โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรคคางทูม อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 07 ส.ค. 2562 เวลา 07.30 น. • Motherhood.co.th Blog

โรคคางทูม อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีไข้ และมีอาการปวดบวมช่วงบริเวณหน้าใบหู ก็น่าสงสัยว่าจะเป็น "โรคคางทูม" แต่ก็ยังสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ส่วนขั้นตอนของการรักษาจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น มีโรคที่สามารถแทรกซ้อนได้อีกหรือไม่ บทความนี้จะไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโรคคางทูมให้คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบกันค่ะ

ทำความรู้จักโรคคางทูม

คางทูม (Mumps/Epidemic Parotitis) เป็นโรคติดต่อเฉียบพลันทางระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Paramyxovirus และติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสละอองน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อผ่านการไอหรือจาม ไวรัสจะเคลื่อนจากระบบทางเดินหายใจไปยังต่อมน้ำลายที่อยู่บริเวณข้างหู ที่เรียกว่า "ต่อมพาโรติด" (Parotid Glands) ซึ่งเป็นต่อมคู่ มีทั้งข้างซ้ายและข้างขวา โดยโรคอาจเกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือเกิดทั้งสองข้างก็ได้ นอกจากนั้นยังอาจเกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายอื่นได้ เช่น ต่อมน้ำลายใต้คาง (Submandibular Glands) และต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual Glands) แต่ก็พบได้น้อยกว่าต่อมน้ำลายข้างหูมาก และเมื่อเกิดขึ้นกับต่อมน้ำลายอื่นๆ แล้วก็มักจะเกิดร่วมกับการอักเสบของต่อมน้ำลายข้างหูด้วย เมื่อต่อมนี้เกิดการอักเสบจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดและบวมแดง นอกจากนี้ ถ้าไวรัสแพร่กระจายเข้าสู่น้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังแล้ว ก็อาจจะแพร่ไปที่อื่นในร่างกายส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น ภาวะแทรกซ้อนในระบบสืบพันธุ์

คางทูมสามารถเป็นได้ทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย

คางทูมเป็นโรคที่พบได้มากในเด็กอายุ 6-10 ปี โดยเด็กที่มีอายุ 5-9 ปี จะมีอัตราการป่วยสูงที่สุด พบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายใกล้เคียงกัน หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับวัคซีน มักไม่ค่อยพบในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี โรคนี้แพร่กระจายสูงในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน และในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน แต่อาจพบการระบาดได้เป็นครั้งคราว

อาการของโรค

เด็กที่ป่วยจะมีอาการผิดปกติที่สังเกตได้คือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างหูเจ็บและบวมอย่างเห็นได้ชัด และปรากฏอาการเบื้องต้นของโรคดังต่อไปนี้

  • มีไข้สูง (38 องศาเซลเซียส หรืออาจสูงกว่า)
  • ปากแห้ง
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดตามข้อ
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ผู้ป่วยส่วนมากจะแพร่เชื้อก่อนมีอาการบวมของต่อมน้ำลายบริเวณข้างหู 2-3 วัน เชื้อไวรัสนี้จะเคลื่อนจากระบบทางเดินหายใจตั้งแต่จมูก ปาก ลำคอ ไปยังต่อมน้ำลายบริเวณข้างหูข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง อาการปวดและบวมส่วนใหญ่จะหายไปได้เองภายใน 4-8 วัน โดยปกติแล้วโรคนี้จะมีระยะฟักตัวอยู่ที่ประมาณ 16-18 วัน แต่ในบางรายอาจมีระยะฟักตัวนานถึง 25 วัน

มีอาการเพียงสัปดาห์เดียวก็สามารถหายบวมได้

สาเหตุของโรค

สาเหตุของโรคเกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า มัมส์ (Mumps) เป็นไวรัสที่อยู่ในอากาศ สามารถแพร่กระจายได้โดยการไอ จาม เหมือนโรคหวัด หรือการสัมผัสละอองของเหลว ทั้งน้ำลายและน้ำมูกจากผู้ป่วยที่อาจแฝงอยู่ตามวัตถุต่างๆรอบตัว เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ หรือแม้แต่การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ ซึ่งประมาณ 30% ของผู้ที่ติดเชื้อคางทูมจะไม่แสดงอาการของโรคคางทูม แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่

การวินิจฉัยโรค

ปกติแล้วแพทย์มักจะรักษาตามอาการหากผู้ป่วยยังไม่ได้เป็นอะไรรุนแรงหรือพบอาการแทรกซ้อน โดยแพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ตรวจเช็คประวัติการเจ็บป่วยของเด็ก
  • ตรวจการบวมของต่อมน้ำลายที่ข้างหู และต่อมทอนซิลในปาก
  • ตรวจวัดอุณหภูมิว่าอยู่ในระดับที่สูงผิดปกติหรือไม่
  • ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ในเลือด

การรักษาโรค

การรักษาโรคคางทูมในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่สามารถทำได้โดยบรรเทาอาการและทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้น ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จนกว่าอุณหภูมิในร่างกายจะลดลงเป็นปกติ
  • รับประทานยาลดไข้จำพวกพาราเซตามอลหรือไอบูโปรเฟน แต่ไม่ควรใช้ยาแอสไพรินกับเด็กและผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เพราะอาจเกิดกลุ่มอาการเรย์ซินโดรม ซึ่งจะทำให้ตับและสมองบวม อาเจียน อ่อนเพลีย ชัก และหมดสติได้
  • หลีกเลี่ยงอาหารหรือน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว เพราะกรดในน้ำผลไม้จะทำให้ต่อมน้ำลายเกิดการระคายเคือง และทำให้ปวดบวมมากขึ้นได้
  • ประคบร้อนหรือประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการปวดบวมที่บริเวณต่อมน้ำลาย
  • รับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลว เช่น โจ๊กหรือซุป เพื่อลดการเคี้ยวและการกระแทกในบริเวณที่ปวดบวม

ทั้งนี้ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นและหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน แต่เมื่อรักษาตามอาการแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงขึ้นได้ โรคนี้เมื่อเป็นแล้วมักจะไม่เป็นซ้ำอีก เพราะเมื่อเป็นแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานโรคนี้ได้ตลอดชีวิต ไม่กลับมาติดเชื้อได้อีก ในบางรายซึ่งเป็นส่วนน้อยอาจติดเชื้อเป็นซ้ำได้อีก แต่อาการมักไม่รุนแรงและไม่ค่อยเกิดภาวะแทรกซ้อน

พ่อแม่ห้ามให้เด็กกินยาแอสไพรินเพื่อบรรเทาอาการเด็ดขาด

ภาวะแทรกซ้อนของโรค

สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้หลายอย่าง เช่น

  • ลูกอัณฑะอักเสบ 25% ของผู้ป่วยคางทูมในเพศชาย มักจะมีอาการบวมของลูกอัณฑะเพียงข้างเดียว ทำให้การผลิตสเปิร์มลดลง อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ แต่มักไม่ถึงกับทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากในผู้ป่วย อาการนี้จะเกิดขึ้นหลังเป็นโรคคางทูมตั้งแต่ 4-8 วัน หรือบางรายอาจนานถึง 6 สัปดาห์ สามารถบรรเทาอาการลงได้ด้วยตนเองโดยการประคบร้อนหรือประคบเย็น หรือสวมใส่กางเกงชั้นในที่กระชับ
  • รังไข่อักเสบ 1 ใน 20 ของผู้ป่วยคางทูมในเพศหญิง จะมีอาการปวดที่บริเวณท้องน้อย ป่วยและมีไข้สูง
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส สามารถเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสคางทูมแพร่กระจายเข้าสู่เยื่อหุ้มสมองซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วย 1 ใน 7 คน แต่จะไม่รุนแรงเท่าเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
  • ตับอ่อนอักเสบ หรือตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน เป็นอาการอักเสบของตับอ่อนระยะสั้น อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ เจ็บที่บริเวณหน้าท้อง อาจพบอาการท้องร่วง เบื่ออาหาร หรือมีไข้สูงร่วมด้วย
  • ไข้สมองอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้ 1 ใน 1,000 ของผู้ป่วยคางทูม เป็นอาการแทรกซ้อนที่พัฒนามาจากอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส
  • สูญเสียการได้ยิน ในผู้ป่วยคางทูม 1 ใน 20 คนอาจสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว และ 1 ใน 20,000 อาจสูญเสียการได้ยินแบบถาวร

การป้องกันโรค

การป้องกันโรคทำได้โดยการฉีดวัคซีน MMR (Measles-Mumps-Rubella Vaccine) เป็นการฉีดวัคซีนเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 0.5 มิลลิลิตร บริเวณกึ่งกลางต้นขาด้านหน้าในเด็กหรือต้นแขนในผู้ใหญ่ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ถึง 95% การรับวัคซีนจะเกิดขึ้นทั้งหมด 2 ครั้ง คือ

  • ครั้งแรกในเด็กอายุ 9-12 เดือน
  • ครั้งที่ 2 ในเด็กอายุ 2.5 ปี หรือ 4-6 ปี

ในปี พ.ศ. 2556 กระทรวงสาธารณะสุข ประเทศไทย มีการแนะนำให้เปลี่ยนการฉีดวัคซีน MMR ครั้งที่ 2 จากเด็กอายุ 4-6 ปี เลื่อนเข้ามาเป็นอายุ 2.5 ปี เพื่อเร่งการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กที่ได้รับวัคซีนครั้งแรกในอายุ 9 เดือนแล้วไม่ได้ผล

ต้องแยกเด็กที่ป่วยออกจากคนที่ไม่ป่วย ป้องกันการติดเชื้อ

คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกๆลดการแพร่กระจายของโรคคางทูมได้ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ให้ลูกล้างมือให้สะอาดด้วยการฟอกสบู่
  • ใช้ทิชชู่ปิดปากเวลาไอหรือจามและทิ้งลงในถังขยะให้เรียบร้อย
  • เมื่อเริ่มสังเกตได้ว่าลูกมีอาการของโรคคางทูม ควรหยุดเรียนเพื่อพักอยู่ที่บ้านอย่างน้อย 5 วัน และหลีกเลี่ยงการไปตามสถานที่สาธารณะ
  • คุณพ่อคุณแม่เองต้องไม่นอนรวมกับลูกที่ป่วย และแยกพี่ๆน้องๆคนอื่นออกจากเขาด้วย
  • ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ดูแลลูก

เขียนเสือให้คางทูมกลัว

สมัยก่อนเวลาเด็กๆเป็นคางทูม พ่อแม่บางบ้านจะพาเด็กไปหาหมอหรือซินแส เพื่อให้เขียนตัวอักษรจีนคำว่าเสือหรือเขียนเป็นรูปเสือไว้ตรงแก้มเด็กข้างที่เป็น ในที่สุดเด็กก็หายเป็นปกติ หลายๆคนจึงปักใจเชื่อว่าต้องเขียนเสือไว้ คางทูมถึงจะกลัว หากรักษาตัวอย่างดี ไม่ปล่อยให้เกิดอาการแทรกซ้อน คางทูมก็จะมีลักษณะเหมือนกับหวัด คือเป็นเองหายเองได้โดยไม่ต้องพาไปให้ใครเขียนเสือ

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...