โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

อ่านซ้ำ : เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน 

The Momentum

อัพเดต 01 ก.ย 2562 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2562 เวลา 13.42 น. • สันติชัย อาภรณ์ศรี

In focus

  • เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นหนังสือรวมบทความเกี่ยวกับการใช้อำนาจตุลาการอันมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย 
  • หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญนั้นก็คือ การก่อตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไปจนถึงคดียุบพรรคไทยรักไทย ในปีพ.ศ. 2549 ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาความสัมพันธ์ของการใช้อำนาจตุลาการที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย และจุดเริ่มต้นของการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจตุลาการในการเมืองไทย 
  • ในขณะที่คำถามสำคัญที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ พยายามทำให้เราเห็นก็คือ การใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามขาของการใช้อำนาจอธิปไตย จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่ เพราะในขณะที่อีกสองขาที่เหลือ ซึ่งก็คือ อํานาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร นั้นเป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมได้อย่างปกติ 

ในสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ คงไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะเข้ากับสถานการณ์มากไปกว่า เมื่อตุลาการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ของสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อำนาจตุลาการและปรากฏการณ์ทางการเมืองของไทยมาหลายทศวรรษ ก่อนจะกลั่นออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อชี้ให้เห็นว่าทำไมเราจึงต้องตั้งคำถามในการใช้อำนาจตุลาการในสังคมไทย 

ในแบบเรียนสังคมศึกษาที่เราได้ร่ำเรียนกันมา กล่าวว่า“อํานาจอธิปไตย คืออํานาจสูงสุดในการบริหารประเทศแบ่งออก เป็น3 ฝ่าย มีสถาบันที่ใช้อํานาจอธิปไตยทั้ง3 แทนประชาชน ก็คือ อํานาจนิติบัญญัติอันได้แก่ รัฐสภา ทําหน้าที่ตรากฎหมายขึ้นใช้ในประเทศ อำนาจบริหาร อันได้แก่ คณะรัฐมนตรี(รัฐบาล) ทําหน้าที่บริหารประเทศ และอํานาจตุลาการอันได้แก่ ศาล ทําหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดี โดยสถาบันทางการเมืองทั้งสามฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระจากกันในการปฏิบัติงาน แต่ก็มีกลไกในการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน” 

ซึ่งเราก็ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง และที่สำคัญก็คือความคิดฝังหัวที่ว่าองค์กรตุลาการนั้น คือองค์กรอันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ที่เราไม่ควรก้าวล่วงและวิพากษ์วิจารณ์ บวกรวมไปกับ‘เรื่องเล่า’ ทั้งหลายที่เรามักได้ยินและรับรู้มาว่าผู้ใช้อำนาจตุลาการ จะต้องเป็นผู้ที่มีความประพฤติเหมาะสม เราจะไม่พบผู้พิพากษาในสถานบันเทิงเริงรมย์ หรือแม้กระทั่งการคบค้าสมาคมกับคนทั่วไป 

ชีวิตของการเป็นตุลาการ ผู้พิพากษา มักจะต้องโดดเดี่ยวออกจากสังคมที่อาจจะมีผลทำให้ความ‘ยุติธรรม’ เอนเอียงไปได้ ไม่ว่าจะด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ความสนิทชิดเชื้อ หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์นั้นๆ จนดูเหมือนว่าชีวิตของการเป็นตุลาการ ผู้พิพากษา คล้ายกับนักบวชที่ต้องถือครอง‘ศีล’ เพื่อรักษาสถานะบางอย่างทางสังคม ซึ่งทำให้สถานะของตุลาการ ผู้พิพากษา มีความศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งมากขึ้นไปอีก

สถานะความศักดิ์สิทธิ์ของอำนาจตุลาการที่เกิดขึ้นโดยโครงสร้างสังคมนี้ คืออีกหนึ่งประเด็นที่สมชาย ปรีชาศิลปกุล ชี้ให้เห็นในบทนำของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเป็นที่มาว่าทำไมสถาบันตุลาการถึง‘ไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์’ ได้ ดังเช่นสถาบันอื่นๆ ในขณะที่หากเปรียบเทียบกันระหว่างสามสถาบันที่ใช้อํานาจอธิปไตยในระนาบเดียวกันแล้ว จะพบว่า อํานาจนิติบัญญัติโดยรัฐสภา และอำนาจบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี(หรือรัฐบาล) นั้นกลับเป็นสถาบันที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้มาโดยตลอด ภายใต้กรอบของกฎหมาย แต่ทำไมสถาบันตุลาการถึงได้อยู่นอกเหนือไปจากบริบทนี้

เนื้อหาที่สำคัญในหนังสือเล่มนี้ก็คือ การหยิบยกเอาเหตุการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีสถาบันตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องจนก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ โดยเกิดขึ้นตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2549 เป็นต้นมา นั่นก็คือการก่อตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญไปจนถึงคดียุบพรรคไทยรักไทย และสิ่งที่เกิดขึ้นมาตามนั้นอีกหลากหลายเหตุการณ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการใช้อำนาจตุลาการและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้นมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมาโดยตลอด แม้จะมีการกล่าวว่าอำนาจตุลาการเป็นอิสระจากสิ่งอื่นๆ ทั้งปวงก็ตาม จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า‘ตุลาการภิวัฒน์’ นั้นก็มาพร้อมกับจุดเริ่มต้นแห่งการวิพากษ์วิจารณ์‘อำนาจตุลาการ’ ด้วยเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่อาจจะทำให้เกิดสิ่งตะขิดตะขวงใจต่อผู้อ่านและนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์หนังสือเล่มนี้ก็คือ แล้วมุมมองของผู้เขียนที่นำเอาเหตุการณ์ทางการเมืองและการใช้อำนาจตุลาการมาอรรถาธิบายให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันในหนังสือเล่มนี้ เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียงการการสร้างเนื้อหาโดยใช้ทฤษฎีสมคบคิด อันเป็นไปด้วยอคติทางการเมืองส่วนตัว ด้วยเพราะในแต่ละเหตุการณ์ที่หยิบยกขึ้นมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ก่อให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและความแตกแยกแนวคิดทางการเมืองในสังคมไทยทั้งสิ้น จึงไม่เป็นการเกินเลยหากมีผู้อ่านที่มีแนวคิดทางการเมืองอีกแบบจะมองว่าหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งข้อแก้ต่างทางการเมืองของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผู้เขียน สมชาย ปรีชาศิลปกุลในฐานะนักกฎหมายก็ได้อธิบายไว้ในคำนำหนังสือเล่มนี้ว่า

“บทความทั้งหมดเขียนขึ้นจากอคติบางประการ หรือกล่าวให้ เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ก็คือในมุมมองที่เห็นว่าระบบความรู้ที่มีต่อสถาบันตุลาการในแวดวงวิชาการของสังคมไทย ยังคงมีอยู่อย่างจำกัดและคับแคบ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการพิจารณาจากการมองว่าสถาบันตุลาการนั้น เป็นกลางอยู่ในโลกของตรรกะทางกฎหมาย และลอยพ้นจากสังคมอย่าง สิ้นเชิง ซึ่งมุมมองในลักษณะดังกล่าวดูจะอับจนต่อการให้คำอธิบายกับ‘ความจริง’ ที่เกิดขึ้นกับการดำรงอยู่และปฏิบัติการของตุลาการในสังคม ไทย” 

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามความพยายามของหนังสือเล่มนี้ที่จะนำพาเราไปสู่ความคิดเริ่มต้นที่ว่า“แล้วสถาบันตุลาการจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือไม่” หรือแม้แต่แล้วทำไมเหตุใดสถาบันตุลากการถึงศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งจนไม่อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและเพียงพอที่จะทำให้การอ่านโดยปราศจากอคติทางการเมือง ก่อให้เกิดสิ่งที่สำคัญเหนือไปกว่าใครถูกใครผิด ซึ่งก็คือการตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยข้อขัดแย้งและการถกเถียงกันเช่นนี้ 

ไม่ว่าการอ่านหนังสือเล่มนนี้จะก่อให้เกิดข้อถกเถียงอย่างไรสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปได้ดีและอันทรงพลังของหนังสือเล่มนี้ก็คือประโยคของนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์Ran Hirshcl ที่ผู้เขียนนำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้ ที่กล่าวไว้ว่า 

“อำนาจตุลาการไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า แต่ถูกสร้างขึ้นมาทางการเมือง” (Judicial power does not fall from the sky; it is politically constructed.)

ซึ่งอาจจะตอบคำถามได้ว่าแล้วทำไมสถาบันตุลาการจะถูกวิพากษ์วิจารณ์(โดยสุจริต) ไม่ได้ 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...