โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คุยกับ “อนุวัฒน์ ร่วมสุข” 20 ปี จากดีลไอพีโอ PTT ถึง หุ้น OR

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. 2564 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 01.33 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

จากกระแสการขายหุ้นไอพีโอของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่ถือว่าหุ้นไอพีโอแห่งปีสร้างปรากฏการณ์ให้นักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างมากมาย ทำให้ OR กลายเป็นบริษัทที่มีนักลงทุนรายย่อยเข้ามาจองซื้อถึง 5.3 แสนราย

เรียกว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยวิธีการจัดสรรหุ้นไอพีโอด้วยวิธีการที่เรียกว่า “small lot first” ที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยทุกคนที่จองซื้อหุ้นจะได้รับการจัดสรรอย่างเท่าเทียมทุกคน

นอกจากนี้ เมื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ราคาหุ้น OR ก็วิ่งฉิวแบบที่ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการทำไอพีโอครั้งนี้ คือ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) รวมถึงผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหลักของหุ้น OR และยังเป็นบริษัทที่ทำดีลไอพีโอบริษัทยักษ์ใหญ่อีกหลายราย

โอกาสนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “อนุวัฒน์ ร่วมสุข” กรรมการผู้จัดการ ประธานสายตลาดทุนกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ถึงประสบการณ์พาหุ้น IPO เข้าระดมทุนตลาดหุ้นไทย

บทเรียน 20 ปี จาก ปตท.สู่ OR

“อนุวัฒน์” เล่าว่า สำหรับดีลไอพีโอของ OR บริษัทใช้เวลาในการเตรียมการถึง 5 ปีกว่าที่จะเปิดขายไอพีโอและเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯได้เมื่อ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา เพราะด้วยกลุ่มธุรกิจใหญ่ก็ต้องมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ การโอนทรัพย์สิน รวมทั้งมีหลาย ๆ ประเด็นที่ต้องเคลียร์ เพราะอะไรที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ปตท.ก็จะมีเพื่อน ๆ ที่เกี่ยวข้องเดินเข้ามาหาตลอดเวลา

“ไม่ใช่อยากให้ไอพีโอแล้วทำได้เลย อย่าง บมจ.โอสถสภาเราใช้เวลาทั้งหมด 4 ปี จากธุรกิจครอบครัวจัดโครงสร้างไปสู่มืออาชีพ หรือกรณีบริษัท ปตท. (PTT) ที่เป็นการแปรรูปเข้าระดมทุนตลาดหุ้นปี 2544 เราก็เริ่มเข้าไปทำงานตั้งแต่ปี 2540-2541 งานส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเตรียมตัวปรับโครงสร้าง เมื่อพร้อมแล้วก็เป็นเรื่องการขออนุญาตสำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก็มาดูเรื่องไทม์มิ่ง จังหวะเวลาในการเสนอขาย”

สำหรับกรณีการทำไอพีโอหุ้น PTT เมื่อปี 2544 ถือเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ณ ช่วงเวลานั้น ด้วยมาร์เก็ตแคปประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น ๆ ในตลาดที่มีมาร์เก็ตแคปหลัก 1,000 ล้าน ที่สุดก็สร้างปรากฏการณ์จองซื้อหุ้น IPO หมดภายใน 4 นาที แต่ก็เกิดปัญหาว่านักลงทุนไม่ได้รับการจัดสรรอย่างทั่วถึง

“ตอนนั้นเป็นช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ 9/11 และสงครามราคาน้ำมัน ฯลฯ ตอนเซอร์เวย์มีนักลงทุนสนใจน้อยมาก แต่หุ้น 3.2 หมื่นล้านบาทเมื่อ 20 ปีที่แล้ว อีกทั้งนโยบายคือต้องขายรายย่อยเยอะที่สุดจึงต้องมาคิดกันว่าวิธีการเสนอขายจะเป็นแบบไหน ซึ่งตอนนั้นใช้วิธีการ first come first serve”

ขณะที่อีก 20 ปีให้หลัง หรือในปี 2564 การเสนอขายหุ้น OR เผชิญโจทย์เดียวกันจากที่บริษัทต้องการกระจายหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยจริง ๆ พร้อมกับโจทย์ที่ว่า “ถ้านักลงทุนจองแล้วต้องได้” จึงเป็นที่มาของวิธีการกระจายหุ้นแบบ “small lot first” ที่ทางบริษัทคิดขึ้นมา โดยเป็นการกระจายหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยที่จองซื้อขั้นต่ำที่กำหนดเอาไว้ 300 หุ้นก่อน แล้วจึงกระจายหุ้นที่เหลือเวียนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบจำนวนที่เสนอขาย ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่จองซื้อหุ้น OR ก็ได้รับการจัดสรรทุกคน

เกียรตินาคินภัทรไม่มีสูตรสำเร็จ

เบื้องหน้ากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดรายหนึ่ง สะท้อนจากความไว้วางใจที่บริษัทยักษ์ใหญ่เลือกใช้บริการ เช่น บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) หรือ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) ฯลฯ

ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จํากัด (มหาชน) มีส่วนแบ่งตลาดในการระดมทุนสูงสุดอันดับ 1 ในแง่มูลค่าซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ และท็อป 3 ในกลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ

ขณะที่เบื้องหลัง “อนุวัฒน์” ย้ำว่า “ไม่มีสูตรสำเร็จ” แต่มีหลายปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จของบริษัทตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดล้วนทำให้เกิดกระบวนการขายหุ้นไอพีโอ เริ่มตั้งแต่แพลตฟอร์ม investment banking/capital market ที่สั่งสมประสบการณ์จนเข้าใจความต้องการของลูกค้า สามารถปรับโครงสร้างที่ลูกค้ายอมรับ และเอื้อต่อการขยายตัวในอนาคต

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัย “ทีมนักวิเคราะห์” ของบริษัทถือเป็นคีย์สำคัญ มีประสบการณ์ เป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัล Best Analyst โดยทีมวิเคราะห์ของกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทรทำงานแบบเป็นทีมเดียวกันกับ“Bank of America” 1 ใน 4 สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งความร่วมมือนี้มีทั้งด้านงานวิจัยและการขาย

ดังนั้น ในการทำไอพีโอให้ลูกค้า บริษัทก็จะทำให้สามารถครอบคลุมถึงความต้องการได้ทั้งนักลงทุนสถาบันไทยและนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ขณะที่ฝั่งนักลงทุนบุคคลที่เป็น wealth platform ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้ของบริษัทก็มีทรัพย์สินลงทุน (ไม่รวมเงินฝาก) มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท

“เพราะฉะนั้น เวลาทำไอพีโอจะเข้าใจความต้องการนักลงทุนทุกกลุ่ม และจากที่เกียรตินาคินภัทรเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินทำให้มีผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่คอยสนับสนุนได้ หากลูกค้าที่ยังไม่พร้อมระดมทุนขายหุ้นไอพีโอก็อาจใช้การเสนอขายหุ้นกู้ หรือมากู้เงินกับธนาคารเกียรตินาคินภัทรก่อนเพื่อเตรียมความพร้อม รวมถึงบริการให้คำปรึกษา เช่น หลังไอพีโอแล้วมีแผนการซื้อกิจการ (M&A) หรือการขยายลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ”

กฎธุรกิจ IB ห้ามหยุดวิ่ง

“อนุวัฒน์” กล่าวอีกว่า เนื่องจากธุรกิจการเงินโดยเฉพาะงานด้านวาณิชธนกิจ (IB) มีการแข่งขันที่สูงมาก ต้องวิ่งตลอดเวลา เพราะการหยุดอยู่กับที่ก็ถือว่าแพ้คู่แข่ง และไม่เคยคิดว่าสำเร็จ ต้องคิดเสมอว่างานที่ทำสามารถทำให้ดีขึ้นได้ รวมถึงการให้บริการลูกค้า

“ผมไม่มีสูตรสำเร็จ เราไม่มีสูตรสำเร็จ เราภูมิใจในคนและหลักการในการให้บริการของเราที่ยึดลูกค้าเป็นที่ตั้ง และเราไม่เคยคิดว่าเราสำเร็จ เพราะถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าสำเร็จแล้ว แค่คิดแบบนี้พรุ่งนี้เราก็แพ้แล้ว” นายอนุวัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...