โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

[รีวิวเกม] Devil May Cry V : Smoking Sexy Style!!!

BT Beartai

อัพเดต 13 มี.ค. 2562 เวลา 07.05 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2562 เวลา 07.05 น.
[รีวิวเกม] Devil May Cry V : Smoking Sexy Style!!!

Devil May Cry 5 หรือเรียกย่อๆ ว่า DMC5หรือ DMCVนั้นคือเกมภาคหลักภาคที่ 5 ของซีรี่ส์เกมแอคชั่นล่าปีศาจจากค่าย Capcom ที่ต้องใช้คำว่าภาคหลักนั้นเป็นเพราะว่าซีรี่ส์นี้เคยถูกรีบูทมาแล้วครั้งหนึ่งในชื่อ DmC:Devil may Cry ที่เรียกได้ว่ารีเซ็ตจักรวาลและตัวละครกันใหม่หมดแล้วยังใช้ทีมพัฒนาฝรั่งอย่าง Ninja Theory ที่สมัยนั้นมีผลงานคือเกม Enslaved และ Heavenly Blade มาพัฒนาแทน โดยถึงแม้จะออกมาเป็นเกมที่ดีไม่น้อยหน้าต้นฉบับ แต่เพราะเสน่ห์ดั้งเดิมของตัวละครเอกอย่างดันเต้ถูกรื้อทิ้งเปลี่ยนไปอย่างยับเยิน จึงทำให้ DmC:Devil may Cry ไม่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเท่าที่ควร ก่อนที่สุดท้าย ฮิเดอากิ อิทสึโนะ ผู้กำกับภาค 2, 3 และ 4จะได้กลับมาทำภาคต่อภาคที่ 5 นี้หลังจากภาค 4 วางจำหน่ายไปถึง 11 ปี

โดยพื้นฐานนั้น Devil May Cry จะเป็นซีรี่ส์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของดันเต้ (Dante) ชายหนุ่ม (สมัยภาค 1 และ 3) ลูกครึ่งมนุษย์ปีศาจเจ้าสำราญผู้เปิดกิจการรับจ้างล่าปีศาจที่หลุดออกจากนรกและก่อความไม่สงบกับมนุษย์ที่ทุกๆภาคก็จับพลัดจับผลูต้องไปปกป้องโลกจากปีศาจที่คิดครองโลกบ้างละ เปิดประตูระหว่างโลกมนุษย์กับโลกปีศาจบ้างล่ะ ซึ่งตัวเกมที่ผ่านมานั้นก็จะเป็นเกมแอคชั่นจ๋าๆ ที่ให้เราวิ่งเป็นเส้นตรงและไล่ฆ่าปีศาจทุกตัวที่ขวางหน้า โดยจะมีความพิเศษคือระบบแต้มสไตล์ (Stylish Point) ที่คอยวัดว่าคุณสามารถออกคอมโบผสมผสานท่าโจมตีได้แพรวพราวและครีเอทแค่ไหน ทำให้จุดเด่นของซีรี่ส์ไม่ใช่แค่การเอาชนะศัตรูให้ได้เท่านั้น แต่ต้องชนะให้ได้อย่างมีสไตล์อีกด้วย!

บทและการเล่าเรื่อง

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นไม้จากโลกปีศาจขนาดยักษ์นาม Qliphoth ได้ผุดขึ้นมาโลกมนุษย์และเข่นฆ่าผู้คนด้วยฝีมือของราชาปีศาจ Urizenก่อนที่ดันเต้จะได้รับการจ้างวานจากชายหนุ่มปริศนานาม วี (V) เพื่อให้เขาไปช่วยหยุดยั้ง Urizen ในขณะที่ เนโร (Nero) เด็กหนุ่มผู้เกิดมาพร้อมแขนขวาของปีศาจ (Devil Bringer) ที่เป็นหนึ่งในสองตัวเอกในภาคที่ 4 เองก็ได้มาเข้าร่วมการต่อสู้ครั้งนี้ด้วยเนื่องจากคำบอกเล่าของวีที่ว่า Urizen คือผู้ที่ตัดและช่วงชิงแขนปีศาจของเนโรไปก่อนหน้านี้ และเรื่องราวก็ได้เริ่มต้นเมื่อทั้งสามคนได้ประจันหน้ากับ Urizen เป็นครั้งแรก

สิ่งหนึ่งที่อยากพูดถึงสำหรับคนที่ไม่เคยเล่นซีรี่ส์นี้มาก่อนคือ บทพูดและงานกำกับซีนในเกมนี้จะมีความทะเล้นเล่นใหญ่แบบเกินจริงอยู่มาก มุกต่างๆ ในเกมล้วนแล้วแต่ดูเด๋อซะจนในความเป็นจริงคงถูกหัวเราะเยาะใส่ ซึ่งฟังแล้วอาจจะดูชวนอี๋สำหรับใครบางคนในทีแรก แต่นี่แหละคือเสน่ห์ที่ทำให้ DMC พิเศษมาแต่ไหนแต่ไร มันไม่ได้ทำตัวซีเรียสจริงจัง ต้องมีเนื้อเรื่องเข้มๆ สมเหตุสมผล ตัวละครต้องพูดกันเหมือนมนุษย์จริงเป็ะๆ นั่นไม่ใช่เป้าหมายของเกมนี้ และไม่ใช่สิ่งที่เราควรใช้ตัดสินตัวเกม สิ่งที่เกมนี้ทำคือทำให้ความเด๋อเหล่านั้นกลายเป็นแบรนด์และดูเท่อย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ภายใต้บริบทของเกมและตัวละครที่มีเสน่ห์ ซึ่ง DMC5 ก็ยังคงเอกลักษณ์ตรงนี้ไม่ต่างกัน

ตัวเนื้อเรื่องนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ค่อนข้างโอเคถ้ามองตามมาตรฐานเกมแอคชั่น บทนำของเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ Urizen ระดับที่ทำให้ดันเต้ที่ในทางเนื้อเรื่องตอนนี้เป็นระดับตำนานไปแล้วยังต้องลำบากเป็นการปรับโทนของภาคนี้ที่ชัดเจนว่าเหล่านักล่าปีศาจจอมยียวนของพวกเราได้เจอของแข็งเข้าแล้ว รวมถึงการเปิดตัวละครใหม่อย่าง วี นั้นก็ช่วยสร้างความน่าสนใจและพิศวงให้กับที่มาที่ไปของเรื่องราวในภาคนี้ได้อย่างดี น่าเสียดายที่บทเฉลยช่วยท้ายนั้นออกมารวบรัดเกินไปหน่อย ดูรีบๆ จนขาดการสร้างอารมณ์ร่วมไปบ้าง 

แต่สิ่งที่อยากจะชื่นชมเป็นพิเศษคือ ทิศทางและพัฒนาการของแต่ละตัวละครตลอดการเดินทางในภาคนี้ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมระดับเดียวกับภาค 3 ที่เป็นตำนานไปแล้วเลยทีเดียว ทุกอย่างนั้นเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีตรงไหนเลยที่เรารู้สึกว่าอยู่ดีๆ ตัวละครก็โตขึ้นมาดื้อๆ มันมีเหตุผลให้ทั้งสามคนเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เริ่มย้อนมองอดีตของตัวเองและเปิดโอกาสให้ตัวเกมได้นำเสนอเบื้องลึกเบื้องหลังของแต่ละคนมากขึ้น และที่สำคัญคือประเด็นในใจของทุกๆ ตัวละครล้วนเกี่ยวโยงกับแก่นของซีรี่ส์ที่ถูกพูดถึงมาตลอด คือเรื่องของ “ครอบครัว“แน่นอนว่ามันไม่ได้ลึกหรือมีความเป็นมนุษย์ระดับออสการ์หรืออะไรแบบนั้น Devil May Cry ก็ยังคงเป็นเกมขี้เล่นจอมทะเล้นเหมือนเดิม แต่สำหรับเกมแอคชั่นที่เนื้อเรื่องไม่ใช่ตัวชูโรงของเกมแล้ว ก็ถือว่าทำในส่วนนี้ออกมาได้ในมาตรฐานที่สูงมาก

ระบบการเล่น

โครงสร้างของซีรี่ส์ DMC นั้นจะเป็นเหมือนกันทุกภาคซึ่งรวมถึงภาค 5 นี้ด้วย คือใช้ระบบมิชชั่น(Mission) หรือที่บางคนเรียกกันว่า ด่าน นั่นเอง นั่นคือเราจะดำเนินเนื้อเรื่องผ่านการลุยมิชชั่นต่างๆ ไล่ไปเรื่อยจากมิชชั่นที่ 1 ยันมิชชั่นสุดท้าย ในระหว่างมิชชั่นส่วนใหญ่เราก็จะลุยเป็นเส้นตรง มีศัตรูให้สู้ตามทางทั้งที่บังคับสู้หรือจะข้ามไปก็ได้ บางมิชชั่นก็จะมีพัซเซิ่ลนิดหน่อย รวมถึงมีความลับให้เก็บ เช่นไอเทมพิเศษหรือ Secret Mission ที่เป็นมิชชั่นแยกเล็กๆที่หากทำสำเร็จตามเงื่อนไขก็จะได้ของรางวัลมา ภายในมิชชั่นก็จะมีไอเทมที่เรียกว่า เรดอ้อป (Red Orb) หรือก็คือ เงิน ในเกมนี้ให้เก็บเพื่อนำไปปลดล็อคท่าโจมตีต่างๆหรือซื้อไอเทมอื่นๆ เมื่อจบแต่ละมิชชั่นก็จะมีคะแนนวัดผลบอกว่าเราเล่นได้ดีแค่ไหน แล้วก็จะคิดออกมาเป็นเกรดตัวอักษร สูงที่สุดคือระดับ S

โดยในภาคนี้เราจะมีตัวละครให้เล่นได้ถึง 3 คน นั่นคือเนโร วี และ ดันเต้

เนโร (Nero)

เนโรจะเป็นตัวละครแรกที่เราได้เล่น เนื่องจากเนโรมีดาบและปืนให้ใช้เพียงอย่างละชนิดคือ ดาบเรดควีน (Red Queen) ที่มีความสามารถพิเศษในการบิดคันเร่ง (Exceed) เพื่อเพิ่มพลังโจมตี และปืนบลูโรส(Blue Rose) ที่มีลำปืนคู่ สามารถชาร์จเพื่อบรรจุกระสุนระเบิดได้ ท่าโจมตีโดยทั่วไปของเนโรจึงค่อนข้างจำกัดแต่ก็ล้วนแล้วแต่ใช้งานง่าย มีวงการโจมตีที่กว้างและไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป

แต่ความหลากหลายของเนโรนั้นจะอยู่ที่ตัวแขนกลเดวิลเบรกเกอร์ (Devil Breaker) ที่นิโค่ (Nico) สาวนักประดิษฐ์ที่เป็นคู่หูของเนโรประดิษฐ์มาให้เขาใช้แทนแขนปีศาจของเขาที่โดนตัดไป โดยแขนกลนี้นอกจากจะมีความสามารถพื้นฐานในการดึงศัตรูเข้าหาหรือดึงเนโรเข้าหาศัตรูแล้ว แขนกลจะมีด้วยกันหลายแบบซึ่งจะปลดล็อคมาให้เราซื้อกับนิโค่เมื่อเราผ่านมิชชั่นต่างๆ แขนแต่ละแบบก็จะมีความสามารถแตกต่างกัน เช่น Overture จะปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาโจมตีโดยตรง, Punchline ที่เป็นหมัดจรวดก็จะบินตามไปโจมตีศัตรูสร้างความปั่นป่วน โดยเราจะสามารถพกแขนกลเหล่านี้ไว้ได้จำนวนจำกัดตามแต่การอัพเกรดตัวละครของเรา และเราจะไม่สามารถสับเปลี่ยนแขนตามใจได้ หากต้องการจะเปลี่ยนไปใช้แขนอันต่อไปเราจำเป็นจะต้องสลัดแขนทิ้ง หรือใช้ท่าพิเศษของแขนนั้นซึ่งจะเป็นการยอมเสียแขนอันนั้นไปเพื่อแลกกับท่าโจมตีที่ทรงพลัง โดยระหว่างทางก็จะมีแขนต่างๆให้เก็บตามฉากได้หากต้องการ ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้การเล่นเนโรต้องคำนึงถึงการวางแผนและบริหารแขนกลที่มี จะใช้แบบไหนสู้กับศัตรูตัวไหน ตอนไหนที่ควรสลัดทิ้งหรือใช้ท่าพิเศษ โดยรวมเนโรจะเป็นตัวละครที่เรียบง่ายที่สุด

วี (V)

ทางด้านวีนั้นเป็นตัวละครใหม่ที่มาพร้อมกับระบบสู้ที่แปลกตาสำหรับซีรี่ส์อย่างมาก โดยวีนั้นจะไม่สามารถต่อสู้ได้ด้วยตัวเอง แต่จะใช้การเรียกสัตว์อสูร (Familiar) ทั้งสามออกมาช่วยสู้แทน โดยจะมีเสือดำ Shadow ทำหน้าที่เหมือนการโจมตีประชิด และมีนกสายฟ้า Griffon ที่ใช้ยิงกระสุนสายฟ้าเป็นเหมือนปืน และยักษ์เมือกดำ Nightmare ที่จะเรียกออกมาได้ก็ต่อเมื่อวีเข้าสู้โหมด Devil Trigger หรือเรียกง่ายๆก็คือแปลงร่างนั่นเอง จุดเด่นของวีจะอยู่ที่ความสามารถในการโจมตีหลายๆ รูปแบบพร้อมๆกันได้ ทำให้วีสามารถโจมตีศัตรูหลายๆตัวพร้อมกันได้ไม่ยาก รวมถึงยังสามารถควบคุมให้วีใช้ท่ายั่วศัตรูหรือเปิดหนังสืออ่านเพื่อเติมเกจ Devil Trigger ไปพร้อมกับปล่อยให้สัตว์อสูรโจมตีก็ยังทำได้

แต่สัตว์อสูรนั้นจะไม่สามารถฆ่าศัตรูได้ด้วยตัวเอง วีจะต้องเป็นคนโจมตีปิดท้ายเมื่อหลอดพลังชีวิตของศัตรูหมดลงแล้ว(ตัวศัตรูจะกลายเป็นสีขาว) ซึ่งแม้จะดูเหมือนยุ่งยาก แต่กลับยิ่งทำให้วีเป็นตัวละครที่ดันคอมโบง่ายที่สุดเสียมากกว่า เพราะการโจมตีปิดฉากนั้นจะเพิ่มคะแนนคอมโบเสมอแม้จะใช้ติดๆ กันซ้ำๆ ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ก็แลกมาด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่ของวีที่ต่ำ รวมถึงหากสัตว์อสูรถูกโจมตีจนพลังชีวิตหมด พวกมันก็จะคืนร่างไปเป็นลูกแก้วเพื่อฟื้นตัว ทำให้ในขณะนั้นเราไม่สามารถให้สัตว์อสูรตัวนั้นๆ โจมตีได้ หากสัตว์อสูรตายหมด วีก็จะเป็นง่อยไปเลย การเล่นวีในช่วงแรกๆ จึงอาจจะดูติดขัดไปบ้าง แต่หากปลดล็อคท่าออกมาเยอะๆ และคุ้นมือแล้ว ก็จะสนุกไม่แพ้อีกสองคนเลยทีเดียว

ดันเต้ (Dante)

สำหรับคนสุดท้ายก็คือดันเต้เจ้าเก่าของเรา ที่จริงๆ แล้วเป็นคนที่ยังคงรูปแบบการเล่นเหมือนกับในภาค4 แทบจะเป๊ะๆ แต่ก็ยังคงเป็นตัวละครที่ซับซ้อนและอาศัยฝีมือมากที่สุดเช่นกัน โดยดันเต้นั้นจะมีอาวุธประชิดให้เลือกใช้ถึง 4 ชนิดและปืนอีก 4 ชนิด แถมอาวุธบางชนิดยังมีโหมดย่อยให้เปลี่ยนรูปแบบการโจมตีได้อีก เช่น เกราะมือ–เท้า Balrog ที่มีโหมดหมัดกับโหมดเตะ ไม่เพียงแค่นั้น ดันเต้ยังสามารถเลือกใช้สไตล์การเล่นได้ถึง 4 แบบตลอดเวลาในการต่อสู้ ได้แก่ Trickster ที่เน้นการเคลื่อนไหวและหลบหลีก Swordmaster ที่เพิ่มท่าโจมตีใหม่ๆให้กับอาวุธประชิด Gunslinger สำหรับอาวุธจำพวกปืน และ Royalguard ที่ใช้ในการป้องกัน และสะสมพลังเพื่อสวนกลับศัตรู

ทั้งหมดนี้ทำให้ดันเต้มีมูฟเซ็ตที่หลากหลายและลึกกว่าอีกสองตัวละครแบบไม่เห็นฝุ่น และเนื่องจากดันเต้ไม่มีความสามารถในการดึงศัตรูเข้าหาตัวได้ตลอดเวลาเหมือนเนโร หรือโจมตีหลายๆ แบบพร้อมกันได้เหมือนวี จุดสำคัญของการเล่นดันเต้คือการปรับเปลี่ยนอาวุธและสไตล์ให้เข้ากับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างมากเพราะทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่อาศัยการกดปุ่มที่ซับซ้อนทั้งนั้น แต่หากเข้าถึงการเล่นของดันเต้ได้แล้วล่ะก็ เขาจะเป็นตัวละครที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

ระบบการเล่นของทั้งสามตัวละครนี้แหละที่ทำให้ DMC5 นั้นถือเป็นสุดยอดเกมแอคชั่นของยุคเลยทีเดียว ทั้งสามตัวละครล้วนแล้วแต่มีระบบการเล่นของตัวเองที่แข็งแรงและลึกมากซะจนสามารถมีเกมเป็นของตัวเองเต็มๆ ได้อย่างไม่มีติดขัด (วีอาจจะต้องขัดเกลาเพิ่มสักหน่อย) มันแตกต่างกันมากพอที่จะทำให้รู้สึกสดใหม่ราวกับเปลี่ยนเกมทุกครั้งที่ได้เล่น แต่ก็ยังคงอยู่บนพื้นฐานเดียวกันมากพอให้เราปรับตัวจากการเล่นตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่งได้โดยไม่รู้สึกลำบากอะไร ลำดับของเกมที่ให้เราเริ่มเล่นเนโรก่อน ตามด้วยวี และจบด้วยดันเต้นั้นเป็นงานออกแบบที่ยอดเยี่ยมในการเตรียมตัวผู้เล่นให้คุ้นเคยกับการกดคอมโบต่างๆ ความพอดีที่แทบจะสมบูรณ์แบบนี้ทำให้ตลอด 20 มิชชั่นของเกมที่เราต้องสลับการควบคุมไปมาระหว่าง 3 ตัวละครนี้มันช่างลื่นไหล เต็มไปด้วยความน่าพึงพอใจ และมีสไตล์แบบที่หาจากเกมไหนไม่ได้

สำหรับงานออกแบบศัตรูนั้นก็ถือว่าหลากหลายดี แม้จะมีศัตรูบางประเภทเป็นเหมือนร่างพัฒนาของตัวก่อนหน้าอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็หลากหลายมากพอให้เราให้ความสำคัญกับวิธีการรับมือแต่ละตัว โดยเฉพาะอย่างยื่งเมื่อมีศัตรูหลายๆ ชนิดอยู่ในห้องเดียวกัน การที่เราต้องตัดสินใจว่าจะรับมือศัตรูตัวไหนก่อนในขณะที่ต้องคอยระวังศัตรูตัวอื่นๆ ไปด้วย รวมถึงยังต้องหาจังหวะใช้คอมโบต่างๆ เพื่อเพิ่มแต้มการทำสไตล์นั้น คือแก่นความสนุกของระบบเกมนี้เลยทีเดียว แต่ถึงแบบนั้นหากเทียบกับภาคก่อนๆหน้าแล้ว ส่วนตัวผู้เขียนเองก็ยังคิดว่าภาคที่ 3 นั้นมีงานออกแบบศัตรูที่น่าจดจำกว่า โดยเฉพาะในส่วนของบอสต่างๆ ที่ภาคนี้แม้จะทำออกมาได้สนุกไม่แพ้กัน ยิ่งโดยเฉพาะบอสตัวท้ายๆ ที่ดุเดือดเร้าใจมาก แต่ในแง่ของสเน่ห์แล้วก็ยังไม่ใช่ที่สุดของซีรี่ส์อยู่ดี

นอกเหนือจากนั้นในบางมิชชั่นก็จะมีช่วงที่ตัวละครอื่นมาร่วมสู้กับเราด้วย เรียกว่า Cameo Systemโดยหากเราต่อออนไลน์อยู่ ตัวเกมก็จะพยายามหาว่ามีใครที่กำลังเล่นตัวละครนั้นในมิชชั่นที่มาร่วมสู้กับเราอยู่ด้วยหรือไม่ หากสามารถหาพบเราก็จะได้ร่วมสู้กับผู้เล่นอื่นแบบเรียลไทม์จริงๆ แต่หากไม่พบก็มีโอกาสที่ตัวละครตัวนั้นจะปรากฏมาเป็น A.I. ตั้งต้นของเกม หรือเป็นตัว A.I. ที่บันทึกจากข้อมูลการเล่นของผู้เล่นคนอื่นแทน(ซึ่งรวมถึงมีโอกาสเจอกับ A.I.ของตัวเราเองด้วย) โดยในอนาคตดูเหมือนว่าระบบนี้จะถูกต่อยอดให้เราสามารถนัดกับเพื่อนเพื่อลงเล่นในหอคอย Bloody Palace ที่เป็นดันเจี้ยนสุดโหดประจำซีรี่ส์ไปพร้อมๆกันได้

ถ้าจะมีข้อติซักข้อคงเป็นการที่ตัวระดับความยากสูงสุดที่เราสามารถเลือกได้ตอนต้นเกมคือระดับ Devil Hunter หรือก็คือ Normal เท่านั้น ซึ่งในช่วงมิชชั่นแรกๆนั้นจะค่อนข้างง่ายเมื่อเทียบกับภาคก่อนๆ จริง แล้วจะมายากขึ้นแบบก้าวกระโดดช่วงมิชชั่นท้ายๆ แต่ส่วนตัวก็ยังคิดว่าตัวเกมควรจะเปิดความยากระดับ Son of Sparda หรือก็คือ Hard มาให้เล่นแต่แรกเลยอยู่ดี ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวเกมในระดับความยากสูงๆนั้นก็จะยากแบบก้าวกระโดดขึ้นมาก และเป็นภาคที่ทำแรงค์มิชชั่นได้ยากที่สุดภาคหนึ่งเนื่องจากอาศัยการคำนวณแต้มสไตล์ล้วนๆ นั่นคือผู้เล่นจะต้องมีฝีมือในการทำสไตล์ที่ดีจริงๆเท่านั้น ไม่มีตัวช่วย จึงจะสามารถเก็บแรงค์มิชชั่นระดับ S ได้ รวมถึงนี่ยังเป็นภาคแรกที่ไม่มีการใช้ไอเทมเพิ่มพลังอีกด้วย และแทนที่ด้วยการที่หากเราตายระหว่างมิชชั่นจะสามารถใช้ Red Orb จ่ายเพื่อฟื้นพลังขึ้นมาสู้ต่อได้ แต่ก็จะถูกลดคะแนนคำนวนแรงค์มิชชั่นในตอนท้ายไป

ภาพและงานกำกับศิลป์

กราบกราน RE engine ที่ยังคงแสดงความเนียนและสมจริงของพื้นผิววัตถุอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ Resident Evil 2 remake ที่ใน DMC5 นี้ยิ่งดูดีขึ้นไปอีก ผ้าเป็นผ้า ผมเป็นผม รวมไปถึงงานโมชั่นแคปเจอร์ที่เนียนตามาก ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะได้นักพากย์และนักแสดงที่เข้าถึงบทกันมากๆกันทั้งแกงค์โดยเฉพาะรูเบน แลงด้อน (Reudon Langdon) ผู้เป็นคนพากย์และนักแสดงโมชั่นแคปเจอร์ให้กับดันเต้ที่เล่นบทนี้มาตั้งแต่ภาค 3 และ 4 ทำให้งานอนิมเชั่นต่างๆในเกมนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเกมที่สวยที่สุดของแคปคอมแล้ว และเหนือสิ่งอื่นใด คือเฟรมเรตที่ค่อนข้างจะได้ 50-60fps แทบจะตลอดๆ อาจจะมีตกบ้างแต่ก็ไม่มีมากจนสังเกตได้อะไรเป็นพิเศษ

ในแง่งานออกแบบนั้นก็มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี อันดับแรกงานออกตัวละครและอาวุธต่างๆทำออกมาได้ดีมาก ตัวละครทุกตัวทั้งหลักทั้งรองดูตั้งใจออกแบบมาดีเยี่ยม ถึงเบ้าหน้าอาจจะเปลี่ยนไปบ้างด้วยเทคโนโลยีในการปั้นโมเดลหน้าจากคนจริง แต่เมื่อรวมกับเสื้อผ้าหน้าผมแล้วก็ยังคงจุดเด่นไว้ได้อย่างครบถ้วน ศัตรูและบอสเองก็ถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ มีหลายตัวที่ดูดีและเท่มาก อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวผมรู้สึกว่าโทนของภาคนี้มันอึมครึมมากไปหน่อย คือที่ผ่านมา DMC ก็เป็นซีรี่ส์ที่ใช้โทนสีมืดๆ อยู่แล้วก็จริง แต่มันจะมีสีฉูดฉาดอย่างสีแดงหรือน้ำเงินแป๊ดๆ ออกมาให้รู้สึกถึงความแฟนตาซีอยู่บ้าง มาในภาคนี้โทนมันจะค่อนข้างทะมึนๆ ไปหมด พอจะแดงหรือจำน้ำเงินมันก็ไม่ได้โดดออกมาขนาดนั้น ซึ่งมันก็ทำให้บรรยากาศในเกมดูสมจริงขึ้น แต่ส่วนตัวมันทำให้บรรยากาศรวมๆ ของเกมมันหมองไปหน่อย

ข้อติเดียวจริงๆ ของเรื่องนี้คือส่วนของ Level Design หรืองานออกแบบด่านการเล่นในแง่เกมเพลย์ ที่แม้ในทางศิลป์จะดูดีและแทบไม่ใช้ฉากซ้ำกันเลยตลอด 20 มิชชั่น แต่กลับให้อารมณ์ที่ค่อนข้างซ้ำซากเหมือนๆ กันไปหมด ไม่มีกิมมิคหรือพัซเซิ่ลเฉพาะตัวที่น่าจดจำเหมือนอย่างในภาค 3 ที่แต่ละด่านแต่ละห้องจะมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง จริงอยู่ว่าอาจจะพอให้อภัยได้ด้วยความที่ฉากส่วนใหญ่จะอยู่กับซากเมืองหรือภายในต้นไม้ปีศาจซึ่งไม่น่าจะมีพัซเซิ่ลอะไรให้ทำเหมือนหอคอยปีศาจในภาค 3 ก็ตาม แต่มันก็น่าเสียดายอยู่ดีที่ทีมงานมีกำลังพอจะสร้างฉากที่ไม่ซ้ำกันเลยได้มากขนาดนี้ แต่กลับไม่มีจุดเด่นของตัวฉากเองโดยเฉพาะ

ดนตรีและเสียงประกอบ

จุดเด่นสำคัญของภาคนี้นอกจากการที่ตัวละครแต่ละตัวจะมีเพลงประกอบการต่อสู้ของตัวเองแล้ว จังหวะและทำนองของเพลงที่เราจะได้ยินยังสัมพันธ์กับระดับสไตล์ที่เราทำได้ขณะสู้อีกด้วย นั่นคือ ยิ่งเราสู้ได้อย่างแพรวพราว ทำคะแนนสไตล์ได้มาก เพลงประกอบก็จะยิ่งมันส์ยิ่งเล่นในช่วงจังหวะที่เร้าใจ ซึ่งระบบนี้เมื่อนำมาใช้กับเพลงประจำตัวเนโรอย่าง Devil Trigger ที่เรียกว่าเป็นระดับ Masterpiece ไปแล้วก็ยิ่งส่งเสริมให้ผู้เล่นท้าทายตัวเองและพยายามเล่นอย่างมีสไตล์มากขึ้น และทำให้การต่อสู้มันมีไดนามิคที่ดีเสมอๆ น่าเสียดายที่เพลง Subhuman ที่เป็นเพลงประกอบการต่อสู้ของดันเต้นั้น แม้จะได้รับการเปลี่ยนผู้ขับร้องและปรับแต่งเพลงใหม่แล้ว แต่มันก็ยังค่อนข้างหมองและไม่ได้ไปด้วยกันได้เต็มที่กับเกมเพลย์สุดหวือหวาของดันเต้อยู่ดี แต่นอกเหนือจากนั้นส่วนตัวผมก็มองว่าภาคนี้เป็นภาคที่มีเพลงดีๆน่าจดจำเยอะที่สุดแล้ว ยิ่งช่วงท้ายๆ ของเนื้อเรื่องนี่ทำเอาขนลุกกันไปเลย

เสียงประกอบในการต่อสู้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ซีรี่ส์เกมนี้ทำได้อย่างดีเยี่ยม เวลาฟัน เวลาถูกโจมตี เวลามีเสียงเอฟเฟคต์ของท่าหรือพลังต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีน้ำหนักที่ทำให้เรารู้สึกถึงมันได้จริงๆ ในแบบที่หลายๆ เกมทำไม่ได้ ขนาดที่ว่าเวลาฟันศัตรูเราจะรู้สึกถึงแรงสะเทือนได้จากเสียงที่ได้ยิน จริงอยู่ว่าหลายเสียงประกอบในภาคนี้เป็นการรีมิกส์เอาจากในภาคก่อนๆ โดยเฉพาะภาค 4 แต่ด้วยคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นก็ช่วยยกระดับอารมณ์ร่วมไปกับมันได้มากโขแล้ว

การนำเสนอ

ภาคนี้เรียกได้ว่าเป็นงานรวมรุ่นของซีรี่ส์เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ใช่เพียงแค่เหล่าตัวละครหลักและรองจากเกมภาคอื่นๆที่โผล่กันมาแบบถ้วนหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวละครจากภาคย่อยที่ถูกทำออกมาในสื่ออื่นๆอย่าง มอริสัน (J.D.Morrison) ผู้เป็นนายหน้าหางานให้กับดันเต้จากภาคอนิเมชั่น หรือการพูดถึงภูมิหลังของปืนคู่ใจดันเต้อย่าง Ebony&Ivory ที่เกี่ยวพันกับภาคนิยายภาคแรกด้วย ทั้งหมดนี้ช่วยส่งเสริมทำให้โลกของ Devil May Cry นั้นดูสมจริงสมจังขึ้น จากเดิมที่ภาคก่อนๆเรามักจะไม่ค่อยรู้สึกถึงการมีอยู่ของโลกภายนอกเนื่องจากตัวเกมจะมีตัวละครที่มีบทบาทอยู่ไม่กี่ตัวและเนื้อเรื่องดำเนินอยู่ในสถานที่เล็กๆเพียงที่เดียว การได้เห็นและรับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวละครอื่นๆที่อาศัยอยู่ในโลกของเกมนี้เป็นเหมือนตัวกลางที่ทำให้เราได้รับรู้บริบทและสภาพแวดล้อมภายนอกฉากที่เราลงไปลุยไปสู้มากขึ้น และยังเป็นเหมือนแฟนเซอร์วิสให้แก่แฟนๆภาคย่อยอื่นๆที่ก่อนหน้าไม่มีการยืนยันที่ชัดเจนเท่าไหร่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นถูกนับรวมในจักรวาลหลักหรือไม่

นอกจากนี้ตัวเกมยังมี Easter Egg ที่เรียกว่าเซอร์วิสให้แฟนซีรี่ส์กันแบบจัดเต็มสุดๆ ที่ฮิเดอากิ อิทสึโนะเคยพูดไว้ว่าทำเกมนี้มาเพื่อแฟนๆนี่ไม่ใช่เรื่องโกหกเลย แล้วตัวเกมมันก็เต็มไปด้วยหัวจิตหัวใจมาก ระบบยิบย่อยต่างๆ อย่าง The Voidที่เป็นเหมือนห้องฝึกซ้อมคอมโบต่างๆ, ระบบLoadout ที่ให้เราเซ็ตอาวุธหรือแขนกลเป็นเซ็ตๆ ที่เราใช้บ่อยๆ ได้, ระบบนำทางที่เราสามารถดูระหว่างมิชชั่นได้ว่าทางหลักสำหรับไปต่อเนื้อเรื่องต้องไปทางไหน พวก Quality of life เล็กๆพวกนี้มันแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันและตั้งใจของผู้สร้างที่อยากจะถ่ายทอดตัวเกมออกมาจริงๆ

มีสองสิ่งเล็กๆที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นข้อติ อย่างแรกคือการที่มันใช้ตัวละครอย่าง ทริช (Trish) และ เลดี้(Lady) สองนักล่าปีศาจสาวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับดันเต้มาจากภาคก่อนๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควร เข้าใจว่าตัวเกมต้องการโฟกัสไปที่สามตัวเอกหลักมากกว่า แต่การที่เราไม่ได้เห็นพวกเธอทั้งสองได้แสดงฝีมือแบบในภาคก่อนๆ เลยแต่กลับมีฉากวาบหวิวปรากฏให้เห็นเรื่อยๆ นั้นกลับทำให้มันดูเหมือนยัดๆพวกเธอมาให้รู้ว่ามาแค่นั้นมากกว่า ซึ่งมันน่าเสียดายเมื่อเทียบกับสิ่งที่ทั้งสองตัวละครสมควรจะทำได้ อย่างที่สองคือบทสรุปของเกมนั้นดูจะได้รับอิทธิพลจากการพยายามตอบสนองความต้องการของแฟนๆ มากเกินไป จนมันดูขาดพลังและความแข็งแรงที่ทางทีมเขียนบทน่าจะทำได้หากต้องการทำจริงๆ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะทำให้มีฉากแฟนเซอร์วิสดีๆหลายฉาก แต่มันก็ไปสร้างข้อเสียบางอย่างให้กับทางบทอยู่เหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ข้อเสียทั้งสองข้อก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเล็กมาก และมีความเป็นไปได้สูงว่าเราอาจจะได้เห็นทริชและเลดี้มาปรากฏตัวใน DLC ในอนาคต ซึ่งก็อาจจะแก้ปัญหาข้อแรกไปได้

สรุป

Devil May Cry 5 เป็นเกมที่…เชย ในสมัยนี้ที่เทรนด์ส่วนใหญ่ถ้าไม่ทำเกมออนไลน์ขายเซอร์วิสอย่างพวกBattle Royaleหรือ Looterก็จะพยายามสร้างโลกของเกมให้ไม่มีรอยต่อด้วยการทำ Openworld เล็กบ้างใหญ่บ้าง แต่ Devil May Cry 5 ยังคงใช้ระบบมิชชั่นเล่นผ่านเป็นด่านๆแบบที่เราไม่ได้เห็นกันบ่อยๆแล้ว และด้วยระบบนี้ก็ทำให้การเล่นจบในแต่ละรอบนั้นไม่ได้ยาวมาก Replayability จึงไปตกอยู่ที่การเล่นซ้ำในระดับความยากสูงๆมากกว่า ผิดกับเกมสมัยนี้ที่เน้นขายจากปริมาณคอนเทนต์ แต่ความเชยนี้แหละ ที่ทำให้DMC5 เปร่งประกายจากเกมอื่นๆ เพราะมันพิสูจน์ให้เห็นว่าเนื้อแท้ของเกมๆ หนึ่งคือ “ความสนุก มันคือการสร้างประสบการณ์ห้วงจังหวะหนึ่งที่น่าพึงพอใจและทำซ้ำได้เรื่อยๆโดยไม่จำเป็นต้องมีคอนเทนต์อะไรมากกว่านั้นและไม่จำเป็นต้องมาจากการแข่งขันกับผู้เล่นคนอื่น แค่เพียงเพราะมันสนุก มันเวิร์ค มันทำให้เราอยากเล่นเก่งขึ้น อยากท้าทายตัวเองมากขึ้น แค่นั้นก็ทำให้เกมๆหนึ่งมันสุดยอดได้แล้ว

เอาว่าถ้าใครที่ไม่มีปัญหากับเนื้อเรื่องแนวกวนตีนทะเล้นๆ ที่หาความสมเหตุสมผลไม่ค่อยได้ และระบบเกมแอคชั่นแบบเต็มสูบที่คุณจะต้องใช้ทุกๆ นิ้วที่มีเพื่อกดคอมโบสุดซับซ้อนเพื่อให้สามารถอัดศัตรูในเกมได้อย่างมีสไตล์กันจนปวดมือแล้วล่ะก็ Devil May Cry 5 คือเกมฟอร์มยักษ์ผู้เขียนคิดว่าที่ดีที่สุดในช่วงต้นปี 2019 นี้แล้ว และเชื่อมั่นว่ามีโอกาสไม่น้อยที่เราจะได้เห็นเกมนี้ในงานชิงรางวัล อย่างน้อยก็ในสาขา Best Action Game แน่นอน

แชร์โพสนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...