95+23 ชีวิตมลายสิ้น...ในเรือดำน้ำรัสเซีย
เรื่องของ “เรือดำน้ำอินโดนีเซีย” ยาว 60 เมตร ที่ประสบเหตุดิ่งลงสู่ใต้ทะเลลึก…กลืนกิน 53 ชีวิต ได้รับการยืนยันเป็นทางการว่า ฉลามเหล็กลำนี้หักเป็น 3 ท่อน… กลายเป็นซาก ณ พื้นท้องทะเลลึกราว 820 เมตร ห่างออกไปทางเหนือของบาหลี ราว 100 กิโลเมตร…
การชี้แจง “เบื้องต้น” ของ ผบ.ทร. กล่าวว่า อุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของลูกเรือ อุบัติเหตุครั้งนี้ถือว่าเกิดจากปัจจัยธรรมชาติ เรือลำนี้ใช้งานมานาน 44 ปี … (เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 เมษายน 2564)
คอลัมน์ ภาพเก่า-เล่าตำนาน จาก มติชน ขอแสดงความอาลัย เสียใจกับ ทหารกล้าและครอบครัวในการสูญเสียครั้งนี้
ผู้เขียนเอง… นึกภาพของการทำสงครามที่เห็นในภาพยนตร์… “เสืออากาศ” ที่ขับเครื่องบินไป “ไล่ล่า-ขับเคี่ยว-ไล่ยิงกัน” บนท้องฟ้า บินไปทิ้งระเบิด ลาดตระเวน รวมถึงเฮลิคอปเตอร์ … ต้องเสี่ยงชีวิตจากอาวุธปล่อยภาคพื้นดิน ที่จ้อง “สอย” ให้ร่วงจากฟ้า ล้วนเป็นวิถีของผู้กล้า…
“เรือดำน้ำ” เป็นทั้ง “ผู้ล่า” และ “ผู้ถูกล่า”
ลูกเรือในเรือดำน้ำทั้งหมด ต้องใช้ชีวิตในที่คับแคบ มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ที่ดำลงไปเพื่อรุกและรับ … ในเวลาเดียวกันก็ถูกไล่ล่า …ด้วยธรรมชาติของน้ำลึกและเขี้ยวเล็บของฝ่ายตรงข้าม… สูญเสียได้ทุกเวลานาที…
สภาพการทำงาน…มันกดดัน อึดอัด จิตใจต้องแกร่งปานภูผา…
ที่กล่าวมานี้…หมายถึงใน “ภาวะสงคราม” นะครับ ถ้าเรือจอดอยู่เฉยๆ หรือนำมาแล่น “อวดความหล่อ” … ก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องไปห่วงอะไร
ชีวิตการทำงานของนักรบ บนฟ้า ในน้ำ เหล่านี้ เป็นสภาวะพิเศษ มันโหด..จิตใจต้อง “แกร่งกล้า” ต้องฝึกมาช่ำชอง …เพื่อขจัดความกลัว
ในหมู่ทหาร…เราล้อเล่นกันเสมอว่า “ถ้าเท้าพ้นจากพื้น คือ อันตราย”
หมายความว่า…คนที่ขับเครื่องบินไปบนฟ้า หรือพวกที่โดดร่มลงมา ไต่หน้าผา หรือลงไปอยู่ในเรือ หน่วยจู่โจมใต้น้ำ ฯลฯ…พลาดไม่ได้…
ขณะที่เท้าของเราไม่เหยียบอยู่บนดิน…อันตราย ความตาย รอเราอยู่เสมอ…เป็นคำสอนที่เข้าใจง่ายดี ทำให้เราไม่ประมาท
บทความตอนนี้ จะขอย้อนไปกล่าวถึง เรือดำน้ำของมหาอำนาจ “รัสเซีย” เรือดำน้ำขนาดยักษ์ ที่ประสบหายนะ น่าสะเทือนใจ โด่งดังไปทั่วโลก (ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้ว)
… 12 สิงหาคม พ.ศ.2543 ช่วงสายๆ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย ชื่อ Kursk (อ่านว่า คูรสก์ มาจากชื่อเมือง Kursk ของรัสเซียใกล้กับชายแดนยูเครน ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิการสู้รบด้วยรถถังครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างโซเวียตกับนาซี)
นี่เป็นเรือทันสมัยที่สุดของกองเรือรัสเซียภาคเหนือ (Russian Northern Fleet) หายไปในทะเลแบเรนท์ (Barents Sea)
ลองมาย้อนเหตุการณ์…ที่กลายเป็นโศกนาฏกรรม
ต้นเดือนสิงหาคม 2543 กองทัพเรือรัสเซียอันเกรียงไกร นำกำลังออกฝึกในทะเลแบเรนท์ ประกอบด้วยเรือชนิดต่างๆ ราว 30 ลำ รวมทั้งเรือดำน้ำ 3 ลำ… ตามแบบการทำสงคราม
ช่วงสายของวันที่ 12 สิงหาคม ลูกเรือบนเรือ (บางนาย) ที่อยู่ในพื้นที่การฝึก ได้ยินเสียงและรู้สึกได้ถึงแรงระเบิดจากใต้น้ำ เครื่องวัดสัญญาณแรงสั่นสะเทือนบนเรือหลายลำตรวจจับได้
เกิดระเบิดครั้งที่ 1 และตามด้วยครั้งที่ 2 เรือบางลำ ลูกเรือบางนายรู้สึกตรงกันว่า เฮ้ย… “นี่เป็นการระเบิดที่หนักแน่น รุนแรงผิดปกติ…”
ทุกคนคิดว่าเป็นสถานการณ์ “การฝึก”
เวลาผ่านไปราว 6 ชั่วโมง… ยังไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น…
ไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งบอก…ไม่มีการขอความช่วยเหลือ
เมื่อการฝึกดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง… ต้องมีการติดต่อสื่อสาร ประสานงานระหว่างเรือที่เข้าทำการฝึก
เรือดำน้ำคูรสก์ ขาดการติดต่อ…จึงเริ่มเกิดข้อสงสัย
มีการรายงานไปยังหน่วยเหนือ…แต่ไม่ได้รับความสนใจ
เรือทั้งหมด เริ่มค้นหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ทันสมัยที่สุด ความพยายามติดต่อทั้งปวงไม่เป็นผล…เรือดำน้ำคูรสก์ หายไปจริง
ข่าวการสูญหายของเรือยักษ์ถูกปกปิด เป็นเรื่องลับที่สุด เพราะเรือลำนี้ คือ หน้าตา ความยิ่งใหญ่ของกองทัพเรือรัสเซีย
เรือยาว 154 เมตร พร้อมลูกเรือจำนวน 118 คน ซึ่งเพิ่งเข้าประจำการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537
14 สิงหาคม…. newswires เปิดเผยรายงานว่า: “เกิดอุบัติเหตุในทะเลแบเรนท์… มีเรือดำน้ำนอนอยู่ที่ก้นทะเล”
ประธานาธิบดีปูตินสั่งระดมสรรพกำลังเข้าค้นหา
เข็มนาฬิกาเดินไม่หยุด…ทุกนาที คือชีวิต อยู่หรือตาย
เมื่อข่าวแพร่สะพัดออกไป กองทัพเรือหลายประเทศที่มีศักยภาพ ติดต่อขอเข้ามาช่วยค้นหาเรือคูรสก์ โดยเฉพาะสหรัฐที่จับจ้องความเคลื่อนไหวของรัสเซียทุกสถานการณ์
กองทัพเรือรัสเซียปฏิเสธความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ ด้วยเหตุ “ไม่ไว้ใจ” และนี่คือ เกียรติภูมิของกองทัพมหาอำนาจ
ผ่านไปราว 16 ชั่วโมง รัสเซียค้นพบเรือดำน้ำ ไปนอนนิ่ง…ในทะเลลึกราว 110 เมตร ทะเลบริเวณนี้ไม่เคยสงบนิ่ง มีคลื่นลมแรงตลอดเวลา
การช่วยเหลือในหลักการ คือ จะมี “ยานดำน้ำกู้ภัย” ดำลงไป มีการเชื่อมต่อเพื่อประกบที่ “ช่องนิรภัย” เปิดท่อเข้าหากัน … ลูกเรือจากเรือดำน้ำจะทยอยมุดออกมา… ไปสู่ยานดำน้ำกู้ภัย
การกู้ภัยในลักษณะนี้ รัสเซียยังไม่สามารถปฏิบัติได้
“ทีมกู้ภัยใต้น้ำ” ต่างประเทศ พยายามจะเสนอตัวเข้าช่วยเหลือด้วยเครื่องมือ ด้วยเทคนิค แก้ปัญหา….รัสเซียไม่ยินยอม…
ข่าวการกู้ภัยที่ล้มเหลว แพร่กระจายไปทั่วโลกเดิมพันสูงสุด คือ ลูกเรือ 118 ชีวิต เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก …ข่าวลือสารพัด
ครอบครัว ประชาชน มีปฏิกิริยารุนแรง …ว่าพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใดๆ จากรัฐบาลเกี่ยวกับสถานะของภัยพิบัติหรือความพยายามในการช่วยเหลือ
รัฐบาลปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายชื่อลูกเรือที่สูญหายแม้แต่กับครอบครัวของคนเหล่านั้นบนเรือ
ประชาชนชาวรัสเซียมีปฏิกิริยารุนแรงขึ้น สื่ออธิบายถึงการตอบสนองของรัฐบาลรัสเซียต่อภัยพิบัตินี้ว่า “ไม่เหมาะสมในทางเทคนิค” และเรื่องราวของพวกเขาว่า “ไม่น่าเชื่อถือโดยสิ้นเชิง”
4 วันผ่านไป….กองทัพเรือรัสเซียล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความพยายามที่จะเชื่อมต่อเครื่องมืออุปกรณ์เข้ากับ “ช่องสำหรับหลบหนี” ของเรือดำน้ำของตน…แต่ก็ไม่ขอเปิดเผยในอุปสรรคทางเทคนิค
หน่วยกู้ภัยของกองทัพเรือมหาอำนาจ โดยเฉพาะของสหรัฐพยายามจะเข้าช่วยเหลือแบบ “ร่วมมือ”… ไม่มีใครทราบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
ในช่วงแรก…ประธานาธิบดีปูตินยังคงพักร้อนที่รีสอร์ตริมทะเล
เมื่อสถานการณ์ “หมดทางแก้ไข” ปูตินมอบอำนาจให้กองทัพเรือรัสเซีย “ยอมรับ” ข้อเสนอความช่วยเหลือของอังกฤษและนอร์เวย์ หากแต่ห้ามนักประดาน้ำเข้าไปในตัวเรือ เพราะเป็นเรื่องปิดลับ…
ทะเลแบเรนท์ หนาวยะเยือก ลมแรงจัด สุดแสนทรมาน
6 วันหลังจากการจม….ในที่สุดนักดำน้ำชาวอังกฤษและนอร์เวย์ก็เปิด “ช่องทางหนีภัย” ในช่องที่ 9 ที่ถูกน้ำท่วมของเรือ…ไม่พบผู้รอดชีวิต
ข่าวการสูญเสียถูกเปิดเผยแบบ “ไม่อยากเปิดเผย”
กองทัพเรือรัสเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการตอบสนองที่ล่าช้า …ทำไม่ได้จริง
เสียงตำหนิกระหึ่มเมือง…ช้าเกินไปในการยอมรับความช่วยเหลือจากนานาชาติและผิดพลาดอย่างให้อภัยไม่ได้
ความลับ + ความจริง ที่แสนจะเหลือเชื่อ ถูกนำมาตีแผ่โดยมีบันทึกใน “กระดาษเปียกน้ำ” ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของนายทหารเรือที่กู้ศพขึ้นมาได้…
เรือโท โคเลสนิคอฟ (Dmitri Kolesnikov) ผู้ที่รอดตายจากการระเบิดบริเวณหัวเรือ (เนื่องจากในเวลานั้น ปฏิบัติงานอยู่บริเวณท้ายเรือ พร้อมลูกน้องอีก 22 นาย รวมเป็น 23 นาย) ยังมีสติดี
…วีรบุรุษทหารเรือคนนี้ได้เขียนบันทึกแบบเป็นตารางเวลา (Log) สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น… (ดูภาพกระดาษที่กู้มาได้)
(ขอเรียบเรียงใหม่ข้อความเพื่อให้อ่านได้ใจความสมบูรณ์ดังนี้…)
“… เกิดระเบิดขึ้นบริเวณหัวเรือ 2 ครั้ง…ลูกเรือที่ปฏิบัติงานบริเวณหัวเรือ 95 คนเสียชีวิตทันที…
เรือดำดิ่งลงก้นทะเล …ลูกเรือ 23 นาย ที่ปฏิบัติงานอยู่บริเวณท้ายเรือ ไม่ได้รับอันตรายจากการระเบิดทั้ง 2 ครั้ง ลูกเรือที่อยู่ด้านหน้าเรือดำน้ำเสียชีวิตในเหตุระเบิดซึ่งทำลาย 3 ส่วนแรกของเรือ…ผู้รอดตายทั้งหมดเข้าไปหลบภัยในห้องท้ายเรือ…”
จดหมายแช่น้ำในกระเป๋าเสื้อทหารเรือใจเด็ดที่ต่อมากลายเป็นศพ บอกเล่าว่า… ทั้ง 23 นายมีความหวังที่จะรอดตาย…
ในขณะที่ โคเลสนิคอฟรอคอยปาฏิหาริย์ราว 8 ชั่วโมง ก่อนที่จะตายเขาเขียนเรื่องราวอย่างรอบคอบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือดำน้ำ
ข้อมูลที่บันทึกในเวลานั้น…น่าจะเป็น “ห้องที่ไม่มีแสงไฟ” หากแต่ความชำนาญ ความเชี่ยวชาญที่ฝึกมาดี จึงพอจะทำอะไรได้บ้าง…
คอยแล้ว คอยเล่า…ช่วงเวลาชะตาชีวิตขั้นสุดท้ายมาถึง…
เขาพลิกแผ่นกระดาษและอีกด้านหนึ่ง…เพื่อเขียนจดหมายลาถึงภรรยาของเขาชื่อ ออลกา (Olga)
เนื้อความในจดหมายซึ่งแทบจะอ่านไม่ออก เปื่อยยุ่ยไปด้วยน้ำทะเลในกระเป๋าเครื่องแบบของเขาถูกค้นพบ ไม่นานหลังจากศพของเขาถูกลากออกจากเรือดำน้ำที่พัง
ยับเยินของเรือดำน้ำนิวเคลียร์
ทางกองทัพเรือรัสเซียก็ต้องขอสงวนข้อมูลในจดหมาย ที่อาจจะมีความอ่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งข้อมูลที่เป็นข้อบกพร่องในการทำงาน
บันทึกเปียกน้ำในตัวนายทหารคนนี้…คือ การเปิดว่า 95 ชีวิตคนบนเรือคูรสก์ เสียชีวิตได้อย่างไร (ในช่วงแรก) โดยยืนยันถึงความกลัวที่เลวร้ายที่สุด การรอคอยความหวังในขณะที่ติดอยู่ในเรือดำน้ำ
เกิดคำถามที่ถกเถียงกันอย่างมากว่า…ลูกเรือ 23 นายนี้ น่าจะรอดหากกองทัพเรือรัสเซียไม่ปฏิเสธข้อเสนอของความช่วยเหลือจากต่างประเทศในปฏิบัติการกู้ภัยในตอนแรก
ในบันทึก…ยังเผยว่าลูกเรือ 3 คนพยายามหลบหนีผ่านช่องทางนิรภัยที่ฝึกกันมา แต่ล้มเหลว พวกเขาตระหนักว่าพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเตรียมพร้อมสำหรับความตาย
ทหารเรือด้วยกันสันนิษฐานว่า พรายน้ำบนนาฬิกาข้อมือของลูกเรือ หรืออาจจะมีแสงน้อยนิดที่พอจะเขียน (แบบเดาสุ่ม) และดูเวลาได้
ผู้บัญชาการกองเรือภาคเหนือ พลเรือเอก ม็อทซัค (Mikhail Motsak) เปิดเผยว่า บันทึกการระเบิดดังกล่าวเขียนขึ้นระหว่าง 13.34 น. ถึง 15.15 น. ในวันที่ 12 สิงหาคม 2543 ซึ่งตรงกับบันทึกของเรือต่างชาติและเรือรัสเซียในพื้นที่ดังกล่าวได้บันทึกการระเบิดอย่างรุนแรง 2 ครั้งจากจุดเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น.
23 คนที่รอดจากการระเบิด…ไม่มีใครสามารถหลบหนีออกมาได้…
เรื่องน่าสะเทือนใจที่เปิดเผยถึง “ความเด็ดเดี่ยว”
ลายมือของโคเลสนิคอฟที่มีสติมั่นคงบันทึกคำว่า “ฉันเขียนเหมือนคนตาบอด” ซึ่งเป็นการอ้างถึงความมืดที่เกิดขึ้นตามมาจากระบบไฟฟ้าขัดข้องภายในเรือดำน้ำ
ข้อมูลจากทีมนักดำน้ำหน่วยกู้ภัยของกองทัพเรือรัสเซียที่เข้าไปในเรือ ซึ่งจมอยู่ใต้น้ำลึกราว 110 เมตรและกู้ร่าง (ชุดแรก) ของลูกเรือ 12 คน ก็ไม่สามารถชี้ชัดเจนว่าเหตุใด….ลูกเรือที่รอดชีวิต จึงไม่สามารถใส่อุปกรณ์ดำน้ำและออกจากช่องหลบหนีได้
23 นายที่เสียชีวิต ตรวจสอบไม่ได้ว่าเสียชีวิตเมื่อใดหรืออย่างไร ?
อาจเสียชีวิตจากภาวะหนาวจัด หรือความดันในเรือสูง การค้นหาหลักฐาน ซากศพภายในเรือดำน้ำเป็นภาวะที่อันตรายยิ่ง
ภารกิจการกู้ศพ…ต้องหยุดชะงักลงหลายโอกาส เนื่องจากสภาพอากาศที่มีพายุ ลมแรง
ผลการสอบสวนในเวลาต่อมา…บันทึกชิ้นประวัติศาสตร์นี้…ไปตรงกับรายงานในตอนแรกของกองทัพเรือว่า “…ได้ยินเสียงลูกเรือเคาะสัญญาณขอความช่วยเหลือ SOS เป็นเวลา 5 วันติดต่อกันหลังจากเกิดภัยพิบัติ…”
เจ้าหน้าที่กล่าวว่า… “พวกเขาเข้าใจผิดและคาดว่าเสียงดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงเสียงดังของเครื่องจักร…”
5 วันเต็ม… ที่ลูกเรือถูกขังในห้องแคบ ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ นอกจากการเคาะสัญญาณขอความช่วยเหลือ…แต่ถูกละเลย เพิกเฉย…
กองทัพเรือต้องใช้เวลากว่า 2 ปีในการกู้ซากเรือ ผลการสืบสวน…เป็นความลับสุดยอด แต่ที่แน่ๆ คือ โบ้ยความผิดให้คนโน้น-คนนั้น
เกิดเรื่องที่แต่งเติม เรื่องพยายามที่จะแก้ตัว สารพัดจะบิดเบือน
ขอสดุดีทหารกล้าทุกนาย…
ภาพจาก TASS.com military.wikia.org sampsoniaway.org และ themaritimepost.com
แปลและเรียบเรียงโดย
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก