โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิว] The Eight Hundred นักรบ 800 : หนังสงคราม (ชาตินิยม) เต็มขั้น!

BT Beartai

อัพเดต 08 ต.ค. 2563 เวลา 11.53 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2563 เวลา 11.04 น.
[รีวิว] The Eight Hundred นักรบ 800 : หนังสงคราม (ชาตินิยม) เต็มขั้น!
สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดเซี่ยงไฮ้ โดยที่มีกองกำลังของจีนชื่อว่า กองกำลังปฏิวัติแห่งชาติที่ 88 ที่คอยต่อสู้และปกป้องคลังสินค้า ซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายขณะที่มีกองกำลังเพียง 400 คน แต่ได้วางแผนหลอกล่อกองทัพญี่ปุ่นว่ามีกองกำลังถึง 800 คน และยังได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนชาวจีนอย่างลับๆ อีกด้วย ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นก็พยายามทุกวิถีทางแต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดโกดังคลังสินค้าได้ กองกำลังปฏิวัติที่ 88 ก็สามารถยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย ในการรบครั้งนี้ได้ทำการรบกันถึง 4 วัน 4 คืน จนได้รับการยกย่องและบันทึกจากประชาชนชาวจีนว่าเป็นวีรกรรมการต่อสู้ที่กล้าหาญยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ กองกำลังปฏิวัติที่ 88

แม้ว่าหน้าหนังของหนังสงครามที่อ้างอิงประวัติศาสตร์จีนเรื่องนี้อาจจะไม่ค่อยมีกระแสมากนักในบ้านเรา แถมพอชื่อหนังมีตัวเลข 800 ห้อยท้าย ก็พาลให้นึกถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ที่ว่าด้วยสงครามที่เปรียบต่างเกี่ยวกับจำนวนทหารเหมือนกัน (แต่โบราณกว่า) อย่างเรื่อง 300 (2007) ไปเสียอีกแน่ะ

แต่อยากจะบอกเลยครับว่า หนังสงครามจีนฟอร์มยักษ์อย่าง The Eight Hundred เรื่องนี้ เป็นหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่สามารถทำปรากฏการณ์ฝ่าวิกฤติโควิด-19 ด้วยการถล่ม Box Office ทำรายได้ถล่มทลายมากที่สุดในโลกคือ 425 ล้านเหรียญฯ เอาชนะแชมป์เก่าที่ครองอันดับหนึ่งมานานหลายเดือนอย่างBad Boy For Life (2020) ที่ครองแชมป์ด้วยรายได้ 424 ล้านเหรียญฯ หลังครองแชมป์มานานหลายเดือน ขนาดว่าหนังเรื่องนี้ออกฉายสัปดาห์เดียวกับหนังยักษ์ของเสด็จพ่อโนแลนอย่าง TENET (2020) หนังสงครามเรื่องนี้ก็ยังทำรายได้สัปดาห์แรกไปที่ 69 ล้านเหรียญ แซงหนังเสด็จพ่อที่ทำรายได้สัปดาห์แรกไปที่ 53 ล้านเหรียญ

อีกความน่าสนใจของภาพยนตร์จีนฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 80 ล้านเหรียญเรื่องนี้ก็คือ เมื่อปีที่แล้ว หนังเรื่องนี้ได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลหนังเซียงไฮ้นานาชาติเมื่อมิถุนายนปีที่แล้วครับ แต่อยู่ดี ๆ หนังเรื่องนี้ดันถูกถอดจากโพรแกรมฉาย 1 วันก่อนเปิดเทศกาล กำหนดการฉายโรงในจีนตามปกติก็พลอยถูกถอดตามไปด้วย (ซึ่งถ้าถามว่าใครถอด แล้วถอดทำไม อันนี้ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจละกันนะครับ) เรียกว่าเป็นหนังสงครามที่เคย (เกือบ) ไม่ได้ฉายในจีนเลยก็ว่าได้

แง่มุมที่ผมว่าเป็นความน่าสนใจมาก ๆ ของหนังเรื่องนี้ นอกจากการสะท้อนภาพชีวิตท่ามกลางสมรภูมิสงครามของทหาร 400 กว่านาย (ทหารจีนใช้แผนหลอกล่อว่ากองทัพจีนมีอยู่ 800 นาย) ที่สู้รบและอาศัยอยู่ในโกดัง สี่ห้าง (Si Hang) ที่ยิ่งสู้รบ ยิ่งวางกำลังต่อต้าน ยิ่งใช้ยุทธวิธีมากแค่ไหน จะใช้วิธีบ้าบิ่นหรือลึกล้ำสักแค่ไหน ก็ต้องแตกพ่ายอย่างยับเยินให้กับกองทัพญี่ปุ่นที่มีแสนยานุภาพทางการทหารเหนือกว่าในทุกด้าน แถมทหารญี่ปุ่นยังขึ้นชื่อเรื่องของความโหดเหี้ยมและยอมพลีชีพเพื่อพระจักรพรรดิ์อีกต่างหาก กำลังพลที่ว่ามีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปอีก ยิ่งสู้รบก็ยิ่งแต่จะมีแต่ตายกับตาย

อีกจุดที่ผมว่าเจ๋งก็คือการสะท้อนภาพวิถีชีวิตและเรื่องราวของชาวเซี่ยงไฮ้ ทั้งทหารและพลเรือนที่อพยพข้ามไปอยู่ในอีกฝั่งของแม่น้ำ ที่สามารถสะท้อนภาพความคิดของผู้คนในยามศึกสงครามได้ดีมาก ๆ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นภาพอันแสนหดหู่ของทหารที่ประจำการอยู่ที่ฝั่งฐานทัพที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ซากศพทหารทั้งสองฝ่ายที่ถูกนำเอามากองรวมกัน ทหารที่ยังอยู่ รวมถึงนายทหารหนีทัพที่ถูกจับได้ก็ต้องอาศัยอยู่ด้วยความกลัว ไม่อยากจะร่วมรบ แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้ ไม่งั้นเดี๋ยวโดนเป่า

ส่วนผู้อพยพหลายชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่อีกฝั่งแม่น้ำ กลายเป็นประชาชนที่ติดตามเฝ้าดูสงครามอย่างใกล้ชิด แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร ภาพที่เราจะได้เห็นคือ ภาพอันสวยงามของเมืองอันศิวิไลซ์ในยุค 30’s ที่เต็มไปด้วยความปกติสุขสำราญ ผู้คนซื้อของ จ่ายตลาด ดูงิ้ว เล่นกาสิโน ชาวต่างชาติที่ถ่ายภาพ และเฝ้าทำข่าวสงครามบนเหล่าเต๊ง และเมื่อยามที่เกิดสงครามขึ้นอีกฝั่ง ประชาชนก็แห่กันมายืนดูเหมือนราวกับว่ากำลังยืนดูหนังหรือละครสงครามเรื่องหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น เรียกได้ว่านี่เป็นภาพสะท้อนของ “คนหน่ายสงคราม” ได้อย่างเจ็บแสบจริง ๆ

หนังเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเป็นหนังสงครามที่สะท้อนภาพความโหดร้ายของสงคราม (ในมุมมองของทหาร) ได้อย่างเต็มสตรีมเลยครับ เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้เห็นภาพการรบราฆ่าฟันกันแบบชนิดที่ว่าคอสงครามคงไม่น่าจะผิดหวัง เพราะสู้รบกันแบบจัดเต็มจริง ๆ ครับ ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นภาพศึกสงครามที่โหดร้ายชนิดว่าโดนยิงกบาล โดนระเบิดร่างแยกบ้างละ มีฉากที่ทหารญี่ปุ่นพลีชีพด้วยการระเบิดตัวเอง โดนยิงนิ้วขาด แก้มทะลุ มือขาดบ้างละ โดนแรงระเบิดจนทำให้เศษกระจกทะลุหน้าบ้างละ เรียกว่าเป็นหนังสงครามที่อาจไม่ค่อยเหมาะกับน้อง ๆ หนู ๆ และคนขวัญอ่อนอย่างแรงเลยล่ะครับ

รวมถึงการสะท้อนภาพของผู้คนในสภาวะสงคราม ที่มีปฏิกิริยาที่แตกต่างกันต่อสิ่งที่เรียกว่า “สงคราม” ไม่ว่าจะเป็นการร่วมสงครามของทหาร การหนีทัพ คนที่อยู่อย่างสุขสบาย คนที่หากินกับสงคราม คนที่เฝ้าสังเกตการณ์ คนที่มีใจรักชาติและพร้อมจะสละชีพเพื่อปกป้องชาติและคนในชาติ รวมถึงคนที่แม้ว่าจะไม่ได้ร่วมรบ แต่ก็พยายามที่จะช่วยเหลือในทุก ๆ ทางเพื่อที่จะสนับสนุนเหล่าทหารในการปกป้องชาติด้วย

แต่ไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีภาพที่โหดร้ายอย่างไร แต่สิ่งที่เข้ามาทำให้หนังสงครามเรื่องนี้กลมกล่อมก็คืองานด้านภาพครับ แม้ว่าจะเป็นหนังจีน แต่ก็ต้องบอกว่า งานด้านโปรดักชันและเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่สูสีกับหนังฮอลลีวูดได้อย่างสบาย ๆ เลยครับ และด้วยความที่หนังเรื่องนี้เป็นหนังจีนเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ก็ต้องเรียกได้ว่าไม่เสียของ เพราะงานด้านภาพก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า ทั้งสวยงาม และดุเดือดเลือดพล่านสมกับเป็นหนังสงคราม ทั้งหมดนี้ทำให้เราคนดูสามารถทะลุเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เสมือนเข้าไปอยู่ในโกดังสี่ห้าง เข้าไปร่วมรบ ร่วมหดหู่ หน่วง สิ้นหวัง ไปด้วยพร้อม ๆ กัน

ส่วนข้อสังเกตของหนังเรื่องนี้ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ว่านี่คือหนังสงครามเต็มขั้น สิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่หนังเรื่องนี้ยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางมีอยู่สองจุด หนึ่งคือ ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เน้นเล่ามุมมองของการสู้รบของทหารในโกดังสี่ห้าง และผู้กำกับเองก็พยายามที่จะสอดแทรกเรื่องราวของทหารบางนายที่มีบทบาทที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าทหาร ทหาร และคนหนุ่มหนีสงครามที่ถูกกักตัว แต่สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ตัวละครและการกระทำต่าง ๆ ที่ตัวละครได้ทำนั้น ยังไม่ค่อยมีอะไรที่ชวนให้น่าจดจำสักเท่าไหร่ แถมพอหนังไปโฟกัสที่การศึกสงคราม ก็ทำให้พาร์ตดราม่า (หรือมุกตลกเล็ก ๆ) ที่ผู้กำกับพยายามสอดแทรกก็ดูจะเจือจางไปหน่อย รวมถึงบทบาทของตัวละครแต่ละตัวก็ยังไม่มีมิติอะไรที่ทำให้ชวนจดจำหรือชวนให้เอาใจช่วยได้มากนัก

และอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ หนังเรื่องนี้ืคือหนังสงครามชาตินิยมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ คือเรียกได้ว่าเป็นหนังที่เชิดชูวีรบุรุษทหาร และเชิดชูความเป็นชาตินิยม และให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการร่วมปกป้องชาติ ไม่ว่าจะเป็นทหารที่อยู่แนวหน้า หรือพลเรือนที่อยู่แนวหลังก็ตาม หรือแม้แต่คนที่เคยเพิกเฉย หรือหลบลี้สงคราม ก็ต้องกลับเห็นความสำคัญของชาติมากกว่าตัวเองให้ได้ ซึ่งในหนังมีฉากที่แสดงออกถึงความรักชาติรักแผ่นดินอยู่มากเหมือนกัน ด้วยความที่มันเป็นหนังชาตินิยมจ๋า ๆ ขนาดนี้ คนที่รู้สึกจั๊กจี้กับความเป็นชาตินิยมก็อาจจะรู้สึกแปลก ๆ กับหนังเรื่องนี้ไปเลยก็ได้

แต่ถ้าคิดว่า อยากดูหนังสงคราม และศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์จีนอันยิ่งใหญ่ ว่าด้วยการต่อสู้ของทหารเพียงหยิบมือ ที่กล้าลุกขึ้นท้าทายกองทัพญี่ปุ่น ผมว่าหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าไม่เสียหลายอยู่นะครับ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

The Eight Hundred | นักรบ 800 ความสมบูรณ์ของเนื้อหา5.5คุณภาพงานสร้าง9คุณภาพของบท / เนื้อเรื่อง4.6การตัดต่อ / การลำดับ และการดำเนินเรื่อง7ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม8.7จุดเด่นโพรดักชันด้านภาพ แสง สี เสียง เอฟเฟ็กต์ ซีจี ทำได้สมจริงสุด ๆ อย่างกับว่าได้เข้าไปร่วมรบเองขับเน้นดราม่าด้วยความเป็นชาตินิยมในแบบที่เข้าใจได้ไม่ยากงานด้านภาพจากกล้อง IMAX ทั้งสวยงาม ดุเดือด หดหู่ และโหดร้ายไปพร้อม ๆ กันจุดสังเกตถ้าไม่ชอบอะไรที่ชาตินิยมจ๋า ๆ อันนี้ก็ต้องแล้วแต่พิจารณานะครับตัวละครต่าง ๆ และแอคชั่นไม่ได้โดดเด่นให้ชวนจำ โฟกัส และเอาใจช่วยมากนักขับเน้นความเป็นหนังสงครามแบบเต็มขั้นจนทำให้พาร์ตดราม่าเบาบางไปหน่อย7

[รีวิว] The Eight Hundred นักรบ 800 : หนังสงคราม (ชาตินิยม) เต็มขั้น!
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...