โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”

BT Beartai

อัพเดต 27 พ.ค. 2564 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. 2564 เวลา 01.24 น.
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”

“Move to Heaven” คือซีรีส์ชวนอบอุ่นหัวใจเรื่องใหม่จากเกาหลี เป็นอีกหนึ่งซีรีส์ชวนเสียน้ำตาแห่งปี เป็นซีรีส์ที่พาเราไปตั้งคำถามถึงการจากลาและพาใจเราให้อ่อนโยนและมีความละเอียดอ่อนต่อเพื่อนมนุษย์และสิ่งรอบข้างมากขึ้น “Move to Heaven” เป็นชื่อบริการ “เก็บกวาดที่เกิดเหตุ” ของสองพ่อลูก ‘ฮันจองอู’ และ ‘ฮันกือรู’ ที่ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่เก็บและจัดการกับของในห้องของคนที่เสียชีวิตไปแล้วแต่พวกเขายังมีหน้าที่ในการค้นหาความปรารถนาสุดท้ายของผู้ตายเพื่อส่งต่อข้าวของและความปรารถนาที่ถูกทิ้งไว้ไปยังพ่อแม่ ญาติ หรือคนรักของพวกเขา

 ‘ฮันกือรู’ เป็นเด็กหนุ่มที่เป็นโรคแอสเพอร์เกอร์ซึ่งทำให้มีปัญหาในการทำความเข้าใจอารมณ์ของคน และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่กือรูก็ได้รับพรมาด้วยเช่นกันนั่นคือเขามีความจำในระดับภาพถ่ายนั่นคือจดจำทุกสิ่งได้อย่างถูกต้องชัดเจนราวกับบันทึกไว้และยังสามารถเรียกความทรงจำกลับมาได้ราวกับเปิดไฟล์ในคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่เพียงแต่ภาพเท่านั้นกือรูยังทำแบบเดียวกันนี้ได้กับข้อมูลทางเสียงอีกด้วย ในทุก ๆ อีพีของซีรีส์เรื่องนี้จะมีกิมมิคที่น่าสนใจด้วยการให้กือรูเปิดเพลงจากเครื่องเล่นสีขาวและสวมหูฟังสีขาวเพื่อดำดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์ของบทเพลงและความปรารถนาของผู้จากไปที่ล่องลอยและซุกซ่อนไว้ในข้าวของที่อยู่ในห้อง ซึ่งเทคนิคการเปิดเพลงโดยตัวละครในภาพยนตร์หรือซีรีส์นั้นมีชื่อเรียกว่า ‘Diegetic Music’ หมายถึงเสียงเพลงที่ดังมาจากเรื่องราวในภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ตัวละครก็ได้ยินและผู้ชมก็ได้ยินไปพร้อมกัน เป็นกลยุทธ์ของผู้สร้างที่ต้องการเชื่อมโยงคนดูให้เข้าไปในความรู้สึกของตัวละคร โดยในแต่ละอีพีบทเพลงที่กือรูฟังก็จะเชื่อมโยงกับมู้ดและเรื่องราวในตอนนั้น ๆ

ฮันกือรูและฮันจองอู สองพ่อลูกนักเก็บกวาด

เราสามารถเรียนรู้ ‘ตัวตน’ จากข้าวของที่เขาคนนั้นใช้หรือเก็บรักษาเอาไว้ และเช่นเดียวกันกับการที่เราสามารถทำความรู้จักกับใครสักคนผ่านบทเพลงที่เขาฟัง ใน “Move to Heaven” บทเพลงคลาสสิกในเพลย์ลิสต์ของ ‘ฮันกือรู’ถูกใช้เป็นสะพานเชื่อม ‘ความรู้สึก’ ระหว่างตัวเขาและผู้ที่ได้จากโลกนี้ไป อีกทั้งยังเป็นการใช้บทเพลงประกอบซีรีส์ได้อย่างชาญฉลาดด้วยการ ‘เชื่อม’ ให้เราเข้าไปสู่ห้วงแห่งอารมณ์ความรู้สึกและความปรารถนาสุดท้ายของผู้ที่เสียชีวิตในแต่ละอีพีได้อย่างคมคายและเปี่ยมไปด้วยสุนทรียภาพ

วันนี้เราจะมาส่องดูเพลย์ลิสต์ของกือรูและทำความรู้จักกับบทเพลงคลาสสิกสุดไพเราะทั้ง 7 บทเพลง เพื่อเชื่อมเราเข้าไปสู่เรื่องราวของ Move to Heaven ได้อย่างเต็มอิ่มและดื่มด่ำกับบทเพลงคลาสสิกเหล่านี้ในมิติใหม่ผ่านซีรีส์อันแสนประทับใจเรื่องนี้

[บทความนี้เปิดเผยเรื่องราวของซีรีส์]

“Träumerei Kinderszenen op. 15, No. 7” กับเด็กหนุ่มฝึกงานผู้เปี่ยมด้วยความหวังและความฝัน

ในอีพีแรกบทเพลงคลาสสิกที่กือรูฟังคือ “Träumerei Kinderszenen op. 15, No. 7” ของ ‘โรแบร์ท ชูมัน’ (Robert Schumann) เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองอันสงบงันและเปลี่ยวเหงาเศร้าสร้อย ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวของเด็กหนุ่มที่ไปฝึกงานอยู่ในโรงงานแต่ต้องเสียชีวิตเพราะเป็นแผลติดเชื้อจากอุบัติเหตุ ความฝันที่จะดูแลพ่อแม่และมีชีวิตที่สวยงามแบบคนทั่วไปต้องดับสิ้นลงแต่ร่องรอยของความฝันอันยิ่งใหญ่นั้นยังคงล่องลอยอยู่ในห้องหับอันคับแคบที่เด็กหนุ่มได้จากโลกนี้ไปเพียงลำพัง

งานเพลงชุด “Kinderszenen” (เป็นภาษาเยอรมันซึ่งมีความหมายว่า “ช่วงฉากจากวัยเยาว์”) เป็นบทเพลงชุด 13 เพลงสำหรับบรรเลงด้วยเปียโนที่ชูมันเขียนขึ้นในปี 1838 บทเพลง “Träumerei” เป็นมูฟเมนต์ที่ 7 ในงานเพลงชุดนี้และเป็นหนึ่งในงานเพลงของชูมันที่ผู้คนรู้จักและชื่นชอบมากที่สุด เคยถูกใช้เป็นเพลงธีมของหนังเรื่อง “Song of Love” และนอกจากนี้ชื่อ Träumerei ยังถูกใช้เป็นชื่อของหนังชีวประวัติชูมันที่ออกฉายในปี 1944 อีกด้วย ในรัสเซียได้มีการนำเอาเพลงนี้ไปทำเป็นเวอร์ชันอะแคปเปลลาประสานเสียงเพื่อใช้เป็นเพลงไว้ทุกข์ซึ่งเล่นเป็นประจำทุกปีในช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบเพื่อระลึกถึงผู้จากไปในวันแห่งชัยชนะของรัสเซีย (Victory Day)

ดังนั้นบทเพลง “Träumerei” จึงคล้ายเป็นเสมือนการไว้ทุกข์ให้แก่เด็กหนุ่มที่ต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าใจทั้ง ๆ ที่ยังเยาว์วัยและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความฝัน ไม่ว่าจะเป็นการได้กลับไปดูแลพ่อแม่และการได้มีคนรักดี ๆ สักคนอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจให้กัน

“Clair De Lune” กับหญิงชราผู้ถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดาย

หญิงชราถูกทิ้งให้เสียชีวิตในบ้านเพียงลำพังโดยมีลูกชายและภรรยาของลูกชายมาคอยรอดูว่าจะมีทรัพย์สมบัติอะไรถูกทิ้งเอาไว้อยู่บ้าง ความปรารถนาสุดท้ายของเธอถูกซ่อนไว้ในกองเงินที่ซ่อนไว้ใต้ที่นอนของเธอและสลิปธนาคารจำนวนมาก อันเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกจุกในหัวใจเมื่อได้รู้ความจริง บทเพลงที่กือรูฟังในห้องของหญิงชราผู้โดดเดี่ยวแห่งนี้คือ “Clair De Lune” จากคีตกวีชาวฝรั่งเศสนาม ‘โกลด เดอบูว์ซี’ (Claude Debussy) ผู้บุกเบิกดนตรีคลาสสิกในแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทกวี งานดนตรียุคบาโรก และขบวนการทางศิลปะที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในกรุงปารีสที่เรียกว่า ‘อิมเพรสชันนิซึม’ (impressionism) หรือ ลัทธิประทับใจ ซึ่งเป็นศิลปะการวาดภาพที่จับเอาความประทับใจในช่วงเวลา ณ ขณะปัจจุบันที่ปรากฏต่อสายตาของศิลปินมาถ่ายทอดบนพื้นผิวด้วยสีสันและฝีแปรงที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกมากกว่ารายละเอียด ดนตรีอิมเพรสชันนิสม์ก็เช่นเดียวกัน ดนตรีประเภทนี้จะถ่ายทอดความรู้สึกอันพลิ้วไหวออกมาในลักษณะที่ลึกลับและไม่กระจ่างชัด ใช้ทำนองแบบอิสระ ทางเดินคอร์ดและท่วงทำนองเป็นไปตามความต้องการของผู้ประพันธ์แต่ละคน (ซึ่งเรียกว่าเป็นการประพันธ์แบบ “Mon plaisir” (My pleasure) หรือ “ตามใจฉัน” นั่นเอง) บทเพลงของเดอบูว์ซีเคยถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องอาทิ All About Lily Chou-Chou (2001) และ Tokyo Sonata (2008)

ด้วยท่วงทำนองที่ล่องลอยฟุ้งฝันให้ภาพความรู้สึกที่เลือนเส้นแบ่งระหว่างความจริงและจินตนาการ ความหวังและความฝัน สะท้อนภาวะความทรงจำที่กำลังเลือนลับของหญิงชรา แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจของเธอก็ยังคงทำงานเพื่อให้ความปรารถนาต่อคนที่รักของเธอนั้นสัมฤทธิ์ผล  ดังนั้นบทเพลง “Clair De Lune” เพลงนี้จึงเป็นเสมือนท่วงทำนองของแห่งความปรารถนาของหญิงชราที่ลอยออกมาจากกล่องสีเหลืองใบเล็กที่บรรจุความปรารถนาครั้งสุดท้ายของหญิงชราเอาไว้และพาเราไปอยู่ในห้วงแห่งความรักอันอบอุ่นแต่เปลี่ยวเหงาของเธอ

“Moonlight Sonata” กับโศกนาฏกรรมรักของครูสาว

ในอีพีนี้เป็นเรื่องราวของครูสาวผู้แสนดีที่น่าสงสารเพราะโดนชายหนุ่มที่คลั่งไคล้ในตัวเธอตามรังควานจนนำมาสู่จุดจบที่เป็นโศกนาฏกรรมในที่สุด บทเพลงที่กือรูฟังในการเก็บกวาดที่เกิดเหตุฆาตกรรมนองเลือดครั้งนี้คือเพลง “Quasi una fantasia” หรือ เปียโนโซนาตาหมายเลข 14 ในบันไดเสียง ซี ชาร์ป ไมเนอร์ (Piano Sonata No. 14 in C # minor, Op. 27 No. 2) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Moonlight Sonata” ของ ‘ลุดวิก ฟาน เบโธเฟน’ (Ludwig van Beethoven) คีตกวีชื่อก้องชาวเยอรมัน บทเพลงที่มีท่วงทำนองอันแผ่วเศร้าเร้าลงไปในจิตใจ สะท้อนความหม่นหมองและโศกนาฏกรรมอันแสนเศร้าที่เกิดขึ้นกับคุณครูผู้เป็นที่รักของเด็ก ๆ

บทเพลง “Moonlight Sonata” เผยแพร่เมื่อ ค.ศ. 1801 มีเรื่องเล่าว่าเบโธเฟนอุทิศผลงานชิ้นนี้ให้แก่เคาน์เตสจูลีเยตตา กวิชชาร์ดี (Giulietta Guicciardi) ลูกศิษย์สาววัย 17 ปีที่เบโธเฟนหลงรัก ส่วนเหตุผลที่โซนาตาชิ้นนี้ได้ชื่อว่า “Moonlight Sonata” นั้นมาจากคำบรรยายของลูทวิช เร็ลชตาพ นักวิจารณ์ดนตรีชาวเยอรมัน ในปี ค.ศ. 1832 ที่กล่าวว่ามูฟเมนต์ที่หนึ่งของโซนาตาชิ้นนี้ มีท่วงทำนองเปรียบได้กับแสงจันทร์ที่ส่องสว่างเหนือทะเลสาบลูเซิร์นในเวลายามค่ำคืน

“Piano Trio No. 1 in B major Op. 8” กับความรักที่ถูกซ่อนไว้ของหมอหนุ่ม

มีชายคลั่งคนหนึ่งจับตัวนางพยาบาลไว้เป็นตัวประกัน ในความแตกตื่นและหวาดกลัวของผู้คนในโรงพยาบาล หมอหนุ่มรวบรวมสติและเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์แต่สุดท้ายกลับต้องเสียชีวิตเพราะโดนคมมีดของชายคลั่งบาดลงไปที่คอ ห้วงความคิดสุดท้ายของหมอหนุ่มคงกำลังล่องลอยไปถึงคนรักคนนั้นของเขาที่คงไม่มีวันได้บอกลาและบอกความในใจที่เก็บซ่อนไว้อีกต่อไปแล้ว ภารกิจในอีพีนี้ของกือรูคือการไปเก็บกวาดห้องของหมอหนุ่มจนพบกับความปรารถนาที่ซ่อนเอาไว้และความยากยิ่งของภารกิจนี้คือการตามหาคนรักของหมอหนุ่มทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร มีเพียงเบาะแสที่ซ่อนไว้ในโปสเตอร์การแสดงดนตรีคลาสสิกที่มีผู้แสดงเป็นนักเชลโล 3 สาว และ 1 หนุ่ม

บทเพลงที่กือรูฟังในตอนนี้คือ “Piano Trio No. 1 in B major Op. 8” ของ ‘โยฮันเนิส บรามส์’ (Johannes Brahms) คีตกวีชาวเยอรมัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นคีตทายาทของเบโธเฟน ซิมโฟนีบทแรกของเขาถึงกับได้รับการยกย่องว่าเป็นซิมโฟนีบทที่ 10 ของเบโธเฟนเลยทีเดียว สำหรับเปียโนทรีโอบทนี้บรามส์แต่งขึ้นเมื่อมีอายุได้เพียง 19 ปีสำหรับการบรรเลงดนตรี 3 ชิ้นโดยเปียโน ไวโอลินและเชลโล ทำให้ได้เห็นถึงความสามารถอันเอกอุของบรามส์เมื่อครั้งยังเยาว์ในช่วงเริ่มต้นเส้นทางอันรุ่งเรืองของเขา ความงามของบทเพลงนี้คือการสอดประสานกันของ 3 แนวทำนองจากทั้ง 3 เครื่องดนตรี เปียโนได้เริ่มวางรากฐานของบทเพลงก่อนที่เชลโลจะเข้ามาสร้างอารมณ์อันลุ่มลึกและตามมาด้วยไวโอลินที่สอดประสานกันได้อย่างงดงาม เปรียบเสมือนช่วงชีวิตของหมอหนุ่มที่ดำเนินไปอย่างสง่างามก่อนที่คนรักนักเชลโลจะเข้ามาในชีวิตเพื่อเติมเต็มบทเพลงแห่งความรักของคนทั้งคู่ให้ดำรงอยู่นิรันดร์กาล

“Nocturne, Op. 9, No.2” กับคู่รักวัยชราที่ตัดสินใจจากลาโลกนี้ไปพร้อมกัน

อีพีนี้เป็นอีกตอนหนึ่งที่ชวนเจ็บปวดรวดร้าวใจมากเมื่อสองคู่รักวัยชราตัดสินใจฆ่าตัวตายจากโลกนี้ไปพร้อมกัน บทเพลงที่กือรูฟังในตอนนี้คือหนึ่งในเพลงคลาสสิกที่หลายคนรู้สึกว่าโรแมนติกที่สุดแต่ก็แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้านั่นคือ “น็อกเทินส์ โอพัสที่ 9 หมายเลข 2” (Nocturnes, Op. 9, No.2) ของ ‘เฟรเดริก ชอแป็ง’ (Frédéric Chopin) คีตกวีชาวฝรั่งเศสเชื่อสายโปแลนด์ผู้มีอารมณ์อันอ่อนไหว แน่นอนว่าคงไม่มีเพลงคลาสสิกบทใดเหมาะสำหรับอีพีนี้อีกแล้วกับคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความรักอบอุ่นอ่อนโยนและโรแมนติกแต่ในขณะเดียวกันการจากไปของทั้งคู่ก็สร้างความโศกเศร้ามาก ๆ ตอนนี้เป็นตอนหนึ่งที่สอนให้เราได้มีความละเอียดอ่อนต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นตอนที่ตัวละครคุณอา ‘โจซังกู’ ซึ่งเป็นคนบุคลิกแข็ง ๆ ได้เรียนรู้ถึงความอ่อนโยนของชีวิต และเป็นตอนแรกที่ตัวละครนี้เริ่มแสดงความอ่อนโยนออกมา รวมถึงเป็นตอนแรกที่มีมุมกุ๊กกิ๊กระหว่างเขาและตัวละครนักสังคมสงเคราะห์สาว

น็อกเทินส์ โอพัสที่ 9 (Nocturnes, Op. 9) เป็นชุดน็อกเทิร์น 3 ชิ้น ที่ชอแป็งแต่งขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1830–1832 ในขณะที่มีอายุเพียง 20 ปีเพื่ออุทิศแก่ มารี เพลเยล (Marie Pleyel) นักเปียโนสาวชาวเบลเยียมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีฝีมือการบรรเลงอันยอดเยี่ยมและเริ่มออกแสดงดนตรีตั้งแต่มีอายุได้เพียง 8 ปีเท่านั้น น็อกเทิร์นถือว่าเป็นหนึ่งในงานที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของชอแป็ง

“Gymnopédies No.1” กับเด็กอุปการะผู้แปลกแยกและโดดเดี่ยว

แมทธิว กรีนหนุ่มเกาหลีที่ถูกนำไปเลี้ยงดูที่อเมริกากลับบ้านมาที่เกาหลีใต้เพื่อตามหาแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง แต่กลับจบลงด้วยโศกนาฏกรรมแห่งความเปลี่ยวเหงาและความเศร้าที่เกิดจากความเข้าใจผิด แมทธิว กรีนเป็น Korean international adoptee (KAD) หรือเด็กชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรับไปเลี้ยงดูในต่างประเทศ โดยผู้อุปถัมภ์จะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีเชื้อชาติ ภูมิหลังและวัฒนธรรมต่างจากเด็กที่ถูกนำไปเลี้ยง เด็กชาวเกาหลีใต้ที่ถูกรับเลี้ยงจะต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งกลายเป็นการมองข้ามถึงเอกลักษณ์ทางเชื้อชาติและถิ่นเกิดของเด็กไป เด็ก ๆ KAD จึงเติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่ได้รู้จักกับใครที่เป็นแบบตนเลยจึงต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยว

บทเพลงที่กือรูเลือกฟังในตอนนี้คือ “ฌีมโนเปดี หมายเลข 1” (Gymnopédies No.1) อันมีท่วงทำนองที่บางเบาแต่ลุ่มลึกและสงบงัน บทเพลงนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงคุ้นหู และอาจเคยเปิดฟังในเวลาที่เหนื่อยล้าเพราะท่วงทำนองอันเบาสบายของเพลงนี้ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายหรือนอนหลับสบายเลยทีเดียวเชียวล่ะ

“ฌีมนอเปดี” เป็นผลงานการประพันธ์สำหรับเปียโนจำนวน 3 ชิ้นที่แต่งโดย ‘เอริก ซาตี’ (Erik Satie) คีตกวีชาวฝรั่งเศส เผยแพร่ครั้งแรกในปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1888 ผลงานทั้ง 3 ชิ้นเขียนขึ้นในจังหวะ 3/4 โดยมีธีมและโครงสร้างดนตรีร่วมกัน คือเน้นบรรยากาศและสภาพแวดล้อมอันเป็นต้นแบบของดนตรีแอมเบียนต์ในปัจจุบันนั่นเอง โดยคำว่า “ฌีมนอเปดี” นั้นมีที่มาจากศัพท์ภาษากรีกว่า “gumnopaidia” มาจากคำว่า “gymnos” (เปลือย) และ “pais” (เด็ก) หรือ “paizo” (เล่น) เป็นชื่อเทศกาลเต้นรำเปลือยกายของนักรบสปาร์ตาเมื่อราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล

เพลง “ฌีมนอเปดี” นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพวาดชื่อ “Jeunes filles au bord de la mer” ในปี 1879 ของจิตรกรนาม ‘Pierre Puvis de Chavannes’ ซึ่งภาพวาดชิ้นนี้ได้ให้บรรยากาศแบบเดียวกันกับที่ซาตีต้องการสร้างขึ้นในบทเพลงฌีมนอเปดีของเขา เอริก ซาตี เป็นผู้คิดค้นดนตรีที่เรียกว่า ‘Furniture music’ หรืองานเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อเล่นเป็นแบคกราวน์สร้างบรรยากาศไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้ฟังซึ่งต่อมาได้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับดนตรีแอมเบียนต์และดนตรีแนวทดลองอาทิงานเพลงของจอห์น เคจ (John Cage)

ภาพวาด “Jeunes filles au bord de la mer” ของ ‘Pierre Puvis de Chavannes’ แรงบันดาลใจสู่ Gymnopédies ของเอริก ซาตี

“Prelude in C major” กับช่วงเวลาแห่งการบอกลา

ในอีพีสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่กือรูจะต้องตัดสินใจเพื่อนำเอาอัฐของพ่อไปฝังไว้ที่สุสานเคียงข้างแม่ของกือรู ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งสุดท้ายที่แทนตัวตนของฮันจองอูพ่อผู้เป็นที่รักของกือรู กือรูไม่สามารถตัดใจบอกลาจากพ่อได้จึงหนีออกจากบ้าน ซังกูได้ออกตามหากือรูและได้พบกับความจริงในอดีตเกี่ยวกับจองอูกับภรรยาและกือรู ในที่สุดกือรูได้ตัดสินใจกลับมาที่บ้านและปฏิบัติภารกิจครั้งสำคัญคือการเก็บกวาดที่เกิดเหตุซึ่งในครั้งนี้มันคือห้องของจองอูพ่อผู้เป็นที่รักของกือรูนั่นเอง กือรูได้ใช้เวลาในการบอกลาพ่อผ่านการเก็บกวาดข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันอบอุ่นพร้อมของขวัญชิ้นสุดท้ายที่พ่อได้มอบให้ไว้ บทเพลงที่กือรูใช้ประกอบการเก็บกวาดครั้งนี้คือเพลง “Prelude in C major” ของ ‘โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค’ (J.S. Bach) คีตกวีผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคบาโรก เป็นบทเพลงประเภท ‘เพรลูด’(Prelude) หรือบทเพลงสั้น ๆ ที่จะถูกเล่นก่อนที่การแสดงดนตรีแบบเต็ม ๆ จะตามมา ซึ่งคำว่า ‘เพรลูด’ หมายถึงการกระทำหรือเหตุการณ์ที่นำเราเข้าสู่เรื่องราวที่สำคัญต่อ ๆ มานั่นเอง ซึ่งเพลงเพรลูดของบาคนั้นจะนำไปสู่ ‘ฟิวก์’ (Fugue) ที่มีการนำเอาท่วงทำนองหลักมาล้อซ้ำ ๆ วนไปมา

‘Prelude in C major’ ชิ้นนี้อยู่ในหนังสือรวมบทเพลงของบาคสำหรับบรรเลงด้วยคีย์บอร์ด Well-Tempered Clavier ซึ่งเป็นคีย์บอร์ดในยุคบาโรก เพลงชุดนี้ประกอบด้วยหนังสือทั้งหมด 2 เล่มแต่ละเล่มมี 24 เพรลูดและฟิวก์รวมเป็นทั้งหมด 48 บทเพลงนั่นเอง โดยจะมีบทเพลงทั้งหมดทุกคีย์ไล่ตั้งแต่ C major เป็นต้นไปจึงเหมาะมากที่จะใช้ในการฝึกเล่นเปียโน

ความงามของบทเพลง “Prelude in C major” ชิ้นนี้อยู่ที่การเป็นเพลงที่เรียบง่ายฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นเบาสบาย โน้ตที่เล่นในเพลงนี้พูดง่าย ๆ ก็คือมีเฉพาะโน้ตตัวขาวที่อยู่บนคีย์เปียโนนั่นเอง Philipp Spitta นักวิชาการด้านบาคศึกษาคนแรกของโลกได้อธิบายบทเพลง “Prelude In C Major” ของบาคไว้ว่าเป็น “บทเพลงที่น่าตื่นใจและสรรหาคำมาบรรยายไม่ได้ ซึ่งมีเมโลดี้อันงดงามและยิ่งใหญ่ที่ล่องลอยผ่านเราไปเหมือนดั่งบทเพลงของเทพยดานางฟ้าที่เราได้สดับในห้วงแห่งความเงียบงันยามค่ำคืนผ่านเสียงพึมพำของหมู่มวลพฤกษานานาพรรณและลำธารไหลริน” บทเพลงชุดนี้ของบาคมีความเรียบง่าย งดงาม และให้อารมณ์ที่ล่องลอยซึ่งต่อมาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับบทเพลงของชอแป็งและเดอบูว์ซีซึ่งบทเพลงของทั้งคู่ก็อยู่ในเพลย์ลิสต์ของกือรูด้วยเช่นกัน

Source

อ้างอิง 1 , อ้างอิง 2 , อ้างอิง 3 , อ้างอิง 4

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
“กือรูเพลย์ลิสต์”: 7 บทเพลงคลาสสิกเชื่อมความรู้สึกสู่ซีรีส์ “Move to Heaven”
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...