โบรกสแกนหุ้นAUCT ชี้ครึ่งปีแรกเป็นบวก ยอดรถเข้าประมูลอื้อ
ทันหุ้น – สู้โควิด – โบรกส่องกล้อง AUCT ชี้เศรษฐกิจชะลอตัว NPL ที่เพิ่มขึ้น หนุนจำนวนรถที่ถูกนำมาประมูลมากขึ้น เป็นบวกต่อบริษัทในช่วงครึ่งปีแรก และมีโอกาสที่จะดีไปตลอดทั้งปี แต่ปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้าอาจมีรายได้ลดลง หลังยอดขายรถยนต์ใหม่ลดลงอย่างรุนแรง
บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินทิศทาง AUCT ว่า AUCT รายงานรายได้และกำไรประจำไตรมาส 1/63 ที่ 233 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า) และ 51.9 ล้านบาท (ลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, ลดลง 30% จากไตรมาสก่อนหน้า) ตามลำดับ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้
ยอดรถประมูลโต
1. ยอดการประมูลรถยนต์และจักรยานยนต์ยังคงเติบโต 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ
2. บริษัทมีรายได้จากการได้รับมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการจัดงานประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 5G ในช่วงเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา คิดเป็นรายได้ราว 14.5 ล้านบาท
3. มาตรฐานบัญชี TFRS16 ทำให้บริษัทผู้ที่เป็นผู้เช่าพื้นที่จัดการประมูลรับรู้สินทรัพย์และหนี้สินสำหรับสัญญาเช่าทุกรายการที่มีระยะเวลาในการเช่ามากกว่า 12 เดือน ส่งผลให้บริษัทมีสินทรัพย์สิทธิ์การใช้และหนี้สินตามสัญญาเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 800 ล้านบาท D/E ของบริษัทจึงเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.84 เท่า จากเดิมที่ 0.6 เท่า และทำให้ค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์นั้นพุ่งสูงขึ้นเป็นระดับ 30 ล้านบาทต่อไตรมาส จากเดิมที่ระดับ 10 ล้านบาทต่อไตรมาส ส่งผลให้บริษัทมีกำไรลดลง 12.7 ล้านบาท แต่ทำให้บริษัทมี EBITDA สูงขึ้นเป็น 109 ล้านบาท (+27%YoY, +6% QoQ)
4. อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 49.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 54.6% มาจาก 1) งานประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่มีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจปกติ 2) ต้นทุนการประมูลที่สูงขึ้นจากผลกระทบของไวรัส COVID-19 3) มาตรฐานบัญชีใหม่
หากไม่นับผลกระทบจากมาตรฐานบัญชี TFRS16 บริษัทจะมีกำไร 61.8 ล้านบาท (+3.7% YoY) คิดเป็น 27% บนประมาณการของเรา
ยอดรถใหม่เริ่มลด
ทั้งนี้มองว่าจำนวนรถที่ถูกนำมาประมูลจะยังคงมีจำนวนมากต่อไป จาก NPL ที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาส 1/63 และคาดว่าจะมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2563 เป็นอย่างน้อย ซึ่งอาจจะทำให้รถที่ถูกยึดจากสถาบันการเงินยังคงมีเข้ามาในระบบอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าเราจะคาดยอดขายรถยนต์ใหม่ลดลงไปกว่า 30% ในปีนี้ก็ตาม ซึ่งจะทำให้บริษัทมีโอกาสสร้างผลการดำเนินงานที่ดีไปจนถึงปลายปี นานกว่าที่เคยคาดว่าบริษัทจะเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอตัวในไตรมาส 3/63 เป็นต้นไปจากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่เริ่มลดลงตั้งแต่ปลายปี 2559
ถึงแม้แนวโน้มของบริษัทจะยังสามารถทรงตัวไปจนถึงไตรมาส 3/63 ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอตัวในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า แต่เนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่เราได้ออกบทวิเคราะห์ครั้งก่อน จึงได้ปรับลดคำแนะนำจาก "ซื้อ" เป็น "ถือ" ที่ราคาเป้าหมายเดิม 6 บาท (WACC = 9.9%, TG = 1.5%) TFRS16 อาจจะกระทบกำไรราว 30 ล้านบาท แต่เรายังคงประมาณการเดิม เนื่องจากบริษัทอาจจะมีการดำเนินงานดีกว่าที่คาดไว้เล็กน้อย