ มักมีลักษณะก้ำกึ่ง หลายคนมีหน้าที่การงานดี มีเสน่ห์ และมีคู่ครอง

เป้าหมายแท้จริงของฆาตกรคืออะไร เหตุใดฆาตกรต่อเนื่องที่อันตรายยิ่งยวดเหล่านี้ถึงมีลักษณะภายนอก ‘ปกติ’ อย่างที่สุด

ข้อสังเกตนี้ทำให้นึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับแวมไพร์หรือมนุษย์หมาป่า ที่มีลักษณะภายนอกแบบคนปกติ แต่จะมีช่วงที่ออกก่อคดี และมีช่วงเวลาพักฟื้น เหมือนกับเวลาที่แวมไพร์ออกล่าเหยื่อเพื่อดับกระหาย

วรอนสกีได้ศึกษาบันทึกเกี่ยวกับอาชญากรที่ฆ่าคนต่อเนื่องและมีพฤติกรรมผิดปกติ หรือบุคคลที่มีตัวตนในประวัติศาสตร์และมีพฤติกรรมดังกล่าว (เช่น ฆ่าข่มขืน การกินศพ) ตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน จนถึงยุคกลาง พบว่าคำอธิบายที่คนสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้ทำความเข้าใจคนเหล่านี้ ว่าคนเหล่านี้ฆ่าคนเพราะ “ถูกเทพเจ้าสาป” “ถูกวิญญานร้ายจากสัตว์ป่าเข้าสิง หรือเป็นพวกทำสัญญากับปีศาจ”

วรอนสกีอธิบายว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เพราะความเชื่อทางเทววิทยาในยุโรปก้าวหน้าเร็วมาก และคนยุโรปเลิกกลัวซาตานกันตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แต่สาเหตุที่สังคมนิยามฆาตกรโหดว่าเป็น “อมนุษย์” เพราะ พฤติกรรมโหดร้ายอย่างการกินเนื้อมนุษย์ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจหรือหาเหตุผลมาอธิบายได้

วรอนสกียกตัวอย่างกรณีฆาตกรต่อเนื่องชาวเยอรมันในศตวรรษที่ 16 “ปีเตอร์ สตัมป์” หรือมนุษย์หมาป่าแห่งเบดเบิร์ก (เมืองเบดเบิร์กตั้งอยู่ในรัฐไรน์แลนด์ ประเทศเยอรมัน) ได้ฆ่าและกินศพเพื่อนบ้านจำนวน 15 คนและได้ข่มขืนลูกสาวของตัวเองจนตั้งท้องและยังกินเด็กทารกด้วย ปีเตอร์ สตัมป์ก่ออาชญากรรมร้ายแรงผิดมนุษย์ในจุดที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ จึงถูกตัดสินประหารชีวิต ฐานที่เป็นมนุษย์หมาป่าและทำสัญญากับปีศาจ

ต่อมา เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานของสมอง จึงเกิดคำอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ว่า พฤติกรรมดังกล่าวมาจากความบกพร่องทางวิวัฒนาการของก้านสมองที่สืบทอดผ่านยีนส์

ดร.พอล ดี แมคลีน นักประสาทวิทยา และอาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเยล ได้เสนอทฤษฎีสมองสามระบบ หรือ “Triune Brain” ที่อธิบายว่า สมองมนุษย์มีพัฒนาการเป็นสามส่วน เก่า-ใหม่ตามเส้นทางวิวัฒนาการ ได้แก่ ก้านสมอง (สัตว์เลื้อยคลาน) สมองชั้นกลาง (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) และสมองชั้นนอก (โฮโมเซเปียน) โดยก้านสมองซึ่งมนุษย์ได้รับเป็นมรดกตกทอดมาจากสมัยที่ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลานทำหน้าควบคุมสัญชาตญานขั้นพื้นฐาน เช่น ความอยากอาหาร ความต้องการทางเพศ และการใช้ความรุนแรง

ต่อมา สมองมนุษย์พัฒนาระบบลิมบิกซึ่งควบคุมด้านอารมณ์ และส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ที่ควบคุมด้าน ภาษา ตรรกะ ศิลปะ และความคิดสร้างสรรค์ มาควบคุมการทำงานของก้านสมองที่เป็นส่วนสัญชาติญาน

กลุ่มนักประสาทวิทยาที่เห็นด้วยกับทฤษฎีของแม็คลีนเชื่อว่า เมื่อการทำงานร่วมกันของสมองสามส่วนมีจุดบกพร่อง หากสมองส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย ระบบจะล้ม และเปิดช่องให้ก้านสมองเข้าควบคุมการทำงานทำหมดแทน

ดร.จอห์น มันนี่ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแพทย์ จอห์น ฮอปกินส์ อธิบายว่าสมองของฆาตกรที่มีพฤติกรรมซาดิสม์ เกิดจากวงจรสมองสามส่วนทำงานผิดปกติและเชื่อมสัญญานของ ‘ความรุนแรง’ เข้ากับส่วนที่ทำงานด้านความต้องการทางเพศ

ในจุดนี้ วรอนสกีนำไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลกที่มีลักษณะของการใช้ความรุนแรงและการสังหารหมู่ เช่นการล่าแม่มดในยุโรปยุคกลาง ว่าเป็นผลมาจากการทำงานของกลไกสมองที่บกพร่องดังกล่าว  อ้างอิงจากหลักฐาน “คู่มือการล่าแม่มด” (Malleus Maleficarum) ตีพิมพ์ครั้งแรกในยุโรปปี 1486 ซึ่งปรากฏเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการ ทรมาน ข่มขืน และฆ่า อย่างเป็นระบบ

วรอนสกีตั้งข้อสันนิษฐานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำและสงครามมักเป็นตัวจุดประกายกลไกสมองดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นเหตุให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน บ่มเพาะความรุนแรงในตัวเด็กๆ ซึ่งหากพิจารณาจากข้อสันนิษฐานดังกล่าว ช่วง ปี 1979 อันเป็นจุดเริ่มต้นของฆาตกรต่อเนื่องในอเมริกา นับเป็นเวลาประมาณสองทศวรรษ ที่เด็กๆ ซึ่งเกิดและเติบโตมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (1945) และท่ามกลางสงครามเวียดนาม (1950) โตเป็นผู้ใหญ่พอดี

จากข้อสันนิฐานนี้ วรอนสกีจึงได้อนุมานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำในปี 2008 และสงครามกับการก่อการร้ายอาจกำลังก่อให้เกิดปรากฏการณ์แบบเดียวกันในอนาคต

วรอนสกีตั้งข้อสันนิษฐานว่า สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำและสงครามมักเป็นตัวจุดประกายกลไกสมองดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นเหตุให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน บ่มเพาะความรุนแรงในตัวเด็กๆ

ฆาตกรโรคจิต: เป็นที่หวาดกลัวในโลกจริง เป็นที่รักในโลกวรรณกรรมและภาพยนตร์

หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ ริชาร์ด คอตติงแฮม, จอห์น เวย์ย เกรซี่ หรือ เทด บันดี้ คนเหล่านี้เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ปรากฏทางฝั่งอเมริกาเหนือในยุค ‘80 แต่คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จัก เฟรดดี้ คูเกอร์ (Nightmare of Elm Street) หรือ เจสัน (Friday the 13th) ซึ่งเป็นตัวละครที่น่าจะเคยสร้างความหวาดกลัวให้กับใครหลายๆ คนในวัยเด็ก

น่าขบคิดว่า ฆาตกรซึ่งเป็นที่หวาดกลัวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งเมื่อถูกนำไปทำเป็นสื่อบันเทิงมักได้รับความนิยมสูง

ในปี 1978 ผู้กำกับจอห์น คาเพนเตอร์ ได้ให้กำเนิดตัวละคร ‘ไมเคิล ไมเออร์’ จากภาพยนตร์เรื่อง Halloweenซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตที่ออกอาละวาดในคืนฮาโลวีนและมุ่งทำร้ายพี่เลี้ยงเด็ก

Halloweenฉบับดั้งเดิม ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรทอาร์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาสลับซับซ้อนใดๆ นี้กลับกวาดรายได้ไปถึง 47 ล้านดอลลาห์สหรัฐ ทำให้มีการผลิตภาพยนตร์แนวนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง สองปีถัดมาโลกได้รู้จักกับ ‘เจสัน’ จาก Friday the 13th(ภาพยนต์ทำรายได้ 39 ล้านดอลลาห์สหรัฐ) ตามด้วย เฟรดดี้ คูเกอร์ จาก A Nightmare on Elmstreet(ทำรายได้ 25 ล้านสหรัฐ) และปิดท้ายด้วย Scream(1996) ที่ทำรายได้ถึงสูง 103 ล้านดอลลาห์สหรัฐ และยังไม่มีใครสามารถลบสถิติลงได้ ก่อนที่ความนิยมภาพยนตร์ประเภทนี้จะลดน้อยถอยลงพร้อมๆ กับจำนวนของฆาตกรต่อเนื่อง

อเมริกาเหนือมีประวัติของฆาตกรต่อเนื่องชุกชุมและมากเสียจนชาวแคนาดาอย่างวรอนสกีสามารถนำไปเขียนเป็นหนังสือถึง 5 เล่ม และวงการภาพยนตร์อเมริกันสามารถนำไปผลิตหนังแนวแสลชเชอร์ หรือฆาตกรโหด ออกมามากเสียจนสามารถตั้งจักรวาลหนังของตนเอง และกลายเป็นยุคทองของหนังแนวฆาตกรต่อเนื่อง (1979 -1995)

แต่มาทุกวันนี้ ผู้คนเริ่มชินชากับข่าวอาชญากรรม เพราะสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งเข้า ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะสูญสิ้นความนิยม เช่นเดียวกับภาพยนตร์ในจักรวาลหนังแนวแสลชเชอร์ที่ยิ่งผลิตออกมา ก็ยิ่งทำรายได้น้อยลง

 

อ้างอิง

Fact Box

  • ทฤษฎีสมองสามส่วน "Triune Brain" ไม่ใช่คำอธิบายหนึ่งเดียว และนักจิตวิทยาส่วนหนึ่งก็มิได้เห็นพ้องกับ ทฤษฎีดังกล่าว เพราะเป็นการอธิบายที่รวบรัดเกินไป และสมองมนุษย์มีความซับซ้อนเกินกว่าจะทำความเข้าใจโดยแบ่งเป็นสามส่วน การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจสภาพสมองที่ผิดปกติยังคงดำเนินต่อไป และมีทฤษฎีจากวิชาการสายอื่นๆมากมายที่อาจนำมาใช้ทำความเข้าใจ เช่น ทฤษฎีทางสังคมศาสตร์

  • ระบบลิมบิก  ประกอบด้วย

  • ไฮโปทาลามัส กลุ่มของเซลล์ประสาทและต่อมไร้ท่อ มีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ความหิว สมดุลของน้ำและวงจรการหลับ-ตื่น

    • อะมิกดาลา เป็นส่วนที่ควบคุมความทรงจำและการตอบสนองต่อการได้รับรางวัลและการถูกลงโทษ
    • ฮิปโปแคมปัส เป็นส่วนควบคุมพฤติกรรมที่ตอบสนองต่ออารมณ์ การสร้างความทรงจำระยะยาว และการเรียนรู้
  • ดร.จอห์นน มันนี่ จบปริญญาเอกสาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสอนในมหาวิทยาลัยแพทย์ จอห์น ฮอปกินส์ จนถึงวันสิ้นอายุขัยในปี ค.ศ. 2006 งานวิจัยหลักของเขาเกี่ยวข้องกับเรื่อง อัตลักษณ์ทางเพศ และเป็นผู้ให้นิยามศัพท์ "Paraphillia" ใช้แทนที่ "Perversion"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...