โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สึนามิ: จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ช่วยชีวิต ครอบครัวหมอเล่าความทรงจำจากหายนะเมื่อ 15 ปีก่อน

Khaosod

อัพเดต 24 ธ.ค. 2562 เวลา 03.24 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2562 เวลา 03.24 น.
Getty Images

สึนามิ: จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ช่วยชีวิต ครอบครัวหมอเล่าความทรงจำจากหายนะเมื่อ 15 ปีก่อน – BBCไทย

“ม้ากับป๊ารักหนูนะ ไม่ต้องพยายามว่ายน้ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้ลอยคอเอาไว้อย่างเดียว เดี๋ยวจะมีคนมาช่วยลูกเอง แต่อยากให้รู้เอาไว้ว่าม้ากับป๊ารักหนู” พริ้มเพรา จิตเป็นธม พูดกับลูกน้อย 2 คน วัยไม่ถึง 10 ขวบ พร้อมกับกอดพวกเขาไว้แน่น แล้วผละออกเพื่อใส่เสื้อชูชีพให้ เด็ก ๆ ทันทีที่เห็นคลื่นลูกที่สองซัดผ่านใต้ท้องเรือของตัวเองไปยังหน้าหาดของเกาะราชาใหญ่

ถึงแม้ว่าวันเวลาผ่านมาถึง 15 ปี แต่สำหรับครอบครัว จิตเป็นธม แล้ว ทุกภาพและทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

เช้าวันนั้นเป็นวันที่ พริ้มเพรา พาสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ ออกเดินทางจากอ่าวฉลอง อำเภอเมือง มุ่งหน้าไปยังเกาะราชาใหญ่ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อไปดำน้ำลึก ทว่าก่อนที่พวกเขาจะถึงจุดดำน้ำ คลื่นยักษ์สึนามิได้พัดเข้ามาและทำลายล้างทุกอย่างที่อยู่ในเส้นทางของมันเพียงไม่กี่ชั่วโมง

คลื่นสองลูกใหญ่ที่เกิดจากแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกความแรงกว่า 9.1 แมกนิจูด ใต้ทะเลลึกบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอินโดนีเซียก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าฝั่งในหลายพื้นที่ทั่วมหาสมุทรอินเดีย ทำลายทรัพย์สิน และคร่าชีวิตผู้คนนับแสน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และแอฟริกา โดยประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 8,000 ราย

สำหรับพริ้มเพราและใครอีกหลาย ๆ คน คำว่า “สึนามิ” เป็นคำศัพท์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และไม่เข้าใจถึงความรุนแรง แต่ในฐานะที่เป็นนางพยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำจังหวัดภูเก็ต สิ่งที่เธอคิดถึงมากที่สุดคือเรื่องการเตือนภัย และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

แม้ว่าพริ้มเพราและครอบครัวยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุและความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอและคนไทยอีกหลาย ๆ คนเริ่มเข้าใจว่าภัยพิบัติชนิดนี้ใกล้ตัวมากเพียงใด และการเดินทางเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยของเธอก็เริ่มต้นขึ้น

รอดเพราะช้ากว่ากำหนด

พริ้มเพรา และสามีของเธอ นพ. สมชาย จิตเป็นธม อยู่อาศัยบนเกาะภูเก็ตมาหลายสิบปี แม้ไม่ใช่คนในพื้นที่โดยกำเนิด แต่ทั้งสองใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการทำงานเป็นบุคลากรทางการแพทย์อยู่ที่นี่

เช้าวันที่ 26 ธันวาคม 2547 พริ้มเพรา วางแผนพาเพื่อน 2 คน ที่มาจากกรุงเทพฯ ไปดำน้ำดูปะการังที่บริเวณเกาะราชาใหญ่ โดยพริ้มเพราและสมชายได้พาลูกชายวัย 9 ขวบ และ 5 ขวบ พร้อมกับแม่วัยเกือบ 80 และแม่บ้าน ไปร่วมกับการท่องเที่ยวแบบละครอบครัวในวันนั้นด้วย

พริ้มเพราไปถึงท่าเรืออ่าวฉลองตามกำหนดเวลา แต่ถังออกซิเจนเพื่อใช้ในการดำน้ำยังมาไม่ถึง ทำให้เธอต้องเสียเวลาไปมากกับการรออุปกรณ์สำคัญ

“ตอนนั้นก็คุยกับคนแถวท่าเรือ มีคนที่ทำงานที่นั่นคนหนึ่งบอกว่าเมื่อเช้ามีข่าวแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย รู้สึกมาถึงภูเก็ตเลย เราก็ยิ้มอยู่ในใจว่ามันเกินไปรึเปล่า ก็ไม่ได้คิดมากอะไรและลงเรือไป” พริ้มเพรากล่าว

ในตอนแรกทางครอบครัววางแผนเอาไว้ว่าจะพาเด็ก ๆ ผู้สูงอายุ และแม่บ้านขึ้นไปส่งที่ชายหาดของเกาะราชาใหญ่ก่อนเพื่อให้เล่นน้ำรออยู่ที่ชายหาด จากนั้นกลุ่มผู้ใหญ่และครูฝึกจะออกเรือไปดำน้ำลึกนอกชายฝั่งของเกาะราชาใหญ่

“พอเรือสปีดโบ๊ทที่เรานั่งมาใกล้จะถึงเกาะ ครูดำน้ำที่เดินทางมาด้วยกันก็บอกให้หยุดเรือก่อน เพราะเขาเห็นสิ่งผิดปรกติที่ชายหาด เขาชี้ให้ดูและพวกเราก็เห็นว่าน้ำที่บริเวณชายหาดลดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นครูดำน้ำก็สั่งให้เรือหันหัวออกไปสู่ทะเล” พริ้มเพราอธิบาย

ภาพความเสียหายบางส่วนจากสึนามิ

“ทันใดนั้นพวกเราก็รู้สึกได้ถึงคลื่นลูกแรกที่ยกเรือเราขึ้น และพัดเข้าชายฝั่ง จากนั้นมันก็ซัดเอาร่มและเก้าอี้บนชายหาดและดึงสิ่งของต่าง ๆ ลงมาในทะเล จากนั้นลูกที่สองก็ซัดมา คราวนี้มันเข้าประทะกับบังกะโลและร้านอาหารเข้าอย่างจัง และดึงเอาทุกอย่างลงน้ำมาด้วย”

จากนั้นพริ้มเพราจึงเริ่มติดต่อไปยังคนที่รู้จักเพื่อสอบถามว่าเป็นเหตุการณ์อะไร และได้รับการยืนยันมาว่ามันคือสึนามิ ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจมันเป็นอย่างดีแต่คำแนะนำจากปลายสายก็ชัดเจนแล้วว่าเธอต้องหาเรือลำใหญ่กว่านี้เพื่อขึ้นไปหลบภัย

ภารกิจกู้ชีพ

หลังจากที่คลื่นทั้งสองลูกพัดผ่านไปแล้ว แต่ด้วยความที่ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้นกว่านี้หรือเปล่า สมชาย จึงเริ่มมองหาเรือลำใหญ่ในบริเวณใกล้เคียงตามคำแนะนำของเพื่อนที่เป็นนายเรือ เพื่อขอขึ้นไปหลบภัย

“จากจุดนั้นไม่ไกลมาก มีเรือลำใหญ่อยู่ลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าออกไปในทะเล ผมจึงขอให้คนขับเรือของเราขับไปเทียบกับเรือใหญ่ลำนั้น แต่เรือก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะจอดให้ เรือสปีดโบ๊ทของเราจึงขับไปปาดหน้าเรือลำใหญ่เพื่อขอให้เขาหยุดรับเรา” สมชายกล่าว

สถาพร สว่างพักต์ ดำรงตำแหน่งต้นเรือของเรือมหิดลอยู่ ณ ขณะนั้น ได้เราให้บีบีซีไทยฟังว่าทันทีที่รู้สึกได้ถึงความผิดปรกติในทะเล เขาจึงแจ้งกัปตันเรือเพื่อนำเรือออกในทันที

“อยู่ดี ๆ ท้ายเรือก็ปัด และน้ำทะเลก็ดันขึ้นสูง จึงบอกให้ต้นกลติดเครื่องยนต์ ทั้งชีวิตการเดินเรือ ไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน ผมก็รีบไปบอกผู้การว่ามันเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ ให้รีบติดเครื่องเรือเพื่อเตรียมออก โดยตอนนั้นท้ายเรือเริ่มปัดไปมา เราจึงถอนสมอขึ้นเพื่อเตรียมออกเรือ”

“ทันใดนั้นก็มีสปิดโบ๊ทของนักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำที่บริเวณเกาะราชา เข้ามาขวางหน้าเรือโดยผู้โดยสารได้ตะโกนขึ้นมาเพื่อขอขึ้นเรือใหญ่ โดยเรือนักท่องเที่ยวลำนั้นมีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ”

ทันทีที่กัปตันเรืออนุญาตให้ขึ้น นักท่องเที่ยว ทั้งหมด 16 คน จึงปืนขึ้นมาบนเรือจากบันไดลิงที่ทอดลงไปในทะเล โดย 4 คนจากในกลุ่มนี้ มีบุคลากรทางการแพทย์รวมอยู่ด้วย ซึ่งแบ่งเป็นแพทย์ 2 คน และพยาบาล 2 คน

ภารกิจเรือมหิดล

นอกจากการใช้เรือเพื่อการสำรวจแล้ว หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการต่อเรือมหิดล ของกรมประมงมาก็คือการนำมาใช้เพื่อภารกิจการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเล ถึงแม้ว่าเรือมหิดลไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้มาก่อน แต่ความพร้อมด้านบุคลากรและความฉุกเฉินของเหตุกการณ์ทำให้สถาพรคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีในการทำตามวัตถุประสงค์ของเรือที่ตั้งไว้

“เราได้ข่าวจากวิทยุสื่อสารว่าที่เกาะราชาใหญ่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์และไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แต่ที่เกาะพีพีมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและได้รับความเสียหายอย่างหนัก ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกได้เลยว่าเหตุการณ์นี้ใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะ และคิดว่ายังไงก็ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกคน” สถาพรกล่าวกับบีบีซีไทยบนเรือมหิดล ในวันที่จอดทอดสมออยู่ที่ อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

“ผมไปปรึกษากับผู้การเรือและบอกว่าเราควรไปให้ความช่วยเหลือ ยาเราก็พอมีอยู่บนเรือ และเราก็ยังมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่บนเรือด้วย เราจึงไปเชิญ นพ. สมชาย จิตเป็นธม และ นพ. ปรเมศร์ ไตรภพ เรื่องภารกิจช่วยเหลือคนที่เกาะพีพี”

จากนั้นเรือมหิดลได้มุ่งหน้าสู่เกาะพีพีเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย โดยก่อนที่จะถึง ทางเจ้าหน้าที่เรือได้รับการประสานถึงสถานการณ์อยู่ตลอด แต่ไม่มีใครคาดคิดกับภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าเมื่อเดินทางทางเกาะพีพีแล้ว

“เราเห็นขยะลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล ทั้งเตียงนอน ถังน้ำแข็ง ตู้เย็น และอีกหลาย ๆ อย่าง ปกคลุมผิวน้ำบริเวณหน้าอ่าวของเกาะพีพี และเมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น เราก็ได้เห็นภาพที่ศพถูกมัดเอาไว้กับจุดผูกเรือเพื่อไม่ให้ลอยหายไป มันเป็นภาพที่น่าสลดใจมาก” สถาพรกล่าว

เนื่องด้วยทีมแพทย์บนเรือมหิดลได้ลงความเห็นกันว่าจะช่วยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น พวกเขาจึงเริ่มให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ต้องการรับการปฐมพยาบาลก่อนที่จะนำตัวไปส่งที่โรงพยาบาลบนเกาะภูเก็ต

“ตอนนั้นได้โทรไปประสานกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตเพื่อเตรียมแผนรับภัยฉุกเฉินไว้ได้เลย และขอให้นำรถพยาบาลมารอรับที่ท่าเรืออ่าวฉลองไว้ด้วย เราจึงเริ่มรับคนที่ได้รับบาดเจ็บขึ้นมา บางคนกระดูกซี่โครงหัก บางคนเป็นแผลโดนบาด และบางคนได้รับความกระทบการะเทือนที่อวัยวะภายใน” พริ้มเพรากล่าว

“เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นจนค่ำและกลับออกมาช่วยคนเพิ่มเติมอีกในวันรุ่นขึ้น รวมทั้งสิ้นเราให้ความช่วยเหลือคนไปเกือบ 400 คน”

เตรียมพร้อมรับมือ

ในวันเกิดเหตุเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา คงมีคนไม่มากที่รู้จักว่าสึนามิคืออะไร มันมีความรุนแรงขนาดไหน และมันเกิดมาจากอะไร หนึ่งในสาเหตุที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเพราะขาดความรู้และขาดระบบการเตือนภัย

ภาพที่นักท่องเที่ยววิ่งลงไปในทะเลเมื่อน้ำลดลงไปอย่างผิดปรกติมีให้เห็นได้จากในข่าว ซึ่งสื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่าคนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจถึงเหตุภัยพิบัติชนิดนี้

นายประพันธ์ ขันธ์พระแสง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ได้บอกกับบีบีซีไทยว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในด้านการเตือนสาธารณภัยในประเทศไทย และจากวันนั้นถึงวันนี้ ระบบการเตือนภัยได้ถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนทัดเทียมกับมาตรฐานโลก

“ตอนนี้เรามีทุ่นลอยอยู่บริเวณหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์ออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ถ้าเกิดแผ่นดินไหวในทะเลเครื่องนี้ก็จะส่งสัญญาณไปที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และทางศูนย์ก็จะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังจังหวัดทางทางแถบทะเลอันดามันได้ทั้งหมด” ประพันธ์กล่าว

“อย่างที่ภูเก็ตเองก็มีหอเตือนภัยขนาดใหญ่อยู่หลายแห่งทั่วเกาะ และมีความพร้อม 100% เรามีการทดสอบสัญญาณเตือนภัยผ่านเพลงชาติที่กระจายเสียงจากหอเหล่านี้ทุกวันพุธในเวลา 8 โมงเช้า เพื่อยืนยันว่าหอเรามีความพร้อมอยู่ตลอด”

นักท่องเที่ยวเล่นวอลเลย์บอลชายหายใกล้หอเตือนภัยสึนามิบนหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต

ประพันธ์เน้นย้ำว่าถ้าเกิดเหตุสึนามิจริง ๆ จะมีสัญญาณเตือนภัย และเสียงประกาศ 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น ออกมาให้คนได้เตรียมตัว ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรออกไปกับสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น และสิ่งของนั้นต้องไม่เป็นภาระให้คนอื่น โดยให้หลบหนีไปตามเส้นทางที่มีป้ายบอกอย่างชัดเจน หรือถ้าบริเวณนั้นมีอาคารสูงอย่างน้อย ๆ สามชั้นขึ้นไปก็ให้ขึ้นไปหลบบนอาคารได้

“ตอนนี้มีการซ้อมหนีสึนามิกันอยู่ทุกปี คนในพื้นที่จะตื่นตัวกับเรื่องพวกนี้มาก ตอนนี้ที่ห่วงที่สุดคือกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่ทางเราก็มีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางโรงแรมตลอด ในอนาคตเราจะทำการประชาสัมพันธ์ผ่านข้อความทางโทรศัพท์เพื่อแจ้งให้คนในพื้นที่เสี่ยงทราบ”

ศพไร้อัตลักษณ์ รอวันกลับบ้าน

ภัยพิบัติสึนามิในปี 2547 นำความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยยอดรวมทั้งหมดของผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากเหคุการณ์สึนามิ มีมากกว่า 227,000 รายทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 5,395 รายซึ่งถือได้ว่ามีตัวเลขสูงอันดับที่ 4 ของโลกจาก 14 ประเทศที่ได้รับรายงานผู้เสียชีวิต

ในช่วงแรกหลังจากเหตุการณ์สึนามิได้เกิดขึ้น ร่างไร้วิญญาณของผู้ประสบภัยนับพันศพจากพื้นที่ จ.พังงา ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในประเทศไทย ได้ถูกนำไปรวบรวมเอาไว้ที่วัดนิกรวราราม หรือที่รู้จักกันดีในชื่อวัดย่านยาว เพื่อการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลก่อนส่งคืนให้ญาติ

หลังผ่านเหตุการณ์ไม่นาน งมีศพที่ยังเหลืออยู่นับพันศพ รอให้ญาติมาเทียบผลดีเอ็นเอและพากลับไปประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อของตนเอง โดยทางสถาบันนิติเวชได้ทำการย้ายศพไปอยู่ที่สุสานไม้ขาว จ.ภูเก็ต เพื่อให้สะดวกต่อชาวต่างชาติที่มาขอติดต่อนำญาติคืน เพราะใกล้สนามบินและสะดวกในการเดินทางมากกว่า

หลังจากนั้น 2 ปี ยังมีศพไร้ญาติตกค้างอยู่กว่า 400 ศพ จึงสั่งให้ทำการย้ายศพที่เหลือทั้งหมดกลับไปไว้ที่สุสานศพไร้ญาติ บ้านบางมรวน ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งภายหลังได้รับการจัดทำใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นสุสานศพนิรนามเหตุการณ์สึนามิ

ร.ต.อ. อมรเทพ เหมียนทอง รองสารวัตรสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรตะกัวป่า ได้บอกกับบีบีซีไทยว่าถึงวันนี้ยังมีศพที่รอคอยการเทียบเคียงผลดีเอ็นเอถูกฝังไว้ที่สุสานเป็นจำนวนมาก โดยจากสถิติล่าสุดยังมีศพและชิ้นส่วนของศพที่ระบุตัวตนไม่ได้ตกค้างอยู่ 369 ศพ และยังมีศพของแรงงานชาวเมียนมาร์ที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้วอีก 25 ศพ

“ตั้งแต่ศพที่เหลือทั้งหมดย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ มีเพียงแค่ 10 กว่าศพเท่านั้นที่ได้รับการติดต่อจากญาติมารับกลับบ้าน โดยล่าสุดก็มีมาอีกรายเมื่อสองปีที่แล้ว” ร.ต.อ. อมรเทพ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...