โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เป็นไข้ ตัวร้อน ปวดหัว นอนซมทั้งวัน เป็นเพราะอะไร ทำไงดี?

GedGoodLife

อัพเดต 08 ก.ย 2566 เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2562 เวลา 18.51 น. • GED good life ชีวิตดีดี

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง จากหน้าฝน ไปหน้าหนาว ทำให้ร่างกายปรับตามไม่ทัน ธาตุในร่างกายก็แปรปรวน ยิ่งอายุมาก เลือดลมก็ไม่ดี ไม่ได้ไหลคล่องเหมือนกับหนุ่ม ๆ สาว ๆ เผลอเมื่อไรก็ป่วย ปวดหัว เป็นไข้ ตัวร้อน ได้ง่าย ๆ งั้นวันนี้มาดูวิธีดูแลตัวเอง ไม่ต้องรอให้คนอื่นมาคอยดูแลกันเถอะ

ดีคอลเจน ชนิดเม็ด (Decolgen tablets) บรรเทาหวัด น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ และเป็นไข้

เป็นไข้ ตัวร้อน เกิดจากอะไร ?

ไข้ หรือ อาการตัวร้อน (Fever, Pyrexia, Cold) – หมายถึงอุณหภูมิที่สูงเกินอุณหภูมิร่างกายที่ 37.5 องศาเซลเซียส ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหนาวทั้งตัว ทั้ง ๆ ที่อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ไข้เป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายที่พยายามต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส

แค่ไหนถือว่า เป็นไข้ ?

โดยทั่วไป ถ้าอุณหภูมิร่างกายสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ถือว่าเรากำลังเป็นไข้

  • ถ้าอุณหภูมิร่างกายสูงไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส จะเรียกว่า “ไข้ต่ำ”
  • ถ้าสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ถือว่ามี “ไข้สูง”
  • ถ้าเกิน 41.5 องศาเซลเซียส จะถือว่ามี “ไข้สูงอย่างรุนแรง” ควรรีบพบแพทย์ด่วน เพื่อป้องกันการเสียชีวิตตามมา

เป็นไข้ ตัวร้อน บ่งบอกถึงโรคอะไรบ้าง?

1. ไข้หวัดธรรมดา – เกิดจากเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ อาการมักไม่รุนแรงมาก เช่น มีไข้ ไอ มีเสมหะ มีน้ำมูก จาม คัดจมูก อ่อนเพลีย อาการดังกล่าวอาจคงอยู่เพียง 3- 4 วัน ก็จะหายไปเอง หากไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ

2. ไข้หวัดใหญ่ – จะแตกต่างกับไข้หวัดธรรมดา ตรงที่ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส มีไข้สูง ไอเจ็บคอ มีน้ำมูก อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจท้องเสียร่วมด้วย หนาวสั่น อาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน จะหายใน 2 วัน แต่อาการน้ำมูกไหลคัดจมูกอาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์

เป็นไข้ ตัวร้อน

3. ไข้เลือดออก – เป็นไข้ที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะไม่มีอาการหวัด แต่จะมีอาการซึม ใบหน้าแดง เบื่ออาหารอย่างมาก เลือดออกเป็นจุดเล็ก ๆ ตามผิวหนัง รวมถึงคลื่นไส้ อาเจียน ปวดใต้ชายโครงข้างขวา ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ

4. ไข้ไทฟอยด์ – เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดท้อง ท้องผูก และท้องเสีย ม้ามโต ชีพจรเต้นช้า ในรายที่ไม่ได้รับการรักษา ไข้จะสูงลอยต่อไปอีก 1-3 สัปดาห์

5. อาการอื่น ๆ – ไข้มาลาเรีย ไข้จากแผล ฝีหนอง ไข้สมองอักเสบ ไข้รากสาดใหญ่ โรคชิคุนกุนยา โรคมือเท้าปาก เริม ปอดบวม ปอดอักเสบ เป็นต้น

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่หายจากโรคหวัดแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัด ชนิดเดียวกับที่ผู้ป่วยเพิ่งจะเป็นมาโดยเฉพาะ แต่จะไม่คุ้มกันถ้าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดอีกชนิดหนึ่งมา

เป็นไข้ ตัวร้อน

วิธีดูแลตนเองเมื่อเป็นไข้ ตัวร้อน

1. พักผ่อนให้เพียงพอ ข้อนี้สำคัญสุด โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้ ควรนอนพักผ่อนให้มากที่สุด

2. ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ไม่ร้อน ไม่เย็น เพื่อช่วยให้อุณหภูมิร่างกายเย็นลง

3. อาบน้ำอุ่น หรือ หมั่นเช็ดตัวบ่อย ๆ ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเล็กน้อย หรือ น้ำอุณหภูมิห้อง แล้วถูตัวแรง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เส้นเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัว นำเลือดมาระบายความร้อนออกที่ผิวได้มากขึ้น

Tip : เช็ดตัวให้ถูกวิธี – ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ กับน้ำอุณหภูมิปกติ แล้วเช็ดแรง ๆ ขัดตามผิว ย้อนรูขุมขน เช็ดไปในทางเข้าหาหัวใจ จะทำให้รูขุมขนเปิด และระบายความร้อนได้ดี

4. กินอาหารอ่อน และย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ไข่ตุ๋น ข้าวต้ม กล้วยน้ำว้า เป็นต้น

5. รับประทานยาแก้ปวด และลดไข้ เช่น ยาพาราเซตามอล แต่ถ้ามีไข้ต่ำ อาจไม่จำเป็นต้องรับประทานยาลดไข้ เพียงแต่เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นบ่อย ๆ ก็เพียงพอแล้ว

ควรระวัง! ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เพราะมีข้อห้ามมาก ค่อนข้างอันตราย

6. ถ้ามีอาการคัดจมูกร่วมด้วย ให้ซื้อยาดมสมุนไพร ที่มีกลิ่นหอมเย็น เพื่อสูดดมให้หายใจได้ง่าย และโล่งจมูกขึ้น

7. ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องออกไปข้างนอก และควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่อากาศไม่ปลอดโปร่ง เช่น ในห้างสรรพสินค้า ย่านชุมชน รถเยอะ เป็นต้น

8. ควรรีบไปพบแพทย์ เมื่อมีไข้สูง หรือ ไข้ไม่ลดลงภายใน 2-3 วัน และควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส มีอาการอาเจียน ผื่นขึ้น ปวดศีรษะมาก เป็นต้น

ถ้าเป็นไข้ไม่มาก เพียงแค่นอนหลับพักผ่อนให้มาก ๆ ทานยาแก้ปวด ลดไข้ ร่วมด้วย ก็จะทำให้อาการดีขึ้นได้อย่างชัดเจน ภายใน 1 – 2 วัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...